เปิดเวทีไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์วันแรกคึกคัก เอกนิติชู 3 แนวขับเคลื่อนเอไอ เพิ่มโอกาส สร้างงาน ธ.โลกชี้ช่องบูม 5 สาขา ด้านไอเอ็มเอฟห่วงเป็นสึนามิเคลื่อนตัวช้า
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันแรกของการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัด ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 จัดงานภายใต้แนวคิด ‘Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience’ หรือ ขอบฟ้าใหม่ของไทย สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง มีประเทศสมาชิกเข้าร่วม 191 ประเทศ มีผู้คนเดินทางมาเยือนประเทศราว 15,000 คน สำหรับกิจกรรมแรกวันที่ 12 ตุลาคม เวลา 10.00-11.30 น. เป็นเวทีเสวนาหัวข้อ WBG flagship: Small AI : More and Better Jobs
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที WBG Flagship: Small AI : More and Better Jobs ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและการดำเนินธุรกิจทั่วโลก คำถามสำคัญคือประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากเอไออย่างไร เพื่อยกระดับคุณภาพงานและสร้างโอกาสให้ประชาชนภายในประเทศ ประเทศไทยจะขับเคลื่อนเอไอผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ 1.AI in All หรือ การนำเอไอมาเพิ่มผลิตภาพให้กับงานและธุรกิจที่มีอยู่ 2.All in AI หรือ การสร้างขีดความสามารถและงานใหม่จากเอไอ และ 3.AI for All หรือ ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จากเอไออย่างทั่วถึง
นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก เปิดเผยในการเสวนาหัวข้อ “Small AI: More and Better Jobs” ว่า การสร้างงานเป็นภารกิจสำคัญทั่วโลกต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากในอีก 15 ปีข้างหน้า จะมีเยาวชน 1,200 ล้านคนมีอายุครบ 18 ปี การมีงานทำไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสังคม มีความหวัง และมีศักดิ์ศรี การสร้างงานต้องอาศัยรากฐานแข็งแกร่ง ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และนโยบายภาครัฐเหมาะสม ควบคู่กับการลดความเสี่ยงเพื่อดึงดูดเงินทุนภาคเอกชน เป็นแหล่งจ้างงานหลัก คิดเป็น 75-85% ของการจ้างงานในแต่ละประเทศ ประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เพียงอย่างเดียว แต่สามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขนาดเล็ก หรือ Small AI มีต้นทุนเข้าถึงได้และเหมาะกับการใช้งานจริง เพื่อเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตร การศึกษา และสาธารณสุข สำหรับสาขาเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสร้างงาน 5 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง เกษตรกรรมรายย่อย สาธารณสุขปฐมภูมิ การท่องเที่ยว และการผลิต รวมถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ยกตัวอย่างอินโดนีเซียบุคลากรสาธารณสุขใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพอาการผู้ป่วยให้ AI ช่วยประเมินเบื้องต้น ก่อนประสานการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่อินเดียร่วมมือกับ Google พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ช่วยเกษตรกรรายย่อยวิเคราะห์โรคพืชและรับคำแนะนำในการจัดการปัญหา
นางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า เปรียบผลกระทบจาก AI เป็น สึนามิเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ จะค่อยๆ ขยายวงกว้าง งานในประเทศรายได้สูงมีโอกาสได้รับผลกระทบจาก AI ถึง 60% ของตำแหน่งงานทั้งหมด เทียบกับ 23% ในประเทศรายได้ต่ำ ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศรายได้ต่ำมีความเสี่ยงน้อยกว่า แต่สะท้อนถึงการเข้าถึงและการใช้เทคโนโลยียังไม่แพร่หลายเท่าประเทศรายได้สูง ผลการศึกษาของ IMF ในสหรัฐฯ พบว่าตำแหน่งงานประมาณ 10% เริ่มต้องการทักษะด้าน AI ส่วนใหญ่เป็นงานใช้ทักษะสูงและให้ผลตอบแทนดี ขณะที่งานประจำมีลักษณะทำซ้ำมีแนวโน้มลดลง ส่วนงานค่าจ้างต่ำขยายตัวในกลุ่มงานก่อสร้างและกิจกรรมเกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล รวมถึงงานภาคบริการ กลุ่มต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือเยาวชนและผู้เริ่มต้นทำงาน เนื่องจากการลดลงของตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น อาจทำให้คนรุ่นใหม่ขาดโอกาสสะสมประสบการณ์และพัฒนาทักษะ เพื่อก้าวสู่ตำแหน่งมีความรับผิดชอบและค่าตอบแทนสูงขึ้น IMFเสนอให้รัฐบาลเตรียมรับมือ 3 ด้าน ได้แก่ 1.ปรับนโยบายแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการทักษะเปลี่ยนไป 2.ปฏิรูปการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้แรงงานพัฒนาทักษะใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และ 3.ทบทวนระบบการคลังกับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสมกับรูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาฐานรายได้สำหรับดูแลประชาชนในระยะยาว เป้าหมายของ AI ควรเป็นการเข้ามารับช่วงงานที่มนุษย์ไม่ต้องการทำ เพื่อให้คนมีเวลาทำสิ่งที่มีคุณค่า พร้อมยกระดับผลิตภาพ มาตรฐานการครองชีพ และรักษาศักดิ์ศรีของการเป็นส่วนหนึ่งในสังคม

