หน้าแรก การเมือง ถอดรหัสรัฐบาล...

ถอดรหัสรัฐบาลสางปัญหา 9.3ล้านคนวืด‘บัตรคนจน’

21.07.26 | 12:17 น.

ถอดรหัสรัฐบาลสางปัญหา
9.3ล้านคนวืด‘บัตรคนจน’

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีกระทรวงการคลังตัดสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) มีผู้ผ่านเกณฑ์เพียง 9.5 ล้านคน จากยอดลงทะเบียนทั้งหมด 18.82 ล้านคน ส่งผลให้มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์และถูกตัดสิทธิสูงถึง 9.3 ล้านคน จนเกิดเสียงร้องเรียนจำนวนมาก

ยุทธพร อิสรชัย
รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นปัญหาเรื้อรัง 2 ส่วนใหญ่ๆ เวลามีโครงการลักษณะอย่างนี้ 1.ปัญหาผู้มีสิทธิแต่ตกหล่น เข้าไม่ถึง 2.ปัญหาผู้ไม่ได้จนจริงหรือไม่มีสิทธิ ทุกครั้งเราก็จะเจอปัญหาในลักษณะแบบนี้ แบบที่คล้ายคลึงกันและไม่สามารถจะแก้ไขได้อย่างยั่งยืน แต่บ่อยครั้งกลายเป็นว่าคนเดือดร้อนจริงก็ไม่ได้เข้าเกณฑ์ของการจะได้รับตามเงื่อนไขหรือตามสิทธิ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อคนกลุ่มนี้ไม่น้อย พอเป็นแบบนี้จะเห็นได้ว่ากระบวนการจะทำให้โครงการเหล่านี้สร้างความเสมอภาคจริงๆ อันนี้คือโจทย์ใหญ่วันนี้จะต้องมีกระบวนการการแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนจริงๆ มากกว่าจะไปแก้ปลายทางแบบนี้

Advertisement

ต้องมองในเชิงโครงสร้าง เพราะปัญหาใหญ่คือ สังคมก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ในขณะเดียวกันเรามีปัญหาข้อจำกัดในเรื่องของการคลัง หมายความว่าคนเป็นผู้สูงอายุมีมากขึ้น แต่เงินเรามีน้อยลง ตรงนี้สวนทางกัน ท้ายที่สุดทำให้บรรดาโครงการเหล่านี้ไม่สามารถตอบโจทย์หรือว่าเข้าไปสู่การแก้ปัญหาของผู้คนได้จริง ในระยะยาวกลายเป็นภาระของรัฐจะต้องหนุนโครงการต่างๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดความยั่งยืนเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ต้องเปลี่ยนจากบัตรคนจน ไปสู่กระบวนการต้องให้เป็นบัตรของประชาชนทุกคน โดยไม่ใช่เป็นเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว แต่ต้องเป็นบัตรสวัสดิการถ้วนหน้า และต้องคำนึงถึงตรงนี้เป็นสิทธิของพลเมืองและรวมไปถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือว่าในแง่ของต้นทุนในการบริหารจัดการ จะต้องไม่เป็นเรื่องของการทำให้เกิดปัญหาความไร้ประสิทธิภาพ รวมไปถึงการคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมด้วย ความสมดุลระหว่างผู้จ่ายภาษี ความสมดุลระหว่างบรรดาผู้คนที่เขาจำเป็นเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้สิ่งที่จะต้องเปิดควบคู่ไปด้วยคือเรื่องนโยบายตลาดแรงงานเชิงรุก เพราะว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรจะต้องผูกติดกับการยกระดับทักษะ ไม่ใช่เพียงการได้เงิน แต่ว่ารัฐเองจะต้องสร้างเงื่อนไขเอื้อให้กับผู้รับสิทธินั้นสามารถหลุดพ้นกับดักความยากจนได้อย่างถาวร หรือแม้กระทั่งการปฏิรูปภาษี การจะมีสวัสดิการที่ดีได้ต้องควบคู่ไปกับการเก็บภาษีความมั่งคั่ง เช่น ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า การลดการผูกขาดในระบบเศรษฐกิจ หรือว่าการนำรายได้ต่างๆ ของรัฐมาสร้างโครงข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็งจริงๆ

ดังนั้น ตราบใดเรายังมองความยากจนเป็นเรื่องของตัวบุคคลแต่ละคนจะต้องรอการสงเคราะห์จากรัฐ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เหมือนกับยาแก้ปวด ยาแก้ปวดต่ออายุทางการเมืองให้ผู้มีอำนาจไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นยารักษาที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง จริงๆ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็น 1 ใน 3 แม่ครัวถูกหยิบจับขึ้นมาเพื่อมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ ประชาสัมพันธ์ ต่างๆ ให้กับทางพรรคภูมิใจไทยในช่วงการเมืองรัฐบาลช่วงปลายปีที่แล้ว รวมไปถึงการเป็นผู้ลงสมัครเลือกตั้งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงแรกคงสร้างภาพลักษณ์ให้กับทางพรรคภูมิใจไทยได้อยู่ แต่ภายหลังมานี้จะเห็นได้ว่า 3 แม่ครัวกลับถูกตั้งคำถามมากขึ้นถึงเรื่องผลงานแท้จริงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ไม่ว่าจะเป็นนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งคุณเอกนิติเอง ประเด็นนี้มองว่ารัฐบาลเองคงต้องทบทวนหาคนจะสามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่สร้างภาพลักษณ์

มองว่าเป็นโจทย์ใหญ่รัฐบาลต้องออกให้มากกว่านี้และต้องเป็นผลงานสามารถจะจับต้องได้ และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ ต้องจริงจัง กับการจะกำหนดเคพีไอหรือว่าการจะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้บรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง และต้องอาจมีการประเมินว่ารัฐมนตรีคนไหนทำงานได้มากน้อยแค่ไหน ควรจะต้องถูกปรับออกหรือไม่อย่างไร

สุดท้ายโดยภาพรวมเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นโยบายแจกเงินเหล่านี้มีแทบทุกรัฐบาล แต่ต้องทำอย่างไรจะทำให้เกิดความยั่งยืนมากกว่าการจะไปลด แลก แจก แถม ต้องพิจารณาถึงเรื่องของผลที่ตอบแทนในเชิงเศษฐศาสตร์ให้กับประเทศ หรือแม้กระทั่งเรื่องของการจะต้องทำอย่างไรให้การแก้ปัญหาจะมีคนจนตกหล่นและคนไม่จนจริงแต่ได้รับสิทธิ หรือการสร้างความสมดุลในระหว่างสังคมก้าวเข้าสู่ผู้สูงอายุแล้ว กับความสมดุลทางด้านการคลังประเทศนี้อย่างจริงจัง คำตอบคือต้องมีระบบสวัสดิการของรัฐถ้วนหน้ามากกว่าจะมีเพียงโครงการในลักษณะอย่างนี้ จะเรียกชื่ออย่างไรก็แล้วแต่ ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การประกาศผลการคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ปี 2569 น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางนโยบายสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองมากที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อมีผู้ลงทะเบียนกว่า 18.82 ล้านคน แต่ผ่านเกณฑ์เพียงประมาณ 9.5 ล้านคน ขณะที่อีกกว่า 9.3 ล้านคนไม่ผ่านการพิจารณา จนนำไปสู่กระแสร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากที่น่าสนใจกว่านั้นคือเสียงเรียกร้องให้ทบทวนหลักเกณฑ์กลับไม่ได้มาจากฝ่ายค้านเพียงฝ่ายเดียว หากแต่มาจากนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเอง เริ่มกังวลว่าความไม่พอใจของประชาชนอาจย้อนกลับมาสั่นคลอนฐานคะแนนนิยมและลงโทษผ่านการเลือกตั้งครั้งถัดไป

แต่หากมองให้ลึกลงไปที่รากเหง้าของปัญหาครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องของบัตรคนจน หากเป็นสัญญาณของปัญหาใหญ่กว่านั้น นั่นคือรัฐไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลังเริ่มส่งผลต่อการออกแบบรัฐสวัสดิการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามสังคมควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า เหตุใดประชาชนจำนวนมากจึงถูกตัดสิทธิ หากแต่ควรถามต่อไปว่า เหตุใดรัฐบาลจึงจำเป็นต้องคัดกรองผู้ได้รับสวัสดิการอย่างเข้มงวดกว่าที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ และเหตุใดการคัดกรองลักษณะนี้จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลารัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

หากพิจารณาสถานะทางการคลังของประเทศในปัจจุบัน จะพบว่ารัฐบาลกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น รายจ่ายประจำขยายตัวต่อเนื่อง ภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น ตลอดจนงบประมาณด้านสวัสดิการและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่รายได้ของรัฐกลับเติบโตไม่ทันกับภาระรายจ่าย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัดที่เรียกว่า พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เมื่อพื้นที่ทางการคลังลดลง รัฐบาลย่อมมีทางเลือกน้อยลงในการดำเนินนโยบายสาธารณะ เพราะทุกการใช้จ่ายใหม่ล้วนต้องแลกกับภาระหนี้หรือการลดรายจ่ายในอีกด้านหนึ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญทำให้การคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตีแผ่ความเปราะบางของตัวเองด้านฐานะ หากแต่เป็นความพยายามของรัฐบาลในการบริหารข้อจำกัดทางการคลังภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด สิ่งที่รัฐบาลกระทำอยู่ดูประหนึ่งว่าย้อนแย้ง เพราะหากรัฐบาลมีข้อจำกัดทางการคลังจริง เหตุใดรัฐบาลจึงยังสามารถใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลกับโครงการแจกเงินแบบเหวี่ยงแห ทั้งที่เงินนั้นกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยในทางเศรษฐศาสตร์ แต่กลับเพิ่มความเข้มงวดกับการคัดกรองสวัสดิการขั้นพื้นฐาน จ่ายมุ่งเป้าไปยังผู้มีรายได้น้อยที่รัฐตีตราไปแล้วว่ายากจน แน่นอนว่าข้อดีของระบบแบบมุ่งเป้าไปยังกลุ่มคนเปราะบางทางด้านรายได้คือใช้งบประมาณน้อยกว่าและลดการรั่วไหลของงบประมาณ แต่ข้อเสียคือมีโอกาสเกิดความผิดพลาดทำให้ผู้มีสิทธิเข้าไม่ถึง กล่าวคือคนจนตัวจริงกลับถูกตัดออกจากระบบ การคัดกรองครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งรัฐพยายามเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองมากเท่าใด ความเสี่ยงที่คนจนตัวจริงจะหลุดออกจากระบบก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น นั่นจึงทำให้ปัญหาครั้งนี้มิใช่เพียงข้อถกเถียงเรื่องหลักเกณฑ์ หากเป็นคำถามใหญ่กว่านั้นว่า รัฐบาลไทยกำลังบริหารความยากจนหรือกำลังบริหารข้อจำกัดทางการคลังของตนเองกันแน่หากพิจารณาให้รอบด้าน จะพบว่าการคัดกรองครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่กระทรวงการคลังต้องเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในการคัดกรองรอบก่อน กระทรวงการคลังเคยกำหนดให้ผู้มีบุตรนำบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ภายหลังต้องยกเลิกหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพราะถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า การที่บุตรสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษี มิได้หมายความว่าบิดามารดาจะมีฐานะดี หรือได้รับการอุปการะจนเพียงพอต่อการดำรงชีวิต

บทเรียนครั้งนั้นสะท้อนว่าข้อมูลของรัฐไม่ได้เท่ากับความจริงของชีวิตต้องปากกัดตีนถีบ

การคัดกรองในปี 2569 แม้จะเปลี่ยนฐานข้อมูลและปรับหลักเกณฑ์ใหม่ แต่โจทย์เดิมยังคงอยู่ กล่าวคือรัฐกำลังพยายามใช้ฐานข้อมูลเป็นตัวแทนของความยากจน ทั้งที่ความยากจนเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนกว่าตัวเลขในระบบสารสนเทศ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล อมาตยา เซน เสนอว่าความยากจนไม่ควรวัดจากรายได้หรือทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณาถึงโอกาสในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของบุคคลด้วย นี่จึงหมายความว่า คนมีทรัพย์สินแต่ไม่มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีพ ก็ยังอาจเป็นคนยากจนได้ เช่นเดียวกับคนมีรายได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา หรือโอกาสในการประกอบอาชีพ

แน่นอนว่าหากมาตรวัดความจนของรัฐใช้ข้อมูลเพียงบางมิติ ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความผิดพลาดจากการกีดกันผู้มีสิทธิ กล่าวคือ ผู้ที่ควรได้รับสวัสดิการกลับถูกตัดออกจากระบบ ขณะที่อีกรูปแบบหนึ่งคือ ความผิดพลาดจากการให้สิทธิแก่ผู้ไม่ควรได้รับ หมายถึงการใช้งบประมาณกับบุคคลไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย

และดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยกำลังให้น้ำหนักกับการลดการรั่วไหลของงบประมาณมากกว่าการป้องกันไม่ให้คนจนตัวจริงหลุดออกจากระบบ คำถามคือ เพราะเหตุใด แน่นอนว่าคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่กระทรวงการคลัง แต่อยู่ที่ข้อจำกัดทางการคลังของรัฐบาล

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการอัดฉีดงบประมาณในหลายรูปแบบ ทั้งโครงการแจกเงิน มาตรการลดค่าครองชีพการอุดหนุนราคาพลังงาน และโครงการประชานิยมอีกจำนวนไม่น้อย แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ทำให้ภาระการคลังของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่าเราคงไม่ห้ามการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หากแต่การใช้จ่ายของภาครัฐต้องตั้งอยู่บนหลักวินัยการคลัง เพราะหากรัฐบาลใช้จ่ายมากกว่าศักยภาพของรายได้เป็นเวลานาน พื้นที่ทางการคลังจะค่อยๆ หดตัว จนท้ายที่สุดรัฐบาลต้องกลับมาตัดลดรายจ่ายจำเป็น หรือเพิ่มความเข้มงวดในการเข้าถึงสวัสดิการของกลุ่มเปราะบางด้านรายได้ ภาพที่เกิดขึ้นกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในวันนี้ จึงอาจสะท้อนว่ารัฐบาลกำลังเผชิญภาวะดังกล่าว

นั่นทำให้คำถามดังขึ้นถูกเปลี่ยนจากเหตุใดคนจนจึงถูกตัดสิทธิ ไปเป็นเหตุใดรัฐบาลจึงมีงบประมาณเพียงพอสำหรับนโยบายแจกเงินบางโครงการ แต่กลับไม่มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอสำหรับสวัสดิการขั้นพื้นฐานของผู้มีรายได้น้อยต้องการความช่วยเหลือแบบตรงเป้า คำถามนี้ไม่ใช่การเปรียบเทียบระหว่างนโยบายหนึ่งกับอีกนโยบายหนึ่ง หากเป็นคำถามถึงลำดับความสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ เพราะงบประมาณคือการสะท้อนคุณค่ารัฐบาลเลือกให้ความสำคัญ และทุกหนึ่งบาทที่รัฐใช้ ย่อมหมายถึงอีกหนึ่งบาทที่รัฐไม่สามารถนำไปใช้ในเรื่องอื่นได้

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงไม่ใช่เพียงปัญหาทางเทคนิคของการคัดกรอง แต่เป็นภาพสะท้อนของปรัชญาการบริหารประเทศว่ารัฐบาลกำลังเลือกใช้งบประมาณเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเพื่อหวังผลเพียงการเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือกำลังสร้างหลักประกันทางสังคมที่ยั่งยืนในระยะยาวเพื่อคนรุ่นต่อไป