ชัยวัฒน์ ปราศรัยกรุงเทพตะวันออก ซัด 51 ปี กทม.มีแต่ผู้ว่าฯ แบบพ่อบ้านปะผุ ปลุกเลือก ส.ก.ส้มยกกระดาน
เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 21 มิถุนายน ที่สนามกีฬาหมู่บ้านเคหะรานี4 เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหารกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ปราศรัยบนเวที “กรุงเทพตะวันออก เปลี่ยนกรุงเทพให้ก้าวหน้าไปด่วยกัน” ว่า ที่ผ่านมากรุงเทพฯ มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามครรลองที่ควรจะเป็น แต่ตนอยากเห็นกรุงเทพฯ ที่ท้าทายกว่านี้ ไปไกลกว่านี้ ยกตัวอย่างเมืองใหญ่ๆ ของโลกจะพัฒนาเมืองได้ โดยทีมช่วยกันคิดถึงปัญหาและหามาตรการป้องกัน และไม่ยอมให้เมืองสะดุดด้วยปัญหาเดิมๆ ในขณะที่กรุงเทพฯ เคยเผชิญมหาวิกฤตอย่างน้อย 2 อย่างคือน้ำท่วมปี 2554 และโควิดระบาด ถ้ากรุงเทพฯ เจอปัญหาแบบเดิม คนกรุงเทพฯ จะยังได้รับผลกระทบจากปัญหาแบบเดิมหรือไม่ ตนก็ไม่มั่นใจเลย นี่เป็นเหตุผลว่ากรุงเทพฯ ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่มากๆ อาจจะทำให้เสร็จใน 4 ปีก็ไม่เป็นไร แต่ต้องแผ้วถางทางให้คิดเรื่องใหญ่ได้แล้ว
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการจัดการน้ำนั้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่กรุงเทพฯ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้คนรู้สึก อุทกภัยหรือปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงขึ้น ปัจจุบันกรุงเทพฯใช้วิธีการระบายน้ำผ่านสถานีสูบน้ำ 97 แห่ง ความสามารถประมาณ 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และยังมีอุโมงค์ยักษ์หลายสาย แต่ใช้จริงได้เพียง 5 สาย และยังไม่เพียงพอ จริงๆ ผู้ว่าฯ คนก่อนทำไว้ดี แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ที่ต้องปรับปรุงมากที่สุดคือ กรุงเทพฝั่งตะวันออก เพราะระบายน้ำได้จำกัด ไม่พอ ดังนั้น เราต้องกล้าคิดใหญ่ กล้าวางแผนวิศวกรรม ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ตนจึงอยากเห็นผู้ว่าฯ ที่กล้าหาญใช้งบฯ ในการจัดทำอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน มาที่คลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งใช้งบฯ ระดับพันล้านบาท ส่วนฝั่งตะวันตกคือ คืออุโมงค์ยักษ์พระยาราชมนตรี รวมถึงโครงการเมกะโปรเจ็กต์ คือมีระบบปิดล้อม หรือเขื่อนกั้นน้ำ รอบริมแม่น้ำเจ้าพระยาทำเขื่อนรอบกรุงเทพ การลอกคลองมากกว่าเดิม การทำเคลื่อนที่คลองสำคัญ เปลี่ยนท่อระบายน้ำขนาดเล็กให้เป็นขนาดใหญ่ ตลอดจนติดตั้งเซนเซอร์ติดตามระดับน้ำและสั่งการอย่างแม่นยำ เป็นต้น
“ผู้ว่าฯ คนเก่า วางแผนแบบรูทีนมีตารางชัดเจนมีงบประมาณใช้ แต่ยังไม่พอ ต้องคิดใหญ่กว่านี้ คิดไปไกลกว่าผู้ว่าคนก่อนไม่อย่างนั้นประเทศจะไม่พัฒนาเมืองหลวงก็ไม่ไปข้างหน้า เราต้องการผู้ว่าคนใหม่ ที่กล้าท้าทายกว่า ผู้ว่าคนเก่าสานต่องานของผู้ว่าคนเก่าอย่างเต็มที่ ซึ่งระบบระบายน้ำเป็นเรื่องสำคัญมาก” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดเรื่องระบบระบายน้ำต้องใช้งบฯ มหาศาล อาจะถึงระดับแสนล้านบาท แต่จำเป็นต้องทำ และต้องทำพร้อมๆ กันทั้งหมดไม่ใช่ทยอยทำ โดยงบฯ ที่จะนำมาใช้นั้นตนมองว่า กรุงเทพฯ สามารถหาเงินได้จาก เริ่มจากผู้ว่าฯ กทม.ต้องกล้าคุยกับผู้ว่าการกระทรวงการคลังเพื่อออกพันธบัตร 20,000 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ดอกเบี้ย 2-2.5% ไม่เกินนี้ งวดแรกอาจจะเป็น 400 ล้านหรือไปถึงพันล้านเศษๆ ซึ่งตนมองว่าการเสียยดอกอัตรานี้ก็พอๆ กับการชะลอโครงการออกไป แล้วมาทำทีหลัง ซึ่งค่าของ ค่าแรง ต่างๆ ก็ปรับราคาขึ้นแล้ว ยังไม่นับรวมกับค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากปัญหาน้ำท่วมอีก
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากภาษีป้าย ซึ่งผู้ว่าฯ เดิมเก็บได้ 1.3 พันล้านบาท เราปฏิเสธเงินใต้โต๊ะที่มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลลักลอบจ่ายให้กับข้าราชการบังคมเพื่อจะตีตั๋วเด็กจ่ายภาษีได้ถูก หรือหลบเลี่ยงการจ่ายภาษี ผมเชื่อว่าภาษีป้ายเราน่าจะจัดเก็บได้มากกว่านี้อีก 300 ล้านจาก 1,300 ล้านอาจจะขยับเป็น 1,600 ล้านบาท
นายวิโรจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย และแก้ไขพ.ร.บ.บริหารราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียบการเข้าพักโรงแรมจากนักท่องเที่ยว 1% เหมือนที่เชียงใหม่สามารถทำได้ ซึ่งจะช่วยทำให้มีรายได้จากส่วนดังกล่าวได้ ประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อ ถ้ากวาดล้างส่วยใบอนุญาตขึ้นทะเบียน ดึงโรงแรมเล็กเข้ามาก็อาจจะเก็บได้มากถึง 2 พันล้านบาท และอย่าลืมว่าหากเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ดีก็จะมีรายได้เพิ่มจากภาษีมูลค่าเพิ่มอีกซึ่งได้อยู่ 10%
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการจัดการขยะ ซึ่งมี 9,000 ตันต่อวัน แต่ใช้วิธีการฝังกลบประมาณ 60-70% และมีปัญหาหารขัดแยกขยะอาหารขยะเปียก ในส่วนนี้เห็นว่า ควรมีการข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการอาหาร โรงแรม ต่างๆ ที่สร้างขยะเปียก ต้องแยกขยะ เพื่อจะได้จ่ายค่าจัดการขยะถูกลง หากไม่แยกขยะก็ต้องจ่ายมากขึ้น ส่วนระดับครัวเรือน ทางกรุงเทพฯ ต้องจัดหาถีงขยะสำหรับคัดแยกขยะ บ้านไหนคัดแยก ก็จ่ายค่าขยะถูกลง ไม่คัดแยกก็จ่ายแพงขึ้น หากทำได้จะแก้ปัญหาขยะลดการฝังกลบได้ ส่วนโรงขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเหม็น แต่จะหมดสัญญาประมาณปี 70 มองว่า ควรขออนุมัติจากสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เพื่อยกเลิกสัญญากับผู้ประกอบการ พร้อมจ่ายชดเชยให้ ดีกว่าให้ประชาชนทนกลิ่นเหม็นไปจนถึงหมดสัญญา จากนั้นก็พัฒนาโรงไฟฟ้าที่แลงขยะเป็นพลังงานเชื้อเพลง โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ไร้กลิ่น รวมถึงส่งเสริมให้มันศูนย์รีไซเคิลเปลี่ยนขยะให้เป็นเชื้อเพลิง

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ส่วนระบบสาธารณสุข ซึ่งทีมบริหารกทม.จะแก้ปัญหาใบส่งตัวให้คนกรุงเทพฯอาจจะขี้โม้เกินไป แต่ทางแก้เบื้องต้นคือเปิดโควต้า ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขกทมรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในฐานะสถานพยาบาลปฐมภูมิ อาจเริ่มจากผู้สูงอายุก่อน และผู้ว่าฯ ควรหารือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกี่ยวกับ การใช้งบประมาณของกรุงเทพฯ อย่างรอบคอบ เพื่ออุดหนุนหรืออุดรอยรั่วการบริหารของสปสช.ได้อย่างไร
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ท้ายที่สุดสำหรับ ส.ก. ซึ่งมีความสำคัญ เพราะผู้ว่าฯ มีหน้าที่คิดนโยบาย แต่ส.ก.คือคนพิจารณาให้งบฯ คำถามคือสกที่ดีกับส.ก. ที่ไม่ดี แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งหากใครก็ตามเป็นผู้ว่าฯ แล้วถูกรายล้อมด้วยส.ก.ที่หากินตบทรัพย์ไปวันๆ คิดแต่จะผ่านงานให้กับผู้รับเหมาพ่อค้าในเครือข่ายของตัวเอง แล้วหวังให้คนเหล่านั้นแบ่งเงินเปอร์เซ็นต์มาให้กับส.ก. และข้าราชการในเครือข่าย ผู้ว่าฯ จะปวดหัวและทำงานไม่ได้ ถ้าทำไม่ไดผู้ว่าฯ ก็จะถูกประชาชนต่อว่า
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น ถ้าเป็นส.ก.ตบทรัพย์ ส.ก. คอร์รัปชั่น เป็นส.ก.สมคบคิด ก็จะตั้งเป้าว่าในปีหนึ่งจะตัดงบ ผู้ว่าฯ ให้ได้สัก 6,000 ล้านโดยไม่สนใจว่าเป็นโครงการใดๆ แล้วเจรจากับผู้ว่าฯ แบ่งกันมาให้เขา 3 พันล้าน อีก 3 พันล้านถึงจะให้คืน ผู้ว่าถึงจะมีเงิน 3,000 บาทไปทำโครงการที่อยากทำฯ ถ้ายึกยักก็ตัดงบฯ โชว์อีก ผู้ว่าฯ ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมจำนนให้โจร แต่ก็ยังมีความลำบากใจเพราะถ้าเซ็นโครงการคนที่ลำบากคือข้าราชการ และผู้ว่าฯ ดังนั้น จึงชะลอโครงการ แต่ส.ก.เหล่านั้นก็จะใช้กลไกคณะกรรมการมากดดัน จนต้องจำใจลงนามแล้วเป็นปัญหา
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะสมัยที่ 2 โหดร้ายมาก เพราะส.ก.เหล่านี้ไม่ต้องเกาะชายสูทผู้ว่าฯ ในการเลือกตั้งสมัยหน้าแล้ว เพราะกฎหมาย ให้ผู้ว่าฯ เป็นได้ 2 สมัย ถ้าได้ส.ก.เฮงซวยเหล่านี้ขึ้นไป โครงการดีๆ ของผู้ว่าฯ จะทำไม่ได้ เพราะจะถูกตัดลดงบฯ คนเสียโอกาสคือประชาชน ดังนั้น เราต้องแก้ปัญหาทุจริตงบฯ แปรญัตติแบบนี้ ป้องกันไม่ให้โจรสวมสูทเข้าไปเป็นส.ก.ให้ได้ ทางเดียวคือเลือกส.ก. จากพรรคประชาชน ทุกคนทั้ง 50 เขต และเลือกนายชัยวัฒน์ เป็นผู้ว่า ในวันที่ 28 มิถุนายน
“เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์เอามาทำโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนกทม. โครงการต่างๆ ที่ชงให้กับผู้ว่าฯ ต้องมาจากการสำรวจพูดคุยกับประชาชน เป็นโครงการที่ประชาชนอยากเห็นอยากมี ไม่ใช่โครงการที่คิดโดยพ่อค้าเขียน tor โดยผู้รับเหมาแล้วล็อคสเปคซื้อของซื้ออุปกรณ์ที่ไร้คุณภาพ ราคาแพงมาตบหน้าคนกทม. นี่คือเหตุผลสำคัญของความแตกต่างระหว่างส.ก.กลุ่มอื่นและส.ก.บางคนที่เป็นอยู่กับส.ก.ของพรรคประชาชน อยากให้สภา โปร่งใสเป็น คอยพิจารณาจ่ายเงินให้ผู้ว่าในโครงการที่ดีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ต้องหักสักบาท แต่ตรงไหนที่แพงเกินจริงก็ปรับลดแบบสมเหตุสมผล ก็ไม่มีทางเลือกอื่น วันที่ 28 มิถุนายนเลือกนายชัยวัฒน์ เป็นผู้ว่าและสก จากพรรคประชาชน” นายวิโรจน์ กล่าว

เมื่อเวลา 19.50 น. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปราศรัยบนเวที “กรุงทพตะวันออก เปลี่ยนกรุงเทพให้ก้าวหน้าไปด่วยกัน” ว่า กรุงเทพตะวันออกเดินทางยากใช่หรือไม่ มีรถเมล์หรือไม่ จะดีกว่านี้หรือไม่ถ้าเราไม่ต้องนั่งรถแพงๆ แต่เดินทางได้รถเมล์ ตนไปคลองสามวามา มีป้ายรถเมล์เยอะมาก แต่ไม่มีรถเมล์วิ่ง รอ 40 นาทียังไม่มี ดังนั้นกรุงเทพต้องดีกว่านี้ ตนอยากจะทำเรื่องการเดินทางให้คนชาวกรุงเทพตะวันออก ผ่านมา 51 ปี กรุงเทพไม่ไปไหน ปัญหาที่แก้ไขก็แก้ไขปัญหาเดิม อย่างแถวอ่อนนุช คนรอบๆ โรงขยะต้องทนกลิ่นเหม็นมา 20 กว่าปี เป็นไปได้อย่างไร เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
“ถ้าผู้ว่าฯ เป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนกรุงเทพ เรื่องโรงขยะแบบนี้มันควรจะต้องจบไปนานแล้ว แต่วันนี้มันยังอยู่ แล้วเราจะอยู่แบบเดิมๆหรือไม่ เอาแบบเดิมแล้วถูกหรือไม่ เราเลือกผู้ว่ามา 51 ปี มีผู้ว่ามา 17 คน บางคนไม่ได้เลือกมามีคนแต่งตั้งมาให้ แล้วแถมอยู่นานด้วย เราอยากได้ผู้ว่าที่เลือกตั้งมาเองถูกหรือไม่” นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า คนกรุงเทพเป็นจังหวัดที่ได้เลือกตั้งผู้ว่าฯด้วยตัวเอง แต่ทำแค่นี้มันพอหรือไม่ แค่เรื่องปัญหาขยะยังบอกให้ทนรอไปจนหมดสัญญา แบบนี้เรียกว่าเป็นผู้ว่าฯที่คนกรุงเทพตะวันออกต้องการหรือไม่ มีคนเปรียบเทียบว่างานผู้ว่าฯ กทม. เหมือนงานพ่อบ้าน ทำไปเก็บกวาดบ้านไป ทำทางเท้า ถนน ปะผุกันไป ลอกท่อกันไป น้ำก็ยังท่วมเหมือนเดิม รถก็ยังติดเหมือนเดิม ทำไมทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้ ควรจะต้องเปลี่ยนแล้ว เราไม่ได้ต้องการผู้ว่าแบบพ่อบ้าน เราต้องการผู้ว่าแบบพ่อเมือง ที่มาแก้ปัญหาให้จบ
“ถ้าผมเป็นผู้ว่าฯ ยกเลิกสัญญาโรงขยะก่อนเลย ที่มันส่งกลิ่นเหม็น ถ้าต้องชดเชยก็ต้องทำให้ถูกต้อง เป็นธรรม ถ้าต้องใช้กฎหมายอื่นเข้ามาช่วย พ.ร.บ. สาธารณสุขมาช่วย ปรับจนกว่าไม่ให้มีกลิ่น มันจะได้จบปัญหา ไม่ใช่จบสัญญาด้วยการรอคอย น้ำท่วมลอกท่อ ทุกวันนี้ลอกอยู่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งทำไมไม่ลอกก็ไม่รู้ เราก็ลอกให้ครบ 100%” นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องมีการแยกท่อ แยกท่อน้ำฝนออกมา ไม่เช่นนั้นไม่จบ เดี๋ยวนี้ฝนแปรปรวน เขาเรียกว่าเรนบอมบ์ ตกสั้นๆ แต่ตกหนัก ตกแรง ต้องการการระบายน้ำที่รวดเร็ว แล้วทุกวันนี้เราเอาน้ำเสียกันน้ำฝนมาเทรวมกัน มันก็ระบายไม่ทัน ไหลไปที่โรงบำบัดน้ำเสีย ซึ่งโรงบำบัดน้ำเสียก็บำบัดไม่ไหว ปล่อยออกไป น้ำก็เน่าเสีย
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ผู้ว่าฯ กทม.ต้องแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามระเบียบ แต่เงินภาษีของประชาชนถูกทำให้รั่วไหลออกไป แบบนี้ไม่ได้ เรื่องแบบนี้ไม่ต้องบอกเลยว่ามีอำนาจหรือไม่ อยู่ที่มีใจที่จะแก้หรือไม่ หากตนได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯกทม. จะไม่มีทางปล่อยให้ปัญหาอยู่ไปแบบนี้ ตนจะใช้อำนาจอย่างเต็มที่ หาทุกทางทำให้ปัญหาของประชาชนได้รับการแก้ไข ปัญหาสิทธิบัตรทอง ถ้ามองไม่ใช่อำนาจผู้ว่า มันก็หยุดอยู่แค่นั้น แล้วปัญหาก็ไม่ได้แก้
“ผมสัญญาว่าผมจะเป็นตัวอย่างให้คนกรุงเทพได้เห็นและเป็นตัวอย่างให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นว่าการเลือกตั้งคนที่เป็นผู้ว่าฯที่ประชาชนเลือกมา มันต้องทำรับใช้ประชาชน จบปัญหาให้ได้ ไม่ใช่จบแค่อยู่ครบเทอม” นายชัยวัฒน์ กล่าว

เวลา 20.05 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ขึ้นปราศรัยช่วยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน พร้อมด้วยผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ฝั่งกรุงเทพตะวันออก พรรคประชาชน ประกอบด้วยนายมาโนช วงศ์เกตุใจ ผู้สมัคร ส.ก.เขตสวนหลวง นายอานนท์ แม้นเพชร ผู้สมัคร ส.ก.เขตลาดกระบัง น.ส.นันท์นภัส สุขสิริฐานันท์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตคันนายาว นายวีระชาติ เสประธานนท์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางกะปิ นายอภิชาต ปรางทอง ผู้สมัคร ส.ก.เขตบึงกุ่ม น.ส.ฐาปนีย์ สุขสำราญ ผู้สมัคร ส.ก.เขตประเวศ นายสุรเกียรติ หวังพิทักษ์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตคลองสามวา นายกิตติคุณ รุจิมงคล ผู้สมัคร ส.ก.เขตมีนบุรี และ น.ส.เมธิณี หวังพิทักษ์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตสะพานสูง หาเสียง
โดยนายณัฐพงษ์ ปราศรัยว่า ในเมื่อกรุงเทพมหานครมีศักยภาพ ตามที่เราเห็นข่าวว่ามีรายได้มากกว่ารายจ่าย มีเงินสะสม แต่อย่าลืมว่าท้องถิ่นไม่สามารถที่จะทำงบประมาณขาดดุลได้ ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดของท้องถิ่นในประเทศไทย ขณะที่ท้องถิ่นในต่างประเทศสามารถฝันใหญ่กว่านี้ และสามารถทะเยอทะยานที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น หรือแม้แต่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่างๆ ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากเรามีฝันใหญ่ร่วมกัน แล้วมาปลดล็อกข้อจำกัดของกรุงเทพมหานครที่วันนี้ต่อให้จะมีงบประมาณปีละแสนล้านบาท แต่อำนาจจำกัดจำเขี่ยอยู่ หากเทียบกับหัวเมืองที่พัฒนาแล้วในประเทศที่เจริญแล้ว
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น สส.พรรคประชาชนเราจึงพยายามที่จะผลักดัน พ.ร.บ.กทม.เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพราะเรามองว่าท้องถิ่นในประเทศไทยในปัจจุบันยังถูกกดทับและยังถูกรวมศูนย์อยู่ เพื่อทำให้ท้องถิ่นสามารถที่จะฝันใหญ่ได้ ทั้งนี้ การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครต่างจากการเลือกตั้งระดับประเทศ เพราะการเลือกตั้งระดับประเทศเราเลือก สส. เพื่อให้ไปเลือกนายกรัฐมนตรี แต่การเลือกตั้ง กทม. เราเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.ตรง คำถามที่สำคัญคือ ส.ก. เปรียบเสมือนเป็นคนดูแลกระเป๋าสตางค์ของผู้ว่าฯ
“งบประมาณปีละแสนล้านบาท หากผู้ว่าฯ ฝันใหญ่อยากทำระบบระบายน้ำ งบประมาณเป็นพันหรือหมื่นล้านบาท เพื่อทำอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่หรือทำโปรเจกต์อะไรก็ว่าไป แต่สุดท้ายจะโครงการต้องไปเข้าข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีของ กทม. ถามว่าใครเป็นคนอนุมัติ สก.เป็นคนอนุมัติ แล้วบรรดา สก.ที่บอกว่าเป็น สก.อิสระ คือสก.ทีมผู้ว่าฯ ชัชชาติปะ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ทำให้มีประชาชนที่มารอฟังการปราศรัยตะโกนว่าใช่ ก่อนที่นายณัฐพงษ์ จะกล่าวแซวว่า ใช่หรือ อิสระ ไม่ใช่ และกล่าวต่อว่า ตนกำลังจะบอกว่าสุดท้ายในสนามสภาท้องถิ่น ที่เห็นกันมาจริงๆ มันเป็นวัฒนธรรมการเมืองที่เราอยากเข้าไปเปลี่ยนให้ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ แต่เป็นท้องถิ่นทุกแห่ง แต่เนื่องจากเมื่อเลือกตั้งตรงกัน สุดท้ายเวลาที่ผู้ว่าฯ หรือนายกจะผ่านงบประมาณก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการยอมหลับตากันข้างหนึ่ง ไม่เช่นนั้นงบประมาณจะผ่านลำบาก นี่ตนพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้กล่าวหาใคร
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า คำถามที่อยากให้ทุกคนมาฉุดคิดและกาบัตรเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนี้ คือหากทุกคนมองหาสิ่งเดียวกัน หากทุกคนอยากได้สิ่งเดียวกันนั่นคือการพิจารณางบประมาณที่มีความโปร่งใส เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกลงไปในโครงการเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ให้ชาวกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง คำถามคือเราก็ต้องพยายามเลือก ส.ก. ที่เรามีความเชื่อมั่นใช่หรือไม่ว่าเขาเข้าไปแล้วจะทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสูงสุด
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า เมื่อสักครู่ที่พี่น้องตอบตนมา และคำตอบที่ตนอยากให้ตอบคือ ส.ก. อิสระที่ตนบอกว่าไม่ใช่ทีมผู้ว่าฯ ชัชชาติเพราะนายชัชชาติบอกเองออกสื่อว่าอย่าให้ ส.ก. มาพูดว่าเป็นทีมเดียวกับนายชัชชาติ เขาไม่ได้เป็นทีมชัชชาติ เพราะชัชชาติไม่ได้ส่งใคร อยากให้ลองคิดตามว่าหากในสภา กทม. ส.ก. ต่างอิสระทั้งหมด ไม่มีสังกัดพรรคใดทั้งสิ้น สุดท้ายการพิจารณางบประมาณในสภาท้องถิ่นจะเปลี่ยนหรือไม่ มันก็ไม่เปลี่ยน
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น สำหรับตนไม่จำเป็นต้องไปมองเรื่องเฉดการเมือง ไม่ต้องไปกล่าวหาใคร หากเราอยากจะเปลี่ยนสภากรุงเทพมหานครจริงๆ เราจำเป็นที่จะต้องผนึกกำลังของพี่น้องประชาชนเพื่อเข้าไปเปลี่ยนสภากรุงเทพมหานครให้ได้ และตนเชื่อมั่นว่า ส.ก.ของพรรคประชาชนทั้ง 50 คน 50 เขต ทุกคนมาด้วยเจตจำนงเดียวกัน หากพี่น้องอยากได้ ส.ก.ในสภา กทม.ที่ทำงานเหมือนน.ส.รักชนก ศรีนอก นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เหมือนกับเพื่อน ส.ส.อีกหลายคน ย้ำว่าตนเชื่อว่าเพื่อน ส.ก. มีเจตจำนงเดียวกัน พิจารณางบประมาณกทม.แบบโปร่งใสตรงไปตรงมาแน่นอน
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากพี่น้องอยากได้ ส.ก. แบบส.ส. พรรคประชาชนที่เสนอกฎหมายระดับประเทศไม่ว่าจะเป็นสุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม แต่เสนอเป็นข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าในสภา กทม.ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องเช่น การผลักดันผังเมือง การจัดการพื้นที่สีเขียว รถเมล์อนาคตที่จะให้เป็น EV อากาศสะอาด เรื่องเหล่านี้เราสามารถฝากความหวังไว้ที่ สก. ของพรรคประชาชนทั้ง 50 คน 50 เขตได้
“อยากฝากถึงคนกทม.ทุกคนในโค้งสุดท้ายว่า การตัดสินใจของท่านในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ อยากให้ทุกท่านศึกษาจริงๆ ดู สก.ในเขตของท่านเป็นคนๆ ศึกษาประวัติเขาให้ดีว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ประกาศตัวว่าเป็นอิสระ แล้วใส่สีเขียวบนป้ายหาเสียง เพื่อพยายามที่จะไปห้อยโหนกระแสนายชัชชาติหรือไม่ เขาอิสระจริงหรือไม่ ผมพูดอย่างตรงไปตรงมา เป็นการตั้งคำถาม ไม่ได้กล่าวหา ขอให้ลองดู หากทุกท่านศึกษาแล้วจริงๆ แล้วแคนดิเดตเหล่านั้นไม่สามารถทำให้ท่านเชื่อถือได้ อยากให้ทุกท่านเชื่อมั่นในการทำงานของพรรคสีส้ม เชื่อมั่นในแคนดิเดต สก. ของเราทั้ง 50 คน 50 เขต ผมการันตีให้ได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งอย่างคือทีมบริหารของอาจารย์โจของเรา วันนี้อาจารย์โจไม่ได้มาคนเดียว บางคนอาจจะบอกว่าพรรคส้มไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานการเมืองมาก่อน ซึ่งเราถูกกล่าวหามาตั้งแต่การเมืองระดับประเทศแล้ว ท้องถิ่นก็เหมือนกัน แต่วันนี้อาจารย์โจมีทีมบริหารที่จะมาดูแลพี่น้องในทุกด้าน และเชื่อมั่นว่าสิ่นที่พี่โจจะสามารถทำได้แน่นอนคืองานข้อมูลในด้านต่างๆ แต่สิ่งที่พี่โจจะทำไปได้ไกลกว่านั้นคือการเป็นพ่อเมืองและผู้นำเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลง ที่ตนกล้าการันตีเช่นนี้ เพราะนายชัยวัฒน์ไม่ใช่แค่อัจฉริยะ จบด๊อกเตอร์แล้วไปทำงานที่ญี่ปุ่น แล้วกลับมาทำงานที่แบงค์ชาติ คนอะไรอยู่ดีๆ จะเลือกทิ้งอนาคตตัวเองที่สดใส เงินเดือนสูงๆ มาทำงานการเมือง ไม่เพียงเท่านั้นแต่ครั้งนี้มีตำแหน่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่ออยู่แล้ว คนอะไรตัดสินใจลาออกมาลงผู้ว่าฯ
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับตนคนเป็นผู้นำคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือไม่ปฏิเสธวิกฤตหรือการที่เราจำเป็นที่จะต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับคนกรุงเทพฯ สนามเลือกตั้งครั้งนี้นายชัยวัฒน์เห็นว่าคนกรุงเทพฯ เลือกตั้งมา 50 กว่าปีแต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนโครงสร้างได้ นายชัยวัฒน์จึงอาสามาทำตรงนี้ โดยที่ไม่ได้มองผลประโยชน์ของตัวเองเป็นตัวตั้ง ตนคิดว่าคนแบบนี้มีความเหมาะสมเป็นผู้นำอย่างยิ่ง
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า คุณสมบัติผู้นำที่อาสาเข้ามาทำเรื่องยากๆ เจตจำนงทางการเมืองก็สำคัญ ที่ตนต้องเล่าเรื่องเจตจำนงทางการเมือง เพราะตนอยากย้อนไปเมื่อ 8 ปีที่แล้วตั้งแต่สมัยที่พวกตนตัดสินใจเข้ามาร่วมเดินทางกับพรรคอนาคตใหม่ เราไม่ได้หวังเพื่อที่จะมาชนะการเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ แต่เราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง มันอยู่ในหัวใจและโลโก้ที่อยู่บนเสื้อเรา นี่คือเจตจำนงที่เรามีร่วมกัน และการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ กาเพื่อเปลี่ยนไปแล้ว กาเพื่ออยากให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนไปแล้ว กาไปแล้วว่ากทม.มี ส.ส. 33 คน 33 เขต แล้วการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายนนี้ หากเราอยากลาเพื่อเปลี่ยนอีกสักหนึ่งครั้ง ให้กรุงเทพฯ มีงบประมาณที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้น มีข้อบัญญัติที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น มีผู้นำเมืองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง มีความทะเยอทะยาน มีวิสัยทัศน์ มีทีมบริหารที่พร้อม ทำไมเราจึงจะกาเพื่อเปลี่ยนอีกครั้งไม่ได้ และการกาเพื่อเปลี่ยนอีกครั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ บัตรใบสีเขียวต้องกาเบอร์ 10 และขอให้กา สก. พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต
“อยากให้ชาวกรุงเทพมหานครทุกคน ที่ขณะนี้เหลือเวลาอีกประมาณ7 วันเท่านั้น วันที่ 28 มิถุนายนนี้ตื่นแต่เช้า อย่าออกจากบ้านไปแค่ความรู้สึกแค่ว่าไปเลือกผู้ว่าฯ สักคนที่เราแค่มั่นใจว่าเขาทำงานกับเราได้ แต่สิ่งที่ที่สำคัญกว่านั้นคือความรู้สึกในการก้าวเท้าออกจากบ้านไปกาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง กาเพื่อการเมืองที่ดีกว่าเดิม เราตั้งใจที่จะเข้าไปพิสูจน์ฝีมือให้พี่น้องประชาชนเห็น ใครที่เคยผิดหวังกับการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ครั้งนี้เปลี่ยนความผิดหวังให้เป็นพลังร่วมกัน ขอให้กาเพื่อเปลี่ยนอีกหนึ่งครั้ง ก็ให้อาจารย์โจ และสก. ของพรรคประชาชนทั้งห้าเขตผมให้คำมั่นสัญญาในฐานะหัวหน้าพรรคว่าหากได้อาจารย์โจ ทีมบริหารพรรคประชาชน และ สก.ทั้ง 50 เขตเข้าไป สีส้มทั่วทั้งจังหวัดเราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน” นายณัฐพงษ์ กล่าว


