หมายเหตุ – นักวิชาการประเมินญัตติซักฟอกยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ 17 รัฐมนตรี จะส่งผล
กระทบต่อรัฐบาลแค่ไหน

ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ก่อนจะถามว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีอีก 17 คน จะรอดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ เราควรถามก่อนว่า รัฐบาลกำลังเตรียมตัวเอาชนะญัตติไม่ไว้วางใจ หรือกำลังเตรียมตัวเอาชนะข้อกล่าวหาที่อาจติดตัวไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะสองเรื่องนี้ใช้วิธีการคนละแบบ และที่สำคัญ การชนะเรื่องแรกไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะชนะเรื่องหลัง
ความน่าสนใจของญัตติซักฟอกครั้งนี้อยู่ที่การเปิดข้อกล่าวหาในลักษณะปลายเปิด ใช้สำนวนทางการเมืองที่กว้างพอจะครอบคลุมตั้งแต่ข้อสงสัยเรื่องการทุจริต การใช้อำนาจรัฐ ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายอำนาจทางการเมือง ทำให้รัฐมนตรีทั้ง 18 คนต้องเตรียมคำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาที่อาจไม่ได้มีรายละเอียดทั้งหมดปรากฏอยู่ในญัตติ 18 คน 18 สำนวน แต่สิ่งที่ฝ่ายค้านพยายามทำอาจมีเพียงอย่างเดียว คือการทำให้สังคมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่ระบบอำนาจที่รัฐมนตรีเหล่านี้สังกัดอยู่ นี่คือความแตกต่างระหว่างการอภิปรายเพื่อเอาผิดบุคคลกับการอภิปรายเพื่อสร้างคำอธิบายใหม่ให้กับการเมืองไทย และหากพิจารณาจากวิธีการสื่อสารทางการเมืองของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ผ่านมา ก็จะเห็นความพยายามผลักประเด็นเฉพาะหน้าให้กลายเป็นข้อถกเถียงเชิงโครงสร้างอยู่เสมอ
แน่นอนว่าข้อกล่าวหาที่กว้างไม่ได้แปลว่ามีหลักฐานหนักแน่นเสมอไป ฝ่ายค้านยังมีภาระต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือสร้างภาพจำได้ดีเพียงใด แต่ในสนามการเมือง ความจริงทางกฎหมายกับความจริงที่ประชาชนรับรู้มักเดินด้วยความเร็วไม่เท่ากัน และบางครั้งกว่ากระบวนการตรวจสอบจะได้ข้อยุติ ภาพจำทางการเมืองก็เดินทางไปถึงคูหาเลือกตั้งก่อนแล้ว
จึงมองได้ว่าน้ำหนักทางการเมืองของญัตติครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย แต่อยู่ที่ความพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า Political Stigma หรือตราประทับทางการเมือง เพราะหากฝ่ายค้านสามารถทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบถูกจดจำในฐานะภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้สำเร็จ คำถามในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจเปลี่ยนจาก พรรคไหนจะร่วมรัฐบาลกับใคร เป็น พรรคไหนพร้อมจะร่วมรับผิดชอบต่อข้อกล่าวหาของใคร ทันที
ชวนคิดเล่นๆ หากวันหนึ่งพรรคการเมืองถูกประทับตราว่าเกี่ยวข้องกับระบบอำนาจที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส พรรคอื่นที่คิดจะจับมือด้วยก็อาจถูกถามต่อว่า ตกลงกำลังจับมือเพื่อบริหารประเทศ หรือกำลังช่วยกันรักษาระบบอำนาจที่ถูกกล่าวหาอยู่กันแน่ นี่คือจุดที่การจับมือทางการเมืองอาจมีราคาแพงกว่าการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะบางครั้งสิ่งที่ต้องจ่ายไม่ได้อยู่ในบัญชีโควต้ากระทรวง แต่อยู่ในบัญชีความน่าเชื่อถือของพรรคตัวเอง
หากถามเฉพาะเกมในสภา สามารถมองว่ารัฐบาลมีเครื่องมือทางการเมืองรองรับอยู่มาก ทั้งเสียงของพรรคร่วม ความสามารถในการต่อรอง และเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มการเมืองและองค์กรอิสระต่างๆ นายอนุทินเองก็แสดงความมั่นใจต่อเสียงสนับสนุนมาแล้ว ดังนั้น การผ่านมติไว้วางใจจึงเป็นผลลัพธ์ที่รัฐบาลกำลังพยายามรักษาไว้ด้วยกลไกที่มีอยู่ แต่ปัญหาคือ สภานับเสียงเป็นตัวเลข ขณะที่ประชาชนนับความน่าเชื่อถือด้วยประสบการณ์และความทรงจำ ต่อให้มีเสียงไว้วางใจมากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อสงสัยทั้งหมดจะถูกลบออกไปพร้อมเสียงปรบมือหลังปิดประชุม
พรรค ภท.มีความน่าสนใจตรงที่เป็นพรรคซึ่งสะสมทรัพยากรทางการเมืองทั้งด้านบุ๋นและบู๊มาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ภูมิใจไทยมีเครื่องมือทางการเมืองมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่เครื่องมือเหล่านั้นจะตอบโจทย์เรื่องความน่าเชื่อถือได้หรือไม่ และถึงตรงนี้ หมากที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ได้อยู่บนกระดานของพรรค ภท.หรือพรรค ปชน.เสียด้วยซ้ำ แต่อยู่ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) การที่รัฐมนตรีจากพรรค พท.ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 18 คนที่ถูกอภิปราย ทำให้เพื่อไทยอยู่ในสถานะที่ชวนคิด เพราะในทางการเมือง พรรคยังเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล แต่ในทางการสื่อสาร พรรคกลับไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรงของญัตติครั้งนี้
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เพื่อไทยต้องตอบคำถามที่ละเอียดอ่อนมากว่าจะไปต่อกับรัฐบาลอย่างไรโดยไม่ทำให้ต้นทุนทางภาพลักษณ์ของตนเพิ่มขึ้น หากข้อกล่าวหาต่อฝ่ายบริหารได้รับหลักฐานสนับสนุนในภายหลัง การไม่ถูกอภิปรายอาจเป็นเรื่องดีสำหรับรัฐมนตรีเพื่อไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรค พท.จะไม่ถูกประชาชนถามว่า แล้ววันที่เขาอภิปรายกัน พรรคยืนอยู่ตรงไหน นี่คือโจทย์ที่น่าสนใจ หากเลือกสนับสนุนรัฐบาลต่อก็ต้องสามารถอธิบายได้ว่าการสนับสนุนนั้นตั้งอยู่บนหลักการและข้อเท็จจริงอะไร แต่หากเลือกสร้างระยะห่าง ก็ต้องตอบเช่นเดียวกันว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ความร่วมมือเดิมไม่อาจดำเนินต่อไปได้ พูดง่ายๆ คือ เพื่อไทยอาจไม่ต้องขึ้นเขียงซักฟอกในรอบนี้ แต่ยังต้องชั่งน้ำหนักว่าการอยู่ข้างเขียงจะมีต้นทุนเท่าไร ส่วนพรรคกล้าธรรม (กธ.) ก็เป็นอีกตัวแปรที่ทำให้สมการนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะในทางรัฐสภา การสนับสนุนรัฐบาลไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นผ่านการเป็นพรรคร่วมอย่างเป็นทางการเสมอไป การลงคะแนนเป็นรายประเด็นก็สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจและเพิ่มอำนาจต่อรองของพรรคการเมืองได้
นี่คือเหตุผลที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้อาจกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลในมิติที่กว้างกว่าคะแนนโหวต เพราะแม้รัฐบาลจะสามารถรักษาเสียงข้างมากได้ ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมก็ยังอาจเปลี่ยนแปลงตามต้นทุนและผลประโยชน์ทางการเมืองที่แต่ละพรรคประเมินไว้ ในทางรัฐศาสตร์ เราจึงควรแยกเสถียรภาพของรัฐบาลออกจากเสถียรภาพของความชอบธรรม รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอาจดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังเผชิญข้อสงสัยจากสังคมได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงก็ไม่ได้หมายความว่าจะสูญเสียเสียงสนับสนุนทางการเมืองโดยอัตโนมัติ
ท้ายที่สุด ญัตติซักฟอกครั้งนี้กำลังเปิดให้เห็นการแข่งขันสองสนามที่ดำเนินไปพร้อมกัน สนามหนึ่ง คือเกมรักษาอำนาจของรัฐบาล อีกสนาม คือเกมกำหนดภาพจำทางการเมืองของฝ่ายค้าน การอภิปรายจบลงด้วยชัยชนะทางตัวเลข แต่ทิ้งคำถามเรื่องการใช้อำนาจรัฐไว้โดยไม่มีคำตอบ นั่นก็อาจเป็นชัยชนะที่รัฐบาลต้องกลับมาอธิบายซ้ำอีกครั้งในสนามเลือกตั้ง เพราะเก้าอี้นายกรัฐมนตรีตัดสินกันในสภาได้ แต่ความไว้วางใจจากประชาชนไม่มีวิปรัฐบาลคนไหนสั่งให้ยกมือแทนได้

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
การอภิปรายในภาพรวม เนื้อหาคงไม่ได้ต่างอะไรจากที่เคยคาดหมายเอาไว้ คือด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในด้านการเมืองประเด็นหลักๆ ก็เช่น คดีฮั้ว ส.ว. การทุจริตสอบท้องถิ่น การแก้ไขเยียวยาประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ในด้านเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องโครงการประสวัสดิการแห่งรัฐ เศรษฐกิจฝืดเคือง การดูแลและช่วยเหลือประชาชน ในสังคม จะเป็นเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อย
เรื่องอาวุธปืน และอาจจะมีเรื่องความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้
หากประเมินว่าการอภิปรายครั้งนี้จะดุเดือดหรือไม่ จะมีอะไรที่เป็นข้อมูลสำคัญมาอภิรายหรือไม่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับฝ่ายค้าน เพราะท้ายที่สุดถ้าฝ่ายค้านไม่มีอะไรที่ใหม่กว่าสิ่งที่ได้ไลฟ์สดผ่านโซเชียลมีเดียกันเป็นประจำทุกค่ำคืน หรือแม้กระทั่งการจัดเวทีสัมมนาต่างๆ จะเป็นการฉายหนังซ้ำ สุดท้ายก็คงทำอะไรรัฐบาลไม่ได้ ในแง่ของคะแนนเสียงต้องบอกว่า ฝ่ายรัฐบาลได้เปรียบอยู่แล้ว วันนี้เสียงในรัฐบาลก็ไปเกือบ 300 แล้ว และถ้ามีการเข้ามาของพรรค กธ.เข้ามาจริงๆ ก็เป็นไปได้ที่เราจะเห็นพรรค กธ.โหวตให้กับรัฐบาล
ฉะนั้น โครงสร้างคะแนนเสียงมันจะออกมาคล้ายกับ พ.ร.บ.ประมาณปี’70 ดังนั้น การที่จะทำอะไรรัฐบาลในสภาก็เป็นเรื่องที่ยาก แต่ถ้าฝ่ายค้านมีข้อมูลที่เป็นข้อมูลเด็ด ข้อมูลสำคัญเชิงลึกที่ส่งผลต่อความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐมนตรีคนนั้นๆ หรือทำให้คะแนนเสียงออกมาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อาจจะนำไปสู่ผลที่จะทำให้เกิดการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากการอภิปรายได้ แต่วันนี้คิดว่าคงยังไม่สามารถคว่ำรัฐบาลในสภาได้ เพราะโดยทั่วไปแล้วรัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ มีปัจจัย 3 อย่างแค่นั้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือการรัฐประหาร นิติสงครามและความแตกแยกกันเองภายในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะฉะนั้นเราจะเห็นการใช้ยุทธศาสตร์ของฝ่ายค้านในการอภิปรายครั้งนี้มากกว่าที่จะเน้นไปเนื้อหา จะเห็นได้ว่า 18 รัฐมนตรีนั้นล้วนมาจากพรรค ภท. ไม่มีพรรค พท.เลย ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นในเชิงยุทธศาสตร์ได้
ยุทธศาสตร์ประการแรก คือ มุ่งในการที่จะสร้างความแตกแยกในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐมนตรีในส่วนของพรรค พท.ไม่ถูกอภิปราย ประการที่ 2 คือ การพุ่งเป้าหรือโฟกัสผิดจุดของ
ฝ่ายค้าน ไปโฟกัสที่เพื่อไทยว่าในประเด็นต่างๆ ที่เพื่อไทยเคยทำ จากนี้ไปจะลงมติอย่างไร เช่น ฮั้ว ส.ว. จะเป็นการพยายามช่วงชิงคะแนนเสียงจากพรรค พท.ของพรรค ปชน.นั่นเอง เพราะฉะนั้นไม่อยากให้เกิดการโฟกัสผิดจุดแบบนี้ เพราะสิ่งที่อยากจะโฟกัสคือต้องชี้ให้เห็นให้ได้ว่า การทำงานของรัฐบาล หรือ 18 รัฐมนตรี มีตรงไหนที่เป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีตรงไหนเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น มีตรงไหนที่เป็นการขาดประสิทธิภาพประสิทธิผล และทำให้ประชาชนได้เห็น นี่คือสิ่งที่สำคัญ คือไปมองในเชิงยุทธศาสตร์ว่าต้องการที่จะทำให้พรรค พท.เช็กจุดยืนและท่าทีต่างๆ ซึ่งมันไม่ได้ประโยชน์อะไรกับไปประชาชน
สำหรับการอภิปรายแบบรายบุคคล รวม 18 คน ถือว่าเป็นงานใหญ่ของพรรคฝ่ายค้านหรือไม่นั้น มองว่า หากมองในแง่ของจำนวนก็ถือว่าเป็นงานใหญ่ เพราะว่า 18 คน ต้องใช้เวลาในการอภิปรายเยอะพอสมควร ซึ่งฝ่ายค้านขอเวลา 5 วันในการอภิปราย แต่เชื่อว่าคงได้ไม่ถึง อาจจะจบได้สัก 3 วัน เมื่อเป็นแบบนี้เราก็จะเห็นได้ว่า อาจจะเป็นงานใหญ่ก็จริง หลายคนก็ถามว่าเป็นช่วงเวลาดีที่สุดหรือยังที่ฝ่ายค้านจะเลือกตรงนี้ เพราะว่ามาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ ทำได้แค่ 1 ครั้งในรอบของสภาในรอบ 1 ปี คำตอบส่วนตัวคือ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดแล้วที่ฝ่ายค้านได้เลือกตรงนี้ แต่การเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลดีที่สุด เพราะถ้าเลยจากช่วงเวลานี้ไปแล้วอาจจะทำให้การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของประชาชน เช่น ประเด็นฮั้ว ส.ว.มันก็ค่อยๆ เลือนรางลงไป คนจำนวนหนึ่งก็มองว่าเรื่องมันพ้นมือจาก กกต.ไปแล้วต้องเข้าสู่ศาลฎีกาต่อไป
ส่วนเรื่องน้ำท่วม วันนี้อาจจะมีหลายพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนยังเดือดร้อนอยู่ ยังไม่ได้รับการเยียวยา บางแห่งน้ำยังขัง แม้แต่ในพื้นที่ของการเป็นกระแสข่าวเรื่องน้ำท่วมมันก็ค่อยๆ เจือจางลงไปเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยช้ากว่านี้จะยิ่งทำให้คนแทบไม่สนใจ แต่อย่างที่บอกว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลดีที่สุด เพราะสุดท้ายโหวตยังไงรัฐบาลก็ชนะ แล้วก็จะนำไปสู่การสร้างแรงกระเพื่อมนอกสภาต่อเนื่องได้หรือไม่ อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นการพิสูจน์ฝีมือและความสามารถของฝ่ายค้าน ท่ามกลางกระแสบันเทิงธิปไตย

