คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนฯ ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ : ที่มาและทางออก”
ไปเมื่อ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา
ขอนำบางส่วนของการบรรยายของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 อดีตกรรมการกฤษฎีกา และอดีตรองนายกรัฐมนตรี บางส่วนมาถ่ายทอดดังนี้
ในอดีตกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดเลือกตั้ง ต่อมารัฐธรรมนูญตั้งองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ถ่ายโอนภารกิจเลือกตั้งมาให้ กกต.
มีอำนาจ ออกกฎเกณฑ์เลือกตั้ง จัดเลือกตั้ง และวินิจฉัยชี้ขาดแต่ไม่เด็ดขาด
แรกๆ กกต.มีอำนาจให้ใบเหลือง คณะรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัยส่งสถาบันพระปกเกล้าวิจัย จึงมีการแก้กฎหมายให้ใบแดง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ 1 ปี ทั้งก่อนและหลังประกาศผลเลือกตั้ง
แต่ใบแดงหลังเลือกตั้ง กกต.ต้องให้เหตุผล ไต่สวนพบว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หรือคดีมีมูล ต้องส่งศาล ไม่ได้ให้ กกต.ใช้ดุลพินิจ
ส่วนศาลจะวินิจฉัยลงโทษต้องใช้พยานหลักฐานจนสิ้นสงสัย ดังนั้น มาตรฐานต่างกัน
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ กกต.มี 7 คน อำนาจลดลงบ้าง ให้ใบเหลือง ใบแดงก่อนเลือกตั้งได้ แต่ใบเหลือง ใบแดงหลังเลือกตั้ง ถูกโอนไปที่ศาล
กกต.ชุดหลังมีการแทรกแซง คนเริ่มบอกว่าหน้าตา กกต. เหมือนพรรคการเมือง
การขยายวันรับรองการเลือกตั้งจาก 30 วัน เป็น 60 วัน ทำให้การตั้งรัฐบาลล่าช้า และไม่มีการให้ใบเหลือง ใบแดงก่อนเลย
สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติทำวิจัย ตั้งแต่เริ่มมีองค์กรอิสระปี 2545 พบว่า ชุดแรกๆ ผลงานดี แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นตกต่ำ เพราะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชน
ขอเสนอทางออกให้อภิวัฒน์พัฒนาไปในทางที่ดี ได้แก่ 1.อภิวัฒน์เวลาได้มาของ ครม. รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดการได้มาของรัฐบาลใหม่ช้า กว่าจะได้ ครม.ใหม่ 5 เดือน
หากผมเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ จะเขียนให้เลือกตั้ง 30 วันหลังยุบสภา การยุบแล้วเลือกช้า จะซื้อกันเยอะ หากยุบแล้วมีเวลาน้อย ซื้อไม่ได้ ต้องทำความดีระหว่างเป็น ส.ส.
2.อภิวัฒน์การสรรหาองค์กรอิสระ ให้นำบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ที่ถูก สปช.ตีตกมาใช้ กรรมการสรรหามาจากศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล ครม. พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน ส่วนละ 2 คน และประธานองค์กรอิสระที่เลือกกันเอง 1 คน
การให้ความเห็นชอบใช้ที่ประชุมรัฐสภาลงคะแนนครั้งเดียว คิดคะแนนเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม ส.ส.รัฐบาล กลุ่มฝ่ายค้าน และกลุ่ม ส.ว. ใครได้เสียง 2 จาก 3 กลุ่มให้ได้เป็น ต้องเปิดเผยผลการลงคะแนนและการตรวจสอบประวัติ
3.อภิวัฒน์ระบบถอดถอนให้กลับมา เช่น ถอดถอนนายกฯ หรือรัฐมนตรีให้ใช้การลงมติถอดถอนจากทั้งประเทศ ส.ส. หรือ ส.ว. จำกัดเฉพาะภาคหรือจังหวัด
4.อภิวัฒน์สำนักงาน กกต. ไม่ให้มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงคุมเลือกตั้ง ใช้องค์กรภูมิภาค ท้องถิ่นดำเนินการ
หน้าที่ของ กกต. จะมี 2 ประเด็น คือ ออกกฎ กำกับการเลือก และจับคนทำผิดเลือกตั้ง ซึ่งเคยเขียนในร่างรัฐธรรมนูญปี 2558
5.อภิวัฒน์การยอมรับกลุ่มการเมืองที่ไม่ถึงขั้นต้องเป็นพรรคการเมือง ที่ถูกกำหนดจำนวนสมาชิก 5,000 คน หรือมีสาขาพรรค เพื่อเป็นทางออกของบ้านเมือง ทั้งนี้ ก่อนเขียนรัฐธรรมนูญต้องศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบด้วย
นี่เป็นบางส่วนของการอภิปรายในวันนั้น ชี้จุดอ่อนของกติกาการเมืองปัจจุบัน ซึ่งมีประชามติให้แก้ไขแล้ว
ประชาชนพร้อม ความคิดพร้อม รอการขับเคลื่อนจากฝ่ายการเมือง

