ส่องกลเกมแก้รัฐธรรมนูญ ภูมิใจไทยถอนชื่อร่างเพื่อไทย

6.06.26 | 12:15 น.

แก้รธน. – หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีมติให้ ส.ส.ถอนการลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทย จากนั้นพรรคกล้าธรรมมีมติให้ ส.ส.ของพรรคที่ร่วมกันลงชื่อสนับสนุนร่างดังกล่าวถอนรายชื่อด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากความกังวลว่าเนื้อหาและรูปแบบที่มาของ ส.ส.ร. อาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

กรณีพรรคภูมิใจไทยมีมติให้สมาชิกถอนรายชื่อจากการร่วมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทย เนื่องจากกังวลว่ารายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ในร่างดังกล่าวอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าพรรคภูมิใจไทยต้องการให้เหลือร่างแก้ไข รธน.ของภูมิใจไทยเป็นหลัก ซึ่งเราเห็นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 แล้ว ตอนนั้นมีการเสนอร่างจากหลายพรรค เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน แต่พอยุบสภา ร่างต่างๆ ก็ตกไป

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลหลังการเลือกตั้งก็ไม่ได้หยิบเอาร่างแก้ไข รธน.ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อให้สภาพิจารณาต่อ หมายความว่า ร่างทั้งหมดที่เสนอค้างไว้ต้องตกลงไปทั้งหมด และเมื่อสภาได้พิจารณากฎหมาย 30 กว่าฉบับที่มีการหยิบจับขึ้นมาปัดฝุ่น ท้ายที่สุด พรรคภูมิใจไทยก็มาเสนอร่าง รธน.หลังจากนั้น แสดงให้เห็นพอสมควรว่าภูมิใจไทยคงต้องการปัดร่างอื่นให้ตกไปอยู่แล้ว เช่น กรณีร่างพรรคประชาชน แต่ต่อมาพรรคประชาชนเสนอตามเข้าไปอีก 2 ร่างเพราะพรรคประชาชนเสียงถึง เขาสามารถเสนอได้เอง ขณะที่พรรคเพื่อไทยเสียงไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเสนอได้ด้วยตัวเอง ก็ต้องอาศัยบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลในการร่วมลงชื่อ แต่เมื่อพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออก พรรคกล้าธรรมถอนชื่อออก ก็เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถเสนอได้ เว้นแต่ว่าพรรคประชาชนจะมาร่วมลงชื่อให้ด้วย

Advertisement

สำหรับเงื่อนไขที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออก เพราะประเด็นที่มาของ ส.ส.ร.อาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่แน่ใจว่าตอนที่ร่วมลงชื่อพรรคภูมิใจไทยได้ดูรายละเอียดหรือไม่ แต่ประเด็นที่หยิบขึ้นมามันก็เพื่อกล่าวอ้างในการจะถอนตัว อย่างไรก็ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีอยู่ 2 เงื่อนไขใหญ่ๆ ที่ต้องพิจารณา 1.คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 คือ การที่บอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไปถามประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย นั่นคือการทำประชามติครั้งที่ 1 และจะต้องถามอีกครั้งเมื่อได้ร่าง รธน.แล้วนั่นคือประชามติในครั้งที่ 3 แต่ต่อมามีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญ คือ คำวินิจฉัยที่ 9/2568 บอกเอาไว้ว่า การแก้ไข รธน.จะต้องทำประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ถามว่าจะแก้ไข รธน.หรือไม่ ครั้งที่ 2 ถามว่าจะแก้ด้วยวิธีการใด และครั้งที่ 3 ถามว่าจะรับร่าง รธน.นั้นหรือไม่ รวมไปถึงในคำวินิจฉัยที่ 9/2568 นั้น ได้กำหนดไว้ด้วยว่า การจะเสนอการแก้ไข รธน.ได้ ต้องห้ามไม่ให้ประชาชนไปเลือกผู้ร่าง รธน.โดยตรง ทำให้เป็นประเด็นที่แต่ละพรรคต้องไปคลายปมตรงนี้

ซึ่งช่วงปลายปี 2568 การเสนอของ 3 พรรค ก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เช่น ภูมิใจไทย เสนอว่าใช้ตัวแบบเหมือนกับ ส.ส.ร.ปี 2540 ในขณะที่พรรคประชาชนใช้การเลือกกรรมาธิการยกร่าง และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ส่วนพรรคเพื่อไทย ให้เลือกจากบรรดาผู้คนประมาณ 152 คนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ แต่ก็จะมีประเด็นที่อาจไปขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการเลือกผู้ร่าง รธน.โดยตรงหรือไม่ เลยถูกหยิบขึ้นมาเป็นเหตุผลในการถอนชื่อออกจากการเสนอร่างร่วมกับทางเพื่อไทย

อย่างไรก็ดี สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยต้องการที่สุด คือ การเสนอร่างของเขาเองเข้าสู่การพิจารณา เพราะท้ายสุดร่างที่จะเป็นร่างหลัก ก็คือ ร่างของภูมิใจไทยอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลที่มีเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็อาจมีร่างพรรคประชาชนที่มาประกอบด้วย ซึ่งสุดท้ายก็ต้องไปคุยกันในชั้นกรรมาธิการอีกชั้นหนึ่งว่าจะมีบทสรุปอย่างไร

ส่วนการที่พรรคกล้าธรรมถอนชื่อจากร่างแก้ไข รธน.ของเพื่อไทยด้วยนั้น มองว่าพรรคกล้าธรรมก็ไปตามพรรคภูมิใจไทยในทุกเรื่อง มีคนตั้งคำถามว่าวันนี้พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคฝ่ายค้าน หรือเป็นพรรคฝ่ายคอยกันแน่ คือ รอร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะฉะนั้นพรรคกล้าธรรมคงไม่สนับสนุนร่างของเพื่อไทยถ้าสัญญาณจากภูมิใจไทยมาในลักษณะที่ไม่สนับสนุน ส่วนการถอนชื่อของภูมิใจไทยจะมีข้อต่อรองอื่นหรือไม่นั้น มองว่ายังไม่มี เพราะสุดท้ายยังต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ซึ่งในเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน ก็เป็นสิ่งที่ภูมิใจไทยเดินหน้าได้อยู่แล้ว เพราะมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.แล้ว ส่วนจะเปลี่ยนมาเป็น พ.ร.บ.หรือไม่ ก็ต้องรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลวินิจฉัยอย่างไร เมื่อมาถึงในสภา แม้พรรคเพื่อไทยจะไม่โหวตให้ สุดท้ายเราก็อาจจะได้เห็นกระบวนการที่พรรคเพื่อไทยอาจไม่ได้จำเป็นด้วยซ้ำ เพราะภูมิใจไทยอาจได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรม

อย่างไรก็ตาม การถอนชื่อออกของภูมิใจไทย จะไปตีความว่าภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของร่างเพื่อไทยตั้งแต่ต้นหรือไม่นั้น มองว่าในตอนต้นคงไม่ถึงขั้นว่าไม่เอาแต่แรก เพราะถ้าไม่เอาแต่แรกก็คงไม่ร่วมลงชื่อมาด้วยกัน แต่ต่อมาอาจไปพิจารณาพูดคุยกันเรื่องของกระบวนการแก้ รธน.แล้วอาจเห็นไม่ตรงกันเลยถอดชื่อ

วันนี้พรรคเพื่อไทยจะต้องไปแสวงหาคะแนนเสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาชน และไปปรับหลักการที่อยู่ในร่าง รธน.ที่จะไม่เป็นเงื่อนไขในการถูกนำไปอ้างได้ว่าเป็นการขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็อาจเสนออีกครั้งหนึ่ง ยอมรับว่าวันนี้เพื่อไทยมีข้อจำกัดเยอะ เพราะไม่ได้เป็นพรรคที่มีเสียงเกิน 100 เสียงเหมือนในอดีต ฉะนั้นคงไม่ง่ายเพราะการเสนอแก้ รธน. ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นคงไม่มีผลความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลมากนัก เพราะเรื่องการร่าง รธน.เป็นเรื่องของสภา และฝ่ายนิติบัญญัติเป็นหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่า พรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยจะไม่มีข้อติดใจกัน เชื่อว่าประเด็นใหญ่ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญเรื่องเดียว ดังนั้นกรณีนี้คงไม่ได้นำไปสู่ความแตกแยกในพรรคร่วมรัฐบาล

สำหรับร่าง รธน.ของพรรคเพื่อไทย คิดว่าไม่ขัด รธน. เพราะการที่เพื่อไทยจะให้มีการเลือกโดยทางอ้อม มันเป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในหลายๆ ตัวแบบ แม้กระทั่งตัวแบบของพรรคประชาชน หรือตัวแบบของภูมิใจไทยเอง ก็มีให้เลือกทางอ้อมเหมือนกัน ฉะนั้นอาจต้องไปดูในรายละเอียดว่า สุดท้ายวิธีการเลือกจะขัดกับ รธน.หรือไม่ แต่ถ้าดูในหลักการก็ไม่ได้ขัด เพราะไม่ได้ให้ประชาชนเลือกโดยตรง และเมื่อเลือกเสร็จแล้วก็ยังคงต้องให้สภา เป็นผู้หยิบยกตัวร่าง รธน.มาพิจารณาอีกชั้นหนึ่งอยู่ดีคือก็ต้องกรองอีกชั้นหนึ่ง

แต่หากเนื้อหารายละเอียดมันสุ่มเสี่ยงที่จะขัด รธน. มันก็อาจจะไม่ผ่านก็ได้

นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องเข้าใจว่าบริบทการเมืองในขณะนั้นกับตอนนี้มันเปลี่ยนไปในวันนี้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคที่โตกว่าพรรคเพื่อไทยแล้ว สำหรับคอการเมืองมองไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสถานการณ์เปลี่ยน ภท.มีเสียงในสภามากที่สุด ที่สำคัญการแก้ รธน.จะสำเร็จหรือไม่ต้องอาศัยเสียงของ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ตั้งแต่วาระแรก และเป็นที่รู้กันดีว่าทิศทางของ ส.ว.และพรรคภูมิใจไทยส่วนใหญ่ก็แทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาจารย์ชูศักดิ์ จึงต้องน้อมรับความเป็นจริงว่า เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยน การตัดสินใจก็ย่อมเปลี่ยนไป แต่อย่าลืมว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราได้ออกเสียงประชามติกันด้วย มีประชาชนเห็นชอบมากถึง 21 ล้านเสียง จึงทำให้รัฐบาลและรัฐสภาต้องเคารพเสียงของประชาชน คือ การดำเนินการตามเจตนารมณ์ของประชาชน

แม้รัฐธรรมนูญจะกินไม่ได้ แต่มันคือ หัวใจในการปกครองประเทศ และต้องยอมรับความจริงว่า รธน.ปี 2560 ได้ออกแบบโครงสร้างมาหลายอย่างในการขัดหลักการสำคัญต่อระบบรัฐสภา เช่น ที่มาของ ส.ว.มีความยึดโยงกับประชาชนหรือไม่ อำนาจองค์กรอิสระ อำนาจของศาล รธน.ที่เหนือองค์กรนิติบัญญัติ เหนือแม้แต่องค์กรบริหารอีกด้วย จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่พูดได้ว่า รธน.ฉบับนี้มีปัญหา เมื่อรัฐธรรมนูญมีปัญหา การเมืองการปกครองมีปัญหา ปากท้องที่ผูกโยงอยู่กับสิ่งนี้ก็มีปัญหา

ฉะนั้นการแก้ รธน.จึงเป็นสิ่งสำคัญและต้องสร้างความเข้าใจต่อประชาชนว่า เวลาพูดถึง รธน. รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ มีคำถามว่าทำไมไม่แก้ปัญหาปากท้องก่อน ซึ่งการแก้ปัญหาปากท้องและการแก้ รธน.สามารถทำไปพร้อมกันได้ การแก้ รธน.เป็นหน้าที่ของรัฐสภา วันนี้จึงไม่แปลกใจที่ ภท.ถอนตัวออกจากร่างที่ พท.เสนอ เพราะเขาเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางของรัฐสภาได้ เขาก็อยากกำหนดร่างของเขาเอง

ส่วนบางคนอาจมองว่าจะเป็นรอยร้าวระหว่างเพื่อไทยและภูมิใจไทยหรือไม่ สุดท้ายการเมืองเป็นเรื่องที่คุยกันได้ โดยเขาอ้างเหตุผลในการถอนตัวว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการขัดคำวินิจฉัยของศาล รธน. หากมี ส.ส.ร.จะไปเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนไม่ได้ ซึ่งร่างของเพื่อไทยอาจมีความสุ่มเสี่ยง แม้ขั้นตอนสุดท้ายร่างของเพื่อไทยจะให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก ส.ส.ร. แต่ ส.ส.ร.จะมีการเลือกตั้งมาจากแต่ละจังหวัดก่อน ทำให้ภูมิใจไทยอ้างเหตุผลเพื่อถนอมน้ำใจกันว่า เป็นการสุ่มเสี่ยง จึงจำเป็นในการต้องถอนตัวออกจากร่าง รธน.ของเพื่อไทย

ส่วนจะมองว่าเกิดรอยร้าวระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทยหรือไม่ คงไม่มี ในทางการเมืองที่เพิ่งมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา เขาคงไม่อยากให้เปลี่ยนแปลง ต่างก็ต้องการให้การเมืองนิ่งเสียก่อน ส่วนหลายคนคิดไปไกล มองไปจนถึงอีกพรรคหนึ่ง ว่าเป็นพรรครอร่วมรัฐบาล เช่น พรรคกล้าธรรม เมื่อได้เห็นทางภูมิใจไทยถอนชื่อก็ถอนตาม ทำให้มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ตามที่พรรคการเมืองนี้ได้ถูกขนานนามไว้แล้วว่า เป็นพรรครอร่วม อะไรที่เขาทอดไมตรีกับทางภูมิใจไทยได้ เขาทำจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา จึงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไร และไม่ได้มองว่าจะเป็นการฉีกหน้า หรือไม่รักษามารยาททางการเมือง เพราะเขาพยายามมีเหตุผล ไม่ใช่อยู่ดีๆ ถอนออกไป จากการที่นายนิกร จำนง ออกมาให้สัมภาษณ์และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ออกมา ถือเป็นการปรับความเข้าใจกันในทางการเมือง ซึ่งอาจขุ่นเคืองกันบ้างเล็กน้อย แต่จะไปถึงขั้นฉีกหน้ากันหรือไม่นั้น สุดท้ายอะไรที่ผลประโยชน์มันสมดุลกันก็ยังไปด้วยกันได้ทางการเมือง

ขณะที่เพื่อไทยต้องร้องเพลงไปด้วยว่า “อะไรก็ยอม” เพราะในวินาทีนี้อะไรก็ต้องยอม แม้จะคิดว่าเป็นการฉีกหน้า หรือไม่ฉีกหน้า ก็ยังต้องคงอยู่กันแบบนี้ เพราะไม่อยากไปเป็นฝ่ายค้าน ยังไม่ถึงขั้นเกิดเป็นรอยร้าวมากมาย เวลานี้ก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรนำมาต่อรองกัน เพราะยังมองไม่เห็นความร้าวฉานในพรรคร่วมรัฐบาลเกิดขึ้น คงเป็นเพียงการส่งสัญญาณว่าหากจะแก้ก็ต้องเอาตามเขา เวลานี้การจะแก้ รธน.จะสำเร็จหรือไม่ การยกร่างฉบับใหม่จะขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทย เพราะมีเสียงจำนวน ส.ส.มากกว่าพรรคอื่นๆ อีกทั้ง ส.ว.เราก็รู้กันอยู่ว่าทิศทางการทำงานส่วนใหญ่เป็นอย่างไร ขณะเดียวกัน เป็นการวัดความจริงใจของพรรคภูมิใจไทยด้วยว่าจะเคารพเสียงของประชาชนหรือไม่

ขณะที่พรรคอื่น เช่น พรรคประชาชน เขาพร้อมแก้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมาดูกันในเนื้อหาหลักการอะไรที่เมื่อเดินหน้าต่อไปจะมีจุดร่วมกันอย่างไร ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะมีการต่อรองอะไรกันในขณะที่ ภท.ก็อยากเป็นผู้กำหนดทิศทางในการที่จะยื่นร่างแก้ไข รธน.เอง ส่วน “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อออกมาไม่ได้มีผลอะไรเลย คุณทักษิณเองต้องยอมรับความจริง ถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะสะท้อนได้หลังจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเคยเป็นพรรคขนาดใหญ่ได้กลายเป็นพรรคขนาดกลาง ในทางกลับกัน “คุณทักษิณ” ต้องวางตัวในจุดที่เหมาะสม เพราะบางครั้งการพูดอะไรออกไปอาจเป็นดาบสองคม อาจไม่ส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทยในบางจุด

สำหรับการแก้ไขร่าง รธน.ของพรรคเพื่อไทย ต้องไปรอมชอม ไปดูว่าของตนเองมีหลักการอะไรที่เป็นประโยชน์และเสนอเข้าไปในร่าง และพูดคุยกับภูมิใจไทยด้วยหลักการประนีประนอม ต้องยอมรับว่าตนเสียงเบากว่า ไม่ได้เหนือกว่าแบบในอดีต ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสภาวะการเมืองขณะนี้ และจะไม่กลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งในอนาคตด้วย เพราะเพื่อไทยก็ไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน อย่างไรก็ต้องยอม เพราะยังมีอีกพรรคหนึ่งที่ยังทอดสะพานเขียวรออยู่ เป็นปัจจัยที่ทำให้ พท.ไม่สามารถขยับอะไรได้จึงต้องยอมอยู่ในสภาวะแบบนี้

ขณะนี้ ไม่มีอะไรร้าวฉานในพรรคร่วมรัฐบาล เพียงแต่ต้องไปลุ้นกันเรื่องของคำวินิจฉัยศาล รธน.จะออกมาว่าอย่างไร ในทางสภาพรรคร่วมยังเข้มแข็ง ประเด็นจึงไม่ใช่ประเด็นต่อรองอะไร ยังยืนว่าภูมิใจไทยเขาต้องการทำร่างของเขาเอง อยากเป็นผู้กำหนดทิศทางแก้ไขเพิ่มเติม รธน.เอง แต่หากพรรคประชาชนมีร่างประกบ ส.ว.ก็อาจมีความเห็นต่าง ด้วยเหตุปัจจัยที่ต้องใช้เสียง ส.ว.ด้วย ตลอดจนปัจจัยสุดท้ายที่ต้องใช้เสียงฝ่ายค้านร่วมกันด้วยในวาระที่ 3 มองว่าร่างของภูมิใจไทยจะเป็นร่างเดียวที่หลุดพ้นเหลือรอดไปได้ในการจะยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้

อยากฝากว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ต้องเอาหลักการสำคัญในระบบรัฐสภามาใส่ อย่าเอาสิ่งที่ขัดหลักการมาใส่ จากการที่ รธน.ฉบับ 2560 ที่หลายอย่างผิดเพี้ยน สุดท้ายจะจบอย่างไรอย่าไปคิดซับซ้อน ถ้าจะมาจากประชาชนก็ให้เป็นระบบเลือกตั้งไปก็จบ และพยายามให้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารมีความใกล้ชิดถ่วงดุลตรวจสอบกันเอง อย่าให้อำนาจอื่นมาคร่อมอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร ทั้งองค์กรอิสระ หรือศาล รธน. ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่า ประเทศเรา รัฐสภาไม่ได้เป็นใหญ่ รัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมาจากสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีต้องทำงานภายใต้ความไว้วางใจของสภาผู้แทนฯ กลายเป็นต้องมาให้ความไว้วางใจแก่องค์กรอิสระ หรือศาล รธน.ด้วย จึงกลายเป็นระบบรัฐสภาที่รุงรัง

เมื่อการเมืองมีปัญหา บ้านเมืองก็เดินไปลำบาก วันนี้ต้องหันมามองว่าหลายๆ อย่างของประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และกระบวนการยุติธรรม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นวาระที่ประชาชนต้องจับตามองร่วมกัน รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ต้องแก้ไขให้เป็นไปตามหลักการในระบอบรัฐสภา ขอเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมกันจับตาด้วยกัน แม้กระทั่งการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ทั้งรัฐบาลและข้าราชการประจำด้วย