หน้าแรก การเมือง เมกะโปรเจ็กต์...

เมกะโปรเจ็กต์1.6แสนล. คลอง ‘ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย’ ทางรอดแก้ท่วมภาคกลาง-กทม.?

5.10.26 | 09:37 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 มีมติอนุมัติโครงการระบายน้ำในเส้นทางชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงินประมาณ 160,000 ล้านบาท คาดว่าใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี (พ.ศ.2570-2577) ตั้งเป้าหากโครงการแล้วเสร็จจะช่วยตัดยอดน้ำจากภาคเหนือไม่ให้ลงมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อลดความเสียหายของพื้นที่เกษตรในภาคกลาง และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง


ชูโชค อายุพงศ์
หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โครงการคลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ที่ ครม.มีมติอนุมัติ คาดว่าจะใช้งบก่อสร้างเกิน 160,000 บาท จากกรอบที่วางไว้ และใช้เวลาก่อสร้างอย่างน้อยไม่ต่ำ 15 ปีแน่นอน

Advertisement

โครงการฯนี้ เริ่มมีการศึกษาหลังเกิดมหาอุทกภัยใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และภาคกลาง เมื่อปี 2554 เพราะมีน้ำเหนือไหลทะลักลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แม้ปีต่อๆ มา เขื่อนภูมิพลไม่ได้ปล่อยน้ำลงมามาก แต่พื้นที่ภาคกลางยังมีความเสี่ยง เนื่องจากเขื่อนภูมิพลยังปล่อยน้ำลงมาประกอบกับพื้นที่ด้านล่างมีฝนตกหนัก จึงเป็นที่มาในการผลักดันโครงการตัดยอดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) ก่อนไหลลงสู่อ่าวไทย เพราะในพื้นที่ไม่สามารถสร้างอ่างเก็บน้ำได้ จึงมีแนวคิดสร้างคลองระบายน้ำก่อนไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่ จ.ชัยนาท

สำหรับแนวทาง ได้มีการศึกษาไว้หลายรูปแบบ แต่สุดท้ายมาจบอยู่ 2 ช่วง คือ การทำบายพาสเส้นเจ้าพระยา ออกไปทาง จ.ชัยนาท-แม่น้ำป่าสัก ระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร (กม.) ใช้เส้นทางคลองเดิมเล็กๆ โดยการขยายคลองให้กว้างขึ้น พื้นที่นี้ค่อนข้างลงตัว เพราะมีความลาดเอียงตามแรงโน้มถ่วง คาดว่าช่วงนี้จะก่อสร้างได้สะดวก เพราะเป็นทางน้ำเดิม

“แต่ช่วงที่ 2 เมื่อมาบรรจบที่แม่น้ำป่าสัก จะมีการผันน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่าน จ.สิงห์บุรี-จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีระยะทางอีกราวๆ 130 กม. ช่วงนี้มีความกังวลมากกว่าช่วงแรก เพราะเส้นทางผ่านพื้นที่หลายส่วนซึ่งเป็นพื้นที่ใหม่”

เส้นทางช่วงที่ 2 เป็นเส้นทางที่รัฐบาลเลือกและทำ EIA ผ่านแล้ว เส้นทางนี้ ทำได้ แต่รัฐบาลต้องวางแผนให้ดี เพราะประชาชนในพื้นที่บางส่วนยังกังวล เหตุผลเพราะน้ำต้องไหลด้วยแรงโน้มถ่วง เส้นทางบายพาสจึงต้องลาดเอียงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าชุมชนเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จำเป็นต้องสร้างสะพานน้ำเพื่อทำให้ท้องน้ำของคลองไหลด้วยแรงโน้มถ่วง เมื่อพื้นที่ต่ำกว่าท้องคลอง จะต้องสร้างกำแพงเพื่อยกคลองให้สูงขึ้น ทำให้ประชาชนในโซนนั้นถูกตัดขาด

“ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ การสัญจร การไหลของน้ำและความเสี่ยงน้ำท่วม ปัญหาเหล่านี้ ส่งผลกระทบด้านสังคมค่อนข้างมาก ผมไม่ขัดข้องในการสร้างคลองบายพาสน้ำ เพราะมีประโยชน์ ช่วยเมืองไม่ให้น้ำท่วม ทำให้ จ.พระนครศรีอยุธยา ไม่จมน้ำนาน แต่รัฐบาลต้องเร่งเข้าไปพูดคุยกับชุมชนในช่วงที่มีความอ่อนไหว และปรับโครงสร้างให้สอดคล้อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคมมาก”

ส่วนความคุ้มค่าในการลงทุน เมื่อคิดถึงผลกระทบหากเกิดน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจ ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่ แม้โครงการฯใช้งบก่อสร้างค่อนข้างสูง แต่เป็นทางเดียวในการตัดยอดน้ำที่มีความเสี่ยงทุกปี และบริหารจัดการได้ยากมาก โดยเฉพาะหากน้ำมีปริมาณไหลเกิน 3,000 ลบ.ม.ต่อวินาที มีความเสี่ยงต่อพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพฯ

“ผมเห็นว่าโครงการฯนี้ ทำได้ แต่เส้นทางจากแม่น้ำป่าสัก-อ่าวไทย รัฐบาลต้องเข้าไปดูให้ละเอียดอีกครั้ง ในช่วงที่ต้องยกระดับท้องคลองให้สูงขึ้นกว่าชุมชน แน่นอน มีผลกระทบเกิดขึ้นมาก เพราะพื้นที่ที่จะสร้างบายพาสเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเกือบทั้งหมด”

การก่อสร้างเส้นทางบายพาสช่วงที่ 2 รัฐบาลต้องวางแผนและลำดับการก่อสร้างให้ดี เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมภัยพิบัติในช่วงที่มีการก่อสร้าง

“เพราะไม่เชื่อว่า โครงการจะสร้างเสร็จภายใน 8 ปี เมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ของรัฐ ส่วนใหญ่ใช้เวลามากกว่า 2 เท่าจากกรอบที่วางไว้ ยิ่งโครงการที่ผ่านพื้นที่ซับซ้อน มีระบบสาธารณูปโภคกีดขวาง ต้องมีการรื้อถอนออก ลองนึกภาพฟลัดเวย์ขนาดใหญ่วิ่งผ่านพื้นที่ ย่อมมีผลกระทบกับชุมชน ระบบสาธารณูปโภค”

ดังนั้น จึงไม่ใช่โครงการที่ปล่อยให้ผู้รับจ้างทำไปโดยปกติ ต้องแบ่งสัญญาเป็นช่วงๆ และบริหารสัญญาแต่ละช่วงให้ดี

“หากรัฐบาลจะทำโครงการที่มีประโยชน์ และใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์ ก็ไม่ขัดข้อง แต่ต้องเคลียร์ปัญหาต่างๆ ระหว่างการก่อสร้างที่จะส่งผลกระทบกับชุมชน ประชาชน และสังคม เพราะหลังจากก่อสร้างเสร็จ โครงการนี้จะอยู่ไปชั่วกัลปาวสาน จนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน รัฐต้องวางแผนชดเชยเยียวยา หรือปรับปรุงสภาพพื้นที่ให้สอดรับกับคลองที่สูงกว่าชุมชนบางช่วง ยืนยันว่า โครงการนี้มีประโยชน์ แม้ใช้งบประมาณค่อนข้างสูงแต่ถ้าตัดยอดน้ำ 600-900 ลบ.ม.ต่อวินาทีได้ จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพฯไปได้มาก”

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯที่เกิดขึ้นช่วงนี้ ไม่เกี่ยวกับน้ำเหนือ แม้สร้างคลองบายพาสน้ำขึ้นมาหลายเส้นทาง แต่กรุงเทพฯก็ยังน้ำท่วมอยู่ดี เพราะมีฝนตกหนักในพื้นที่ ดังนั้นต้องเร่งระบายออกจากคันกั้นลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาให้เร็วที่สุด

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ผมมองว่า การอนุมัติงบประมาณแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ถือว่ามีความสำคัญ กล่าวง่ายๆ งบประมาณมีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่สิ่งที่รัฐบาลละเลยคือ การบริหารจัดการน้ำท่วม หากเปรียบเทียบแล้วเท่ากับการบริหารจัดการงบประมาณถึงแม้ว่าจะใช้งบประมาณจำนวนมาก ในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ

“ดังนั้น การวางโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าหากไม่แก้ปัญหาในเรื่องการจัดระบบให้มีเอกภาพ ให้มีความชัดเจน รวมทั้งการแบ่งบทบาทหน้าที่ในการทำงาน ปัญหาจะแก้ไขไม่ได้เหมือนเดิม ส่วนจะคุ้มค่าหรือไม่ต้องดูที่การใช้ หากดูตัวเลขแล้ว คิดว่าจะต้องใช้งบประมาณตามที่ ครม.อนุมัติ อย่างไรก็ตาม จะสัมฤทธิผลหรือไม่ อยู่ที่การบริหารจัดการด้วยเหมือนกัน”

จำนวนเงิน 1 แสนกว่าล้านบาท ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เป็นเพียงแค่วางระบบ แต่ส่วนหนึ่งควรที่จะกระจายงบประมาณ การป้องกันพิบัติภัยระดับจังหวัดด้วย ในความเป็นจริง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ควรจะมีส่วนร่วมด้วย

“หาก อปท.เสนอไปแล้ว ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลภูมิใจไทยส่วนใหญ่จะฟังแต่ข้าราชการประจำที่ประจบ แต่เมื่อเจอปัญหา อปท.จะรับหน้างานตลอด ดังนั้น การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจะต้องกระจายไปถึงองค์กรที่รับผิดชอบในระดับท้องถิ่นด้วย โดยเฉพาะองค์กรที่อยู่หน้างานก็คือ อปท. จึงควรจะได้รับเม็ดเงินส่วนนี้ไปบริหารจัดการ เพื่อสร้างกลไกในการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่”

ส่วนการก่อสร้างนานถึง 8 ปี ถือว่านานอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องดำเนินการตามโครงการที่วางไว้ ที่สำคัญ หากดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เชื่อว่าปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพฯคงจบไปนานแล้ว แต่เมื่อรัฐบาลให้ความสำคัญในการจัดการปัญหาภัยพิบัติน้อยเกินไป จนเกิดปัญหาซ้ำซาก จนเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงและมีมูลค่าสูงมาก

“เรื่องแก้ปัญหาน้ำท่วม ควรจะต้องมีการศึกษาผลกระทบในเรื่องสิ่งแวดล้อม ความต้องการสังคม และสร้างการมีส่วนร่วม หากมีการออกแบบการป้องกันภัยพิบัติทั้งระบบ สังคม นักวิชาการ ฝ่ายการเมือง ข้าราชการ อปท.จะต้องดำเนินการรูปแบบใหม่ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมกัน ส่วนผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่ จะต้องเวนคืนที่ดิน จะต้องให้ราคาให้สมน้ำสมเนื้อ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่จะต้องสูญเสียพื้นที่อาศัย รวมทั้งไร่นา”

โครงการที่ภาครัฐดำเนินการ มักจะประสบปัญหาความล้มเหลวมาตลอดมองว่ามาจากปัญหาคอร์รัปชั่น โครงการใหญ่ๆ จะต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่มีปัญหามาตลอดคือ การคอร์รัปชั่น

“ที่เห็นชัด อาทิ โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียที่คลองด่านเจอปัญหาคอร์รัปชั่นถือว่าอันตรายมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการที่ดี สามารถแก้ปัญหาได้ แต่เมื่อเจอปัญหาคอร์รัปชั่น จะทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาล้มเหลวทั้งระบบ”

หากให้มองการทำงานของกรมชลประทาน ต้องยอมรับว่า ในการทำงานจะต้องดำเนินการตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ เมื่อนักการเมือง และข้าราชการบางคนขาดวิสัยทัศน์ด้วย จะทำให้กรมชลประทานต้องทำงานตามข้อจำกัดมากมาย รวมทั้งข้อจำกัดของกรมชลประทานเองด้วย โดยเฉพาะหากมีอำนาจในการออกแบบ แต่หากนักการเมืองไม่เห็นด้วย ก็ทำอะไรไม่ได้ในข้อเท็จจริง

“อยากให้กรมชลประทานปรับรูปแบบการทำงานใหม่ แทนที่จะทำงานแบบเดิม จะต้องหันมาฟังสังคม ประชาชน ให้มากขึ้น รวมทั้งนักการเมืองควรมีท่าทีที่ฟังปัญหาจากประชาชนด้วยเช่นกัน”

ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ จะต้องศึกษาผลกระทบให้รอบด้าน และให้ อปท.ได้รับประโยชน์ หรือมีส่วนในการออกแบบหรือดีไซน์ รวมทั้งมีบทบาทในการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ตัวเอง หากประเมินสถานการณ์ภัยพิบัติ จะเห็นว่าจะเกิดความแตกแยกในภาคประชาสังคม เอกชน รวมทั้งภาครัฐ ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีการทำงานร่วมกัน หากงานในพื้นที่ควรให้ อปท.เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ

“น้ำท่วมกรุงเทพฯหลายครั้งหลายครา ถอดบทเรียนหลายครั้งแล้วยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ ต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองพิเศษ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรับผิดชอบเต็มๆ โดยตรง แต่ระบบการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เต็มไปด้วยระบบราชการ บวกกับการขยายตัวของกลุ่มทุนหรือภาคเอกชนมากเกินไป หากจะมีการเวนคืนที่ดิน เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำต้องยอมรับว่าจะต้องใช้เงินจำนวนมากมหาศาล กรุงเทพฯน้ำท่วมแล้วแก้ไขปัญหาไม่ได้ มาจากระบบราชการ บวกกับการขยายตัวภาคธุรกิจของเอกชน จนทำให้ที่ดินมีมูลค่าสูงมาก ทำให้การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติทำได้ยากมาก”

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจริงๆ จะต้องกลับมาคิดใหม่ จนถึงขั้นอาจจะต้องย้ายเมืองหลวง เนื่องจากผังเมืองวางใหม่ไม่ได้ บวกกับความหนาแน่นของเมืองทำให้แผ่นดินทรุด พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ก็ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมาก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก โอกาสน้ำท่วมกรุงเทพฯมีสูง การแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือ การย้ายเมืองหลวง หลายประเทศมีการแก้ไขปัญหาแบบนี้

“ฉะนั้น การสร้างสถานที่ราชการ หรือโรงงานขนาดใหญ่ ควรกระจายไปในพื้นที่รอบนอก โดยเฉพาะการสร้างโรงงานประกอบธุรกิจ ควรมีสิ่งจูงใจ หากโรงงานไปสร้างต่างจังหวัด รัฐควรลดภาษี เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้ไปลงทุน หากไม่คิดมุมนี้ คงแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯไม่ได้”

ส่วนคำกล่าวที่ว่า “กรุงเทพฯ เป็นเมืองเวนิสตะวันออก” การที่จะให้กรุงเทพฯกลับไปเป็นเหมือนในอดีต คงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าแม้กระทั่งการขุดลอกคูคลองในกรุงเทพฯ ยังทำไม่ได้เลย