หน้าแรก การเมือง สถานีคิดเลขที...

สถานีคิดเลขที่ 12 : สังคมไทยแล้งไร้‘ความหวัง’

12.10.26 | 09:13 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : สังคมไทยแล้งไร้‘ความหวัง’

ถ้าจับ “อาการป่วย” ของสังคมไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็จะพบเห็นบางเรื่องราวที่น่าเป็นห่วง


ตัวอย่างชัดเจน คือ สภาพการณ์อันเกิดขึ้นกับประเด็นสาธารณะสำคัญๆ เช่น เรื่ององค์กรสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส หรือการวิพากษ์บทบาทของนักการเมืองฝ่ายค้านว่ามีลักษณะ “บันเทิงธิปไตย” มากเกินไป

แท้จริงแล้ว ปัญหาสองประเด็นข้างต้น ถือเป็นเรื่องชวนคิด น่าถกเถียง น่าแลกเปลี่ยนมุมมองบวก-ลบ ในหลายหลากแง่มุม

โดยมีผลลัพธ์สุดท้ายของการถกเถียง เป็นศักยภาพในการยกระดับให้องค์กรสื่อสาธารณะมีคุณภาพสูงขึ้น มีความโปร่งใสมากขึ้น หรือยกระดับนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ให้ตั้งใจทำงานโดยยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนตลอดเวลา

Advertisement

ผลลัพธ์เช่นนั้นจะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อพวกเรามีบทสนทนาที่เป็นมิตร และรับฟังเหตุผลของกันและกัน

อย่างไรก็ตาม การณ์กลับกลายเป็นว่า สังคมไทยร่วมสมัยได้นำพาเรื่องเหล่านั้นให้ออกนอกลู่ทางไปไกล ผ่านการตั้งหน้าตั้งตาจับผิด ยุแยง เอากันให้ถึงตาย

ไปๆ มาๆ สองเรื่องที่ควรพิจารณากันในเชิงเนื้อหาสาระ จึงกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเราเกลียดขี้หน้าและอยู่ร่วมกันไม่ได้มากยิ่งขึ้น

ส่วนเป้าหมายที่คาดหวังจะให้ตนเอง อีกฝ่าย และสังคมไทยโดยรวม มีสภาพ “ดีขึ้น” กว่าที่เป็นอยู่ กลับค่อยๆ สูญสลายไป

เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร?

จำเลยแรกที่มักเอ่ยโทษกันเยอะ ก็คือ “โซเชียลมีเดีย” ที่กำหนดให้ผู้คนในสังคมมีพฤติกรรมแบ่งกลุ่มเป็นพวกใครพวกมัน ทำให้พวกเราแตกแยกกันในทางอุดมการณ์มากขึ้น พอโกรธเกลียดกันในเชิงอุดมการณ์จนอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แล้ว ข้อถกเถียงในเรื่องอื่นๆ จึงพลอยเป๋ตามไปด้วย

นอกจากนั้น โซเชียลมีเดียยังเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการถกเถียงอันมีคุณภาพ ซึ่งเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้มีโอกาสพูด โอกาสฟัง และได้ทำความรู้จักกับเพื่อนมนุษย์ที่มีมุมมองผิดแผกจากตนเอง

อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญและใหญ่กว่านั้นอาจต้องตั้งต้นจากคำถามที่ว่า เป็นไปได้ไหมว่าที่ตอนนี้คนไทยมุ่งมั่นแบ่งก๊กฟาดฟันกันแบบเอาเป็นเอาตาย แล้วแปรโอกาสของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ให้กลายเป็นอารมณ์อาฆาตมาดร้ายเสียหมด นั่นก็เนื่องมาจากว่าพวกเขา/พวกเราไม่มี “ความหวังใหญ่ๆ ร่วมกัน”

อย่างน้อยความหวังนั้นก็ต้องใหญ่ใกล้เคียงกับ “ความหวัง” ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศชาติบ้านเมืองให้ดีขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 2560

ต้องยอมรับว่า ณ พ.ศ.2569 เรามองหา “ความหวังร่วมใหญ่ๆ” แบบนั้นไม่เจอจริงๆ

เอาง่ายๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศไทยเพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุม “แก๊สเทค” ส่วนสัปดาห์นี้ เราก็กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม “ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์”

ทั้งสองงานล้วนเป็นอีเวนต์ใหญ่ระดับโลก ที่เปิดโอกาสให้คนระดับบน-ระดับครีมของประเทศ ซึ่งอยู่ได้-อยู่ดีอยู่แล้ว ได้แสวงหาโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติม ได้เข้าร่วมเวทีสัมมนานู่นนี่กันไป

แต่น่าแปลกใจที่ “คนส่วนใหญ่ของประเทศ” กลับมิได้รู้สึกว่าพวกตนมี “ส่วนร่วม” กับกิจกรรมการประชุมเหล่านั้น หรือคิดจินตนาการไม่ออกว่าคนนอกศูนย์ประชุมอย่างตนเองจะได้รับประโยชน์โพดผลอะไรบ้างจากงานอินเตอร์ข้างๆ บ้าน

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย จึงอาจจะอยู่ที่การรอคอย “ความหวังร่วมครั้งใหม่”

คำถามอยู่ที่ว่าใครจะมาเป็นคนจุด-คนสร้าง “ความหวัง” ดังกล่าว และเขา/พวกเขาจะมาผนึกหลอมรวมผู้คนได้ด้วย “ความหวัง” เรื่องอะไร?