หน้าแรก การเมือง ก้าวข้ามสงครา...

ก้าวข้ามสงคราม‘ฮั้ว ส.ว.’ จับตาประเด็นร้อนสารพัดเรื่อง จากไฟใต้-ฤดูจัดทัพข้าราชการ

29.07.26 | 13:41 น.

ประเด็นสำคัญที่ยังคงยึดพื้นที่ข่าวการเมืองตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังวนอยู่กับกรณีการขุดคุ้ยหลักฐานเพื่อเปิดโปงขบวนการ “ฮั้ว-โกง” การเลือกตั้ง ส.ว.หรือสมาชิกวุฒิสภา

การเดินเกมตอบโต้ระหว่างแนวร่วม พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์-ไอลอว์ ฯลฯ กับแกนนำของพรรคภูมิใจและรวมถึงตัวนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ถูกลากเข้าสู่ “สงครามฮั้ว ส.ว.” ยังดำเนินไปชนิด วันต่อวัน

จนดูเหมือนจะกลบทับปัญหาอื่นๆ อีกมากมายที่ยังทยอยเข้ามาสร้างความท้าทายให้กับรัฐบาลของ นายกฯอนุทิน ไม่หยุดหย่อน

จริงอยู่ การแต่งตั้งโยกย้าย วางตัวข้าราชการพลเรือนบางกระทรวง รวมถึงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น แทบจะไร้แรงกระเพื่อมตามมา

แต่ต้องไม่ลืมว่า หลายๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้, กรณีทุจริตสอบเข้ารับราชการของการปกครองส่วนท้องถิ่น, ภาวะชะงักงันของโครงการขนาดใหญ่ทั้งในภาคใต้และภาคตะวันออก ฯลฯ

Advertisement

รวมถึงการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่จะทะยอยนำเรื่องเข้าสู่การอนุมัติของคุณรัฐมนตรีในระลอกต่อไป

ยังมีเครื่องหมายคำถามตามมาว่า จะเป็นปัจจัยเขย่ารัฐบาลเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงคดีฮั้ว ส.ว.ที่ฝ่ายค้านมีการเปิดข้อมูลเพิ่มเติม ล่าสุดจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ว่า

เสถียรภาพรัฐบาลจะยิ่งแน่นขึ้น เพราะเรามั่นใจซึ่งกันและกันว่าไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ ส.ว.เป็นกลไกของระบอบรัฐสภา ทำหน้าที่ตรวจสอบออกกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่รัฐบาลจะต้องไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ต่างคนต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน

สำหรับกรณีการฟ้องร้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ในฐานะส่วนตัวนั้น นายอนุทินกล่าวว่า ได้ดำเนินการตามสิทธิที่มีอยู่ มีช่วงเวลาให้ทนายความไปหาข้อมูลประกอบคำฟ้อง จะมาบังคับให้ตนไปฟ้องวันนี้วันนั้นไม่ได้ เพราะมีทนายความ ไม่ได้เขียนเอง เพราะถ้าเขียนเองยิ่งช้า

กับคำถามที่ว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่าประเด็นนี้จะไม่ทำให้พรรคภูมิใจไทยหล่นลงมาจากการเป็นรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นผู้พิพากษา แต่หากถามกันตรงๆ พรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง คนที่เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย ตนเองที่บอกผู้สื่อข่าวเมื่อปีที่แล้วว่าได้ออกหนังสือแจ้งเตือนในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไม่ให้ลูกพรรคเกี่ยวข้อง ข้องแวะใดๆ กับเรื่องการเลือก ส.ว. เพราะพรรคไม่ข้องเกี่ยวใดๆ และหนังสือนั้นยังอยู่

น่าสังเกตว่า ยิ่งปมปัญหาเกี่ยวกับ “สงครามฮั้ว ส.ว.” ฝุ่นตลบ มีการเปิดข้อมูลแฉกันไปมา ตอบโต้ ฟ้องร้องกันไม่เว้นแต่ละวัน มากขึ้นเท่าใด

ความสนใจของสาธารณะต่อปัญหาอีกหลายๆ เรื่องที่รัฐบาลกำลังต้องเผชิญอยู่ ก็ถูกทำให้ลดดีกรีลงด้วยเช่นเดียวกัน

ต้องไม่ลืมว่า การก่อเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในรูปแบบ “คาร์บอมบ์” และการสร้างความสูญเสียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งโจทย์ยาก และซับซ้อนที่รัฐบาลเองต้องเร่งสะสาง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการเรียกประชุมคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า คงต้องมีการประชุม ที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในสัปดาห์นี้

เนื่องเพราะมีมิติในเรื่องของประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะต้องขอความร่วมมือ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้ก่อเหตุใช้พื้นที่พักพิง ถึงต้องร่วมมือกัน ในขณะเดียวกันการแก้ไขปัญหาบุคคล 2 สัญชาติ ได้มีการหารือกันมาตลอด และนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศก็เพิ่งพบปะกัน ซึ่งเจตนาในการพูดคุยเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือว่ามีความสำคัญต่อประเทศมาเลเซียเพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน และประเทศไทยก็อยากพัฒนาพื้นที่ชายแดนเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากจะต้องกระชับแนวทางแก้ปัญหาในส่วนความรับผิดชอบของหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว การประสานงานระหว่างประเทศก็เป็นจังหวะสำคัญที่กระทรวงการต่างประเทศต้องเดินหน้าอย่างระมัดระวังด้วยเช่นกัน

นี่ยังไม่นับถึงความเปลี่ยนแปลงอันจะเกิดจากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่จะเกิดขึ้นในกระทรวงต่างๆ ซึ่งเริ่มปรากฏภาพให้เห็นแล้ว เช่นในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เรียกเสียงฮือฮาและน่าจะสร้างแรงกระเพื่อมตามมาพอสมควร

ตลอดจนหลายปัญหาทางเศรษฐกิจ การเบรกโครงการเมกะโปรเจ็กต์ “แลนด์บริดจ์” หรือแนวโน้มที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบินที่จะไม่ได้ไปต่อ, แนวโน้มการถูกเก็บภาษีจากสหรัฐอเมริกา ฯลฯ

สารพัดประเด็นร้อนเหล่านี้ ล้วนเป็นความท้าทายที่อยู่เบื้องหลังฝุ่นตลบเรื่อง “สงครามฮั้ว ส.ว.” ที่รัฐบาลอาจจะต้องโฟกัสอย่างจริงจังมากขึ้นแล้วนั่นเอง