หน้าแรก การเมือง สถานีคิดเลขที...

สถานีคิดเลขที่ 12 : อำนาจนิยม?

5.10.26 | 09:12 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : อำนาจนิยม? “เรื่องของการปกครอง

“เรื่องของการปกครองของประเทศไทย เราก็ให้ความสำคัญกับเฉพาะเรื่องที่เรียกว่าประชาธิปไตย โดยถือว่าประเทศใดก็ตามที่มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ ถ้าได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีคะแนนเสียงสูงสุด ประเทศนั้นก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว


“มองแต่เฉพาะผลของการเลือกตั้ง รู้แต่ว่าใครแพ้ใครชนะ ใครจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เคยคิด ไม่เคยเป็นห่วง ว่าเมื่อรัฐบาลนั้นเป็นรัฐบาลแล้วดำเนินนโยบายหรือมีกิจกรรมอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม หรือถือว่าเกมนั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว ปล่อยให้รัฐบาลต้มยำตัวเองยังได้

“ในสายตาของผม ประชาธิปไตยสำคัญครับ แต่ประชาธิปไตยมีขีดจำกัด ประชาธิปไตยมันไม่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง มันต้องมีสิ่งประกอบอื่นๆ

“แต่สิ่งประกอบที่สำคัญที่สุด ก็คือ ธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบด้วยหลายอย่าง ความยุติธรรมทางสังคม ความยุติธรรมทางศาลอิสรภาพของหนังสือพิมพ์ ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ความถูกต้อง

Advertisement

“ถ้าเป็นประชาธิปไตยแต่ไม่มีหลักธรรมาภิบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องแสวงหาสิ่งแรกไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องมีเป็นองค์ประกอบ แต่ที่สังคมต้องการคือธรรมาภิบาล ก็ต้องมีการปกครองโดยใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นศูนย์กลาง ประชาธิปไตยมันมาเอง แต่ใช้ประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลาง ธรรมาภิบาลไม่มา”

“หลายคนบอกพวกนี้เป็นพวกคอนเซอร์เวทีฟ ภาษาไทยเขาเรียกว่าอนุรักษนิยม ผมฟังแล้วผมก็ขำในใจ ว่าที่เรามาใช้อนุรักษนิยม เราก็ไม่รู้ว่าอนุรักษนิยมในภาษาของการเมืองระหว่างประเทศนั้นเขามีความหมายว่าอย่างไร ที่เมืองไทยไม่ได้มีครับ อนุรักษนิยม แต่ที่มีคืออำนาจนิยม อย่าปนกัน”

ข้อความข้างต้น คือ ส่วนหนึ่งของการแสดงสุนทรพจน์โดยอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ในงานเปิดตัวหนังสือ “หงส์ลายมังกร : อานันท์ ปันยารชุน” ซึ่งเขียนโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อโต้แย้ง-ถกเถียง ได้มากพอสมควร

เช่น ในบริบทของสังคมไทย การเชื่อว่าเรื่อง “ธรรมาภิบาล” คือสิ่งที่ต้องมาก่อน “ประชาธิปไตย” หรือการเลือกตั้ง จะนำไปสู่ข้ออ้างเรื่องการต้องมี “คนดี” เข้ามาปกครองบ้านเมือง แม้ว่า “คนดี” เหล่านั้นจะมีที่มาจากกระบวนการอันไม่เป็นประชาธิปไตย อาทิ การรัฐประหาร หรือไม่?

หรือบางคนก็อาจไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยก “อนุรักษนิยม” และ “อำนาจนิยม” ออกจากกันอย่างเด็ดขาด รวมถึงประเด็นที่อดีตนายกฯอานันท์ ระบุว่าประเทศไทยมีแค่พวก “อำนาจนิยม” แต่ไม่มี “อนุรักษนิยม”

โดยมีผู้เสนอว่า สิ่งที่ควรตั้งคำถามมากกว่า ก็คือ “ทำไมเหล่านักอนุรักษนิยมจำนวนมากในสังคมไทยถึงเป็นพวกอำนาจนิยม?” ต่างหาก

(อย่างไรก็ตาม ผมตีความว่า ข้อเสนอที่อดีตนายกฯ ต้องการสื่อ-โดยซ่อนความนัยระหว่างบรรทัดเอาไว้- ก็คือ สังคมไทยอาจจะมีหรือเคยมี “อนุรักษนิยมแท้ๆ” แต่ผู้ครองอำนาจรุ่นหลังที่ถูกประทับตราว่าเป็น “อนุรักษนิยม” เหมือนกันนั้น เป็นเพียงพวกนิยมการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม และมิได้เป็น “อนุรักษนิยมแท้จริง”)

กระนั้นก็ดี เมื่อประเมินสถานภาพของผู้ครองอำนาจรัฐในปัจจุบัน ท่ามกลางวิกฤตความชอบธรรมต่างๆ ตั้งแต่เรื่องคดีฮั้ว ส.ว. ความสามารถในการแก้ไข-ป้องกันปัญหาอุทกภัย ไปจนถึงการยื่นเสนอแก้กฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

ความกังวลที่อดีตนายกฯอานันท์ เพิ่งแสดงเอาไว้ ก็ดูจะ “มีเหตุมีผล” และ “ฟังขึ้น”

ว่าทำไมเราจึงต้องหาทางควบคุมรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งใน “ระบอบประชาธิปไตย” ด้วยหลัก “ธรรมาภิบาล”

หรือทำไม “กลุ่มอนุรักษนิยมแท้” จึงต้องพยายาม “แยกปลาออกจากน้ำ” ผ่านการแปะป้ายว่าพรรคการเมืองตัวแทนฝ่ายขวารุ่นหลังนั้นเป็นแค่ “อำนาจนิยม” มิใช่ “อนุรักษนิยม”