หน้าแรก การเมือง รศ.ดร.บัณฑิต ...

รศ.ดร.บัณฑิต ชี้ ‘ยุคนี้เงียบกว่า 6 ตุลา’ ยกเคส ‘ควังจู’ เทียบ ค้น ‘อนาโตมีของความรุนแรง’

4.10.26 | 16:14 น.

รศ.ดร.บัณฑิต ชี้ ‘ยุคนี้เงียบกว่า 6 ตุลา’ ยกเคส ‘ควังจู’ เทียบ ค้น ‘อนาโตมีของความรุนแรง’

 


เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ จัดงาน ‘50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ‘ เพื่อร่วมรำลึก 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519

บรรยากาศเวลา 12.30 น. มีประชาชน นักศึกษา นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ตลอดจนบุคคลที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เดินทางเข้าร่วมงานอย่างไม่ขาดสาย เพื่อร่วมเป็นพยานในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย และหนังสือ ‘คนเดือนตุลา…อ่านอะไร?’ จัดแสดงหนังสือพ็อกเกตบุ๊กและสื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเก็บรวบรวมโดย ศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) ตลอดจนหนังสือจาก สำนักพิมพ์มติชนในราคาสุดพิเศษ โดยผู้ร่วมงานต่างจับจองหนังสือเล่มล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในงานวันนี้ อาทิ

‘ข้างหลังภาพ 14 ตุลาฯ จากระบอบปฏิวัติของเผด็จการสู่การปฏิวัติของประชาชน‘ โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คำนำเสนอโดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ‘ข้างหลังภาพ 6 ตุลาฯ จากภาพถ่ายสู่ความรุนแรงใต้เงาอนุรักษนิยม’ โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คำนำเสนอโดย เกษม เพ็ญภินันท์ รวมถึง ‘คนเดือนตุลา: อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย (The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand: Power and Conflict among Former Left-Wing Student Activists in Thai Politics) เขียนโดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล แปลโดย ภิรมณ เชิญขวัญ, ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, ศิวพล ชมภูพันธุ์ และ ศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร เป็นต้น

Advertisement

บรรยากาศเวลา 13.00 น. เริ่มด้วยเสวนา ‘6 ตุลา-ควังจู: ใครกำหนดความทรงจำของชาติ’ โดย รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ว่าที่ ร.ต.เสกสรร อานันทศิริเกียรติ นักวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ

ในตอนหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการถามว่า หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาทันทีคือ ความเงียบงัน ซึ่งอาจสะท้อนหลายอย่างในสังคมไทย อาจารย์มองว่า สำหรับผู้คนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาและต้องเผชิญกับความเงียบงันนั้น ความเงียบดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างไร และส่งผลต่อสังคมไทยในระยะต่อมาอย่างไรบ้าง

รศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า ตนขอเท้าความถึงหนังสือเล่มแรก คือ ความเงียบของควังจู ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1980 เป็นการล้อมปราบประชาชนที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและตั้งคำถามต่อการรัฐประหาร โดยควังจูเป็นเมืองทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ ทำให้สถานการณ์เกิดขึ้นช้ากว่าพื้นที่อื่นและการส่งข่าวเป็นไปอย่างล่าช้า ทหารจึงพุ่งเป้าไปที่ควังจู ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลประมาณ 4 ชั่วโมงหากเดินทางโดยรถยนต์

“คำถามคือ ศูนย์อำนาจรัฐ กล่าวหาควังจูว่า มีผู้นำคิมแดจุง ฝ่ายก้าวหน้าของเกาหลี เป็นฝ่ายค้านและได้เงินจากเกาหลีเหนือ มีนักรบเกาหลีเหนือ 600 คน พูดง่ายๆว่ามีคอมมิวนิสต์อยู่ในควังจู และก่อการจลาจล รัฐจึงต้องปราบปรามอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อันนี้คือกรณีควังจูผลของการปราบปรามควังจูเก็บความเงียบเป็นเวลา 7 ปี” รศ.ดร. บัณฑิต

รศ.ดร. บัณฑิต กล่าวต่อไปว่า 7 ปีนั้นเกิดความทรมาน เกิดการอุ้มไปสอบสวน ทำทรมานเหมือนในหนัง มีคนเสียชีวิตในปีค.ศ. 1987 อย่าง พัคจองชอล

“หลังพัค จองชอลเสียชีวิตที่สถานกักกัน คนจึงชี้ว่ามันมีคุกลับ พอมีคุกลับคนก็รู้สึกว่าต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เราต้องมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง

เพราะฉะนั้นปี ค.ศ.1987 จะมีจุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่างของเกาหลี และ 1988 ถ้าใครได้ดู reply 1988 ซึ่งเป็นซีรีส์ที่สนุกมาก มันคือวันชื่นคืนสุข สังคมเกาหลีหลังปี 1987 สุขจนเขาได้เลือก
ประธานาธิบดีที่ทำการล้างบางทหารการเมืองออกไป หลังจากนั้นพอเกาหลีเริ่มจะเป็นเผด็จการก็ไม่ได้รับการยอมรับ”รศ.ดร. บัณฑิต กล่าว

รศ.ดร. บัณฑิต กล่าวต่อไปว่า ส่วน 14 ตุลา เป็นระบอบปฏิวัติ เพราะระบอบปฏิวัติเป็นสิ่งที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พยายามจะแยกตัวออกจากระบอบการเมือง ของคณะราษฎร

“คณะราษฎรเรียกระบอบของตัวเองว่า ระบอบรัฐธรรมนูญ ในด้านหนึ่งคือไม่อยากให้เรียกว่าประชาธิปไตย เพราะว่าประชาธิปไตยในเวลานั้น มันเหลื่อมระหว่างเดโมแครต กับรีพับบลิค ไม่อยากให้กระทบกระเทือนใจ จึงเลือกเรียกมันว่าระบอบรัฐธรรมนูญ

พอสฤษดิ์ ก่อการรัฐประหาร เขาอยากจะแยกตัวเอง จึงทำการปฏิวัติ และระบอบปฏิวัติ ของสฤษดิ์ ส่งทอดมาถึงจอมพลถนอม กิติขจร ใช้เวลา 10 กว่าปี ในอำนาจทั้งหมด จนประชาชนรู้สึกว่าเกินพอแล้ว เพราะใช้เวลาตั้งแต่พ.ศ. 2501 -2511 ถึงประกาศรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง 2512 ปลายปี 2514 เดือนพฤศจิกายน มีการยึดอำนาจตัวเอง ฉีกรัฐธรรมนูญและสถาปนารัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อที่จะมี มาตรา 17 อีกครั้งหนึ่ง ถึงมีจดหมายจากนายเข้ม เย็นยิ่ง หรืออาจารย์ป๋วย (ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์) ไปทวงถามว่าคืนอำนาจให้ประชาชนได้แล้ว และหลังจากนั้นชัยชนะของประชาชน เหนือระบอบปฏิวัติ จากปฏิวัติของสฤษดิ์ กลายเป็นปฏิวัติ 14 ตุลา ในแง่หนึ่งมันเหมือนชัยชนะ” รศ.ดร. บัณฑิต กล่าว

รศ.ดร. บัณฑิต กล่าวต่อไปว่า ส่วนเล่มข้างหลังภาพ 6 ตุลา ตนจงใจเลือกชื่อนี้เพราะคิดว่ามันสำคัญในแง่ที่ว่า ภาพหนึ่งภาพมันทำให้คนออกไปฆ่ากันได้อย่างไร ระบอบความรุนแรงมันประกอบสร้างจากอะไร อันนี้คือความพยายามที่ตนทำให้เห็น คำถามที่อยู่ในใจ คือ ภาพๆเดียว นำไปสู่ความรุนแรงได้อย่างไร

“ผมจึงได้ไปศึกษา สืบค้นร่องรอยว่าทำให้เกิด6ตุลาอย่างไร เพราะฉะนั้นผมจะไม่ได้พูดถึง หลายๆส่วน อันนี้ไม่ใช่งานประวัติศาสตร์ แต่เป็น Visual History ของความรุนแรง เพราะฉะนั้นผมจะเรียกมันว่ากายวิภาคหรืออนาโตมีของความรุนแรงของสังคมไทย”รศ.ดร. บัณฑิต กล่าว

รศ.ดร.บัณฑิต กล่าวต่อไปว่า หนังสือทั้ง 3 เล่มต่างมีจุดยืนของตัวเอง และเมื่อนำทั้งสามเรื่องมาสนทนาร่วมกัน จะเห็นว่า ความเงียบของควังจู คือความเงียบภายใต้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ เช่นเดียวกับ ความเงียบของ 6 ตุลา ที่เกิดขึ้นภายใต้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จเช่นกัน

สำหรับคนที่มองว่าสังคมไทยสิ้นหวังหรืออยู่ภายใต้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หากพิจารณากรณี 6 ตุลา จะพบว่าเป็นระบอบรัฐประหารที่ดำรงอยู่เพียงประมาณ 1 ปี ก่อนถูกรัฐประหารอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เพื่อนำไปสู่กระบวนการประชาธิปไตย ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญในปี 2521 และการเลือกตั้งในปี 2522 นี่คือไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้น

“เพราะฉะนั้นเราเงียบได้นานหรือไม่ เราเงียบไม่นาน แต่เกาหลี 7 ปี และหลังจากนั้นเขาต้องสู้กันอีกเยอะ คราวนี้ในความเงียบ ถ้าควังจูเขาก็มีหนังสือใต้ดิน ผมว่า 6 ตุลาก็มี เคยเห็นอัลบั้มที่มีคนทำไว้คือเรามีกระบวนการใต้ดินแน่นอน เรามีขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีแนวร่วมเข้าไปรบในป่าเขา ทุกอย่างในหนังสือผมไม่ได้พูดถึงเรื่องพวกนี้แต่พูดถึงภาพหนึ่งภาพกับความเพิกเฉยของรัฐกับการสร้างระบบความรุนแรงมันมาอย่างไร

“เพราะฉะนั้นความเงียบหลัง 6 ตุลามันไม่ได้นานนัก มันสั้นมากแต่ต้องบอกว่า ยุคนี้เป็นยุคที่เงียบกว่า เพราะมันนานกว่าและจะนานกว่าที่เราเข้าใจ” รศ.ดร. บัณฑิต กล่าว