มองฉากทัศน์ ‘ไทย-เขมร’ การเมือง&ชาตินิยม

12.05.26 | 17:21 น.

หมายเหตุมุมมองนักวิชาการประเมินสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือ 3 ฝ่ายกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึงแนวทางสันติภาพชายแดนทั้ง 2 ประเทศ ในเวทีประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ประเทศฟิลิปปินส์

ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

ผู้นำทั้งสองก็ยังต้องคุยกันเพื่อประคอง การหยุดยิง ที่ยังคงเปราะบางหลังการปะทะรุนแรงในปี 2568 ทหารทั้งสองฝ่ายก็ยังตรึงกำลังอยู่ตามแนวชายแดนเดิมอยู่มาก ดังนั้น แนวโน้มที่มีน่าจะเป็นจริงที่สุด ไม่ใช่การเดินชนทุกกำแพง แต่คือสูตรการทูตแบบ แข็งหน้าไมค์ อ่อนในห้องเจรจา แต่ห้ามใครเรียกว่าถอย ฝ่ายสายการทูตจะพูดว่าไทยกำลังรีเซตกรอบ ไม่ได้ปิดประตู ขณะที่ปีกการเมืองของ รัฐบาลจะพยายามขายเรื่องนี้เป็นชัยชนะเชิงอธิปไตย โดยเฉพาะการตรึงวาระว่า เกาะกูด เป็นของไทยแน่นอน และใครตั้งคำถาม จะกลายเป็นคนที่ทำให้ประเทศสับสน กลยุทธ์แบบนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า พรรคแกนนำรัฐบาลจะได้ประโยชน์ทางการเมืองอย่างมากจากกระแสชาตินิยมในช่วงหาเสียง และกลับมาจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภาได้จริง จึงมีแรงจูงใจสูงมากที่จะไม่ปล่อยให้ประเด็นนี้เย็นเร็วเกินไป

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้มีแกนอยู่ไม่กี่ข้อ แต่ละข้อหนักมาก ฝ่ายไทยอธิบายผ่านแถลงของ ว่า MOU 44 คุยกันมากว่า 20 ปีแล้ว มีการเจรจาเพียง 5 ครั้งและไม่เกิดข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ ทั้งยังเห็นว่าควรตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วค่อยพูดเรื่องการพัฒนาและบริหารทรัพยากรร่วมกัน ฝ่าย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็พูดตรงๆ ว่าไทยยกเลิก MOU แต่ไม่ได้ยุติการเจรจา และยังจะเดินหน้าภายใต้กรอบ UNCLOS ต่อไป ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาผ่านแถลงการกลับมองว่าไทยเพิ่งถอนตัวฝ่ายเดียวจากกรอบทวิภาคีฉบับเดียวที่สองประเทศใช้มานานกว่าสองทศวรรษ และแสดงความเสียใจอย่างชัดเจน

อีกชั้นหนึ่งที่สำคัญมากคือ ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้หยุดแค่แสดงความไม่พอใจ แต่ประกาศชัดว่าจะเดินหน้า “Compulsory Conciliation” ภายใต้ UNCLOS ขณะที่ฝ่ายไทยกลับตีความการพบกันของนายกฯทั้งสองที่ฟิลิปปินส์ว่าเป็นการ รับทราบอย่างเป็นทางการ เรื่องการยกเลิก MOU 44 และใช้โอกาสนั้นสื่อสารต่อสาธารณะว่าเมื่อไม่มี MOU 44 แล้ว จะไม่มีเส้นที่ทำให้สาธารณะคลางแคลงเรื่องเกาะกูดอีกต่อไป นี่จึงไม่ใช่แค่ข้อพิพาททางทะเล แต่เป็นการแย่งกันครองเรื่องเล่าทางการเมืองภายในประเทศของทั้งสองฝั่งอย่างเต็มตัวแล้ว

Advertisement

ในทางกฎหมาย สงครามคำพูดก็ไม่ได้ทำให้สนามกฎหมายหายไป จากข้อความเต็มในข้อพิพาทเรื่องการกำหนดเขตทางทะเลอยู่ในกรอบมาตรา 74 และ 83 ส่วนประเทศไทยได้ยื่นคำประกาศตามมาตรา 298 ว่าไม่รับกระบวนการภาคบังคับบางประเภทสำหรับข้อพิพาทการกำหนดเขตแดนทางทะเล อย่างไรก็ดี ตัวมาตรา 298 เองก็ยังเขียนไว้ว่า หากไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ภายในเวลาอันสมควร คู่พิพาทอาจร้องขอให้เข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้ Annex V ได้ และหากข้อพิพาทนั้นจำเป็นต้องพิจารณาอธิปไตยเหนือดินแดนหรือเกาะควบคู่กัน ประเด็นนั้นย่อมถูกกันออกจากเส้นทางนี้ด้วย

จากท่าทีจริงของนายสีหศักดิ์ เขาไม่น่าใช่คนจุดไฟ แต่เขาน่าจะเป็นคนเอาถังดับเพลิงมายืนให้หลังเวทีมากกว่า เพียงแต่จะต้องพูดให้ดูเหมือนไทยยังเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์อยู่เสมอ เพราะเขาพูดไว้แล้วทั้งกับสื่อไทยและต่างประเทศว่า การยกเลิก MOU 44 ไม่ได้แปลว่าเราทิ้งการเจรจา แต่เป็นการตั้งเวทีใหม่ ภายใต้กรอบกฎหมายร่วมที่ชัดกว่าเดิม คำพูดแบบนี้มีนัยสำคัญมาก มันคือ การโยกจากภาษาการเมืองที่กรีดคะแนนนิยม ไปสู่ภาษากฎหมายที่ช่วยลดความเสียหายระหว่างประเทศไม่ให้บานปลายเกินจำเป็น

หากจะคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต การเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยน่าจะมีความเป็นเทคโนแครตสูงมาก โดยจะผลักให้เรื่องนี้ไปอยู่ในมือทีมกฎหมายทะเล ทีมเขตแดน และคณะทำงานเทคนิคมากขึ้น พร้อมพยายามล็อกกรอบว่า หนึ่ง การยกเลิก MOU ไม่ใช่การตัดสัมพันธ์ สอง กติกาใหม่คือ UNCLOS สาม ประเด็นที่แตะอธิปไตยเหนือเกาะหรือดินแดนต้องไม่ถูกปล่อยให้ไหลเข้าไปในกระบวนการที่ไทยมีความเสี่ยงเสียรูปคดี นี่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางกฎหมายเรื่องมาตรา 298 ที่ไทยประกาศไว้ และยังสอดคล้องกับตรรกะทางการทูตที่ไทยมักยืนกรานให้ข้อพิพาทกับกัมพูชาอยู่ในกรอบทวิภาคีมากกว่ากลไกระหว่างประเทศแบบผูกมัดโดยตรง

ในมุมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะเห็นได้ว่า แนวโน้มแรงจูงใจชัดเกินกว่าจะตีความเป็นอย่างอื่น การขึ้นมาจากคลื่นชาตินิยมอย่างมีนัยสำคัญในครั้งนี้ นั่นหมายความว่า การปกป้องภาพลักษณ์ พรรคที่ยืนเฝ้าแผ่นดิน ที่เป็นทรัพย์สินทางการเมืองของพรรคโดยตรง ถ้าลดภาพลักษณ์นี้เร็วเกินไปเท่ากับตัดขาตัวเองทางการเมืองเสียเอง

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำพูด ก็คือ แทคติค (Tactics) ที่มีแนวโน้มว่ารัฐบาลจะยังคงตรึงประเด็นเหล่านี้ไว้พร้อมกัน อย่างแรกคือ การยึดสัญลักษณ์ โดยตรึงเรื่องเกาะกูด ให้เป็นหัวใจอารมณ์ของสาธารณะ อย่างที่นายกฯทำไปแล้วหลังพบกับฝ่ายกัมพูชา อย่างที่สองคือ ทำให้คนวิจารณ์ดูเป็นฝ่ายสร้างความสับสน ไม่ใช่คู่ถกเถียงที่มีเหตุผล อย่างที่สามคือ ผลักให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่าแสดงท่าทีอ่อนเกินหน้า เพราะถ้าพรรคร่วมพูดต่างเสียงมากๆ ความชอบธรรมของรัฐบาลสายชาตินิยมจะยุบตัวทันที และอย่างที่สี่คือ สนับสนุนมาตรการความมั่นคงเชิงสัญลักษณ์ เช่น การตรวจเข้ม การแสดงภาพความพร้อม การพูดเรื่องปกป้องผลประโยชน์ทางทะเล แต่ยังไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นเปิดเกมเสี่ยงทางทหารแบบไม่คุมต้นทุน เพราะนั่นจะย้อนมาทำลายรัฐบาลเองถ้าเศรษฐกิจหรือความเชื่อมั่นเสียหายจริง

หัวใจของการรักษาหน้า ในเคสนี้น่าจะไม่ใช่การกลับลำแบบเปิดเผย แต่เป็นการเปลี่ยนชื่อการถอยให้กลายเป็น ความรอบคอบ กลไกที่น่าจะเห็นได้มีอย่างน้อยสามชั้น ชั้นแรกคือ ประกาศชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ให้ดังพอ เช่น ยกเลิกแล้ว กัมพูชารับทราบแล้ว เกาะกูดเป็นของไทย ชั้นที่สองคือ ส่งงานยากไปไว้ในมือเจ้าหน้าที่เทคนิคและนักกฎหมาย เพื่อให้การเจรจาเดินต่อได้โดยไม่ต้องมีนักการเมืองมาพูดทุกวัน ชั้นที่สามคือ ขายการคุยต่อว่าไม่ใช่การถอย แต่เป็นการคุยในกติกาใหม่ที่ไทยเลือกเอง สูตรนี้เข้ากับท่าทีปัจจุบันแทบทุกชั้น ตั้งแต่แถลงรัฐบาลไปจนถึงคำพูดของฝ่ายการทูตและคำสื่อสารของนายกฯหลังพบกับฝ่ายกัมพูชา

ถ้าจะให้สรุปเป็นประโยคเดียว สูตรรักษาหน้ารอบนี้น่าจะเป็น ยกเลิกให้ดัง เจรจาให้เงียบ แล้วเรียกทุกการถอยว่าเป็นขั้นตอนของชัยชนะ ปัญหาคือสูตรนี้ใช้ได้ก็ต่อเมื่อไม่มีเหตุยั่วยุใหม่ตามชายแดน หรือไม่มีความเสียหายทางเศรษฐกิจและการทูตที่ทำให้สาธารณะเริ่มตั้งคำถามกลับว่า สุดท้ายแล้วได้อะไรจริงนอกจากเสียงเฮชั่วคราว หากมีเหตุยั่วยุหรือปะทะใหม่แม้เพียงระดับจำกัด พื้นที่สำหรับสคริปต์รักษาหน้าจะหดเร็วมาก และสิ่งที่วันนี้ยังเป็นเกมแห่งวาทกรรม อาจกลายเป็นวิกฤตที่คุมยากขึ้นทันที

ธนเชษฐ วิสัยจร
รักษาการหัวหน้าภาควิชาการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

หลังการพบกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยผ่านกลไกอาเซียนภายใต้การเป็นประหนึ่งว่าเป็นตัวกลางของนาย บอง บอง มาร์กอส ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง ท่ามกลางบริบทที่ทั้งความร่วมมือและความระแวดระวังยังดำรงอยู่ควบคู่กันอย่างซับซ้อน การพบปะในระดับผู้นำครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ทางการทูต แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ยังคงต้องพึ่งพากันในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ชายแดน แรงงาน และความมั่นคงในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

แม้ถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการจะเน้นย้ำบรรยากาศของมิตรภาพและความร่วมมือ แต่ในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์แล้ว ความไม่ไว้วางใจระหว่างรัฐทั้งสองยังไม่อาจคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่ทับซ้อนและทรัพยากรทางทะเลตลอดจนการแจ้งความจำนงของฝั่งไทยว่าต้องการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันหรือ MOU 2544 ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนสูงและเกี่ยวพันโดยตรงกับอธิปไตยของรัฐ ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนความจำเป็นเชิงปฏิบัติ มากกว่าความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง ซึ่งย่อมมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของการเมืองภายในของแต่ละประเทศ

เมื่อบริบท ดังกล่าวมาบรรจบกับการยกเลิก MOU 44 ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นหนึ่งกรอบพูดคุยหรือกลไกสำคัญในการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนซึ่งมีนัยถึงการบริหารจัดการผลประโยชน์ทางทะเลด้วย คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่าเอกสารฉบับดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ แต่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนั้นในเชิงสถาบันและเชิงนโยบาย เพราะ MOU 44 แม้จะไม่ใช่สนธิสัญญาแบ่งเขตแดนโดยสมบูรณ์ แต่มีบทบาทสำคัญในการลดแรงเสียดทานและสร้างพื้นที่สำหรับการเจรจาเชิงเทคนิคระหว่างสองฝ่าย การยกเลิกกรอบดังกล่าวจึงหมายถึงการสูญเสีย พื้นที่กลาง ที่เคยช่วยบริหารความคลุมเครือในประเด็นที่อ่อนไหว

ผลที่ตามมาคือความไม่แน่นอนเชิงสถาบันว่าจะมีกรอบใดเข้ามาทดแทน หรือการเจรจาจะถูกลดระดับลงไปสู่รูปแบบใด หากไม่มีโครงสร้างกลางรองรับ ความเสี่ยงคือประเด็นเชิงเทคนิคอาจถูกผลักให้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองภายในประเทศของทั้งสองประเทศมากขึ้น แนวโน้มการเจรจาแต่ละครั้งจึงมักจะเป็นไปตามกระแสการเมืองภายในประเทศตน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาจะยิ่งลดพื้นที่ของการประนีประนอม และเพิ่มโอกาสของความตึงเครียดเชิงวาทกรรมระหว่างสองประเทศ

เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาสามารถเคลื่อนตัวไปได้หลายทิศทาง ทิศทางแรกคือการสร้างกรอบความร่วมมือใหม่ที่ยืดหยุ่นและลดความเป็นทางการลง เพื่อทดแทนช่องว่างที่เกิดจากการยกเลิก MOU 44 หากทั้งสองฝ่ายสามารถรักษาเจตจำนงทางการเมืองในการแยกประเด็นความมั่นคงออกจากแรงกดดันทางการเมืองภายในได้ โดยหันไปพึ่งพาแนวทางตามกรอบกลไกของ UNCLOS มากขึ้น ก็ยังพอมีความหวังได้ว่าความร่วมมือในลักษณะนี้อาจยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม อีกฉากทัศน์หนึ่งที่มีความเป็นไปได้สูงคือภาวะชะงักงันเชิงสถาบัน ซึ่งความสัมพันธ์ยังคงดำเนินไปในระดับปฏิบัติการ แต่ขาดความก้าวหน้าในประเด็นเชิงโครงสร้าง เช่น การกำหนดเขตแดนหรือการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ทั้งสองประเทศอาจเลือกหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยตรง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถผลักดันความร่วมมือไปสู่ระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้

ในอีกด้านหนึ่ง หากประเด็นชายแดนถูกนำมาใช้ในบริบทของการเมืองภายในประเทศมากขึ้น ก็อาจนำไปสู่ภาวะการแข่งขันเชิงชาตินิยม ซึ่งจะทำให้พื้นที่ของการเจรจาหดแคบลง และเพิ่มความเสี่ยงของความตึงเครียดเชิงสัญลักษณ์ แม้ฉากทัศน์ดังกล่าวยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในปัจจุบัน แต่ถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจมองข้ามได้ในระยะยาว

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบันมิได้อยู่ในภาวะวิกฤต แต่ก็ไม่อาจถือว่าอยู่ในสภาวะปกติที่มั่นคง หากแต่เป็นภาวะกึ่งกลางที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง การยกเลิก MOU 44 อาจเป็นเพียงจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ แต่สาระสำคัญที่แท้จริงอยู่ที่ความสามารถของทั้งสองประเทศในการสร้างกรอบความร่วมมือใหม่ที่เหมาะสมกับความเป็นจริงทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการระมัดระวังการพึ่งพิงกระแสทางการเมืองภายในประเทศตนที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร จนอาจเสียผลประโยชน์แห่งชาติ เพราะต้องเอาใจ อารมณ์ กระแสทางการเมือง

ดังนั้นเมื่อรัฐบาลไทยยืนยันเจตจำนงว่าจะยกเลิก MOU 44 เพื่อใช้กรอบการพูดคุยที่กว้างขึ้น ก็ต้องสร้างความมั่นใจให้สาธารณชนให้เห็นว่าตอนนี้รัฐบาลไทยมี ทีมไทยแลนด์ ที่ประกอบไปด้วยผู้สันทัดกรณี มีทีมงานที่มีความรู้รอบด้านที่พร้อมจะรักษาผลประโยชน์ของไทยในกรอบการพูดคุยในระดับนานาชาติที่กว้างกว่าทวิภาคีแล้ว