รายงานหน้า 2 : ต่างคนยลตามช่อง เลือกตั้ง-รับรองผล 150วันรวมไม่รวม60วัน

หมายเหตุความคิดเห็นของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และนักวิชาการ กรณีการจัดเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ที่ต้องแล้วเสร็จภายใน 150 วัน รวมหรือไม่รวม 60 วัน ในการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง

 

วิษณุ เครืองาม
รองนายกรัฐมนตรี

ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาจริงอย่างที่มีข้อสงสัย เพราะเกี่ยวข้องกับ 2 มาตราในรัฐธรรมนูญ คือมาตรา 85 และมาตรา 268 โดยมาตรา 85 อยู่ในบทถาวร บัญญัติว่า ต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จไม่เกิน 60 วัน ตั้งแต่วันเลือกตั้ง แต่ในบทเฉพาะกาลมาตรา 268 เขียนว่าในการเลือกตั้งครั้งแรก ให้จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อสงสัยจึงอยู่ที่การบริหารจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยการพูดคุยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้มีการหารือในเรื่องนี้ด้วย แต่ส่วนตัวไม่ได้ติดใจในเรื่องนี้ ใครจะถูกหรือผิดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง รัฐบาลไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องนี้ หาก กกต.มีความสงสัย ก็อาจหารือศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าคิดว่ามีความชัดเจนแล้ว ทุกอย่างก็จบ
กกต.บอกว่ามีวิธีบริหารจัดการได้ เช่น รู้แล้วว่าวันสุดท้ายของ 150 วัน ในการจัดการเลือกตั้ง คือวันที่ 9 พฤษภาคม ดังนั้น ถ้าจะตัดปัญหา ก็จัดการเลือกตั้งและนับคะแนนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคมด้วย แค่นั้นก็จบเรื่อง เพียงแต่ถ้าวันเลือกตั้งถูกขยับออกไปไกล การจะรับรองผลให้ทันวันที่ 9 พฤษภาคมนั้น อาจจะสั้นไปหน่อย แต่ กกต.อาจบริหารจัดการได้ก็ได้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุด ผมถึงบอกว่าไม่มีปัญหาเลยในการปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่า การเลือกตั้งและรับรองผลเลือกตั้งจะต้องทำภายใน 150 วันหรือไม่ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะเพียงแค่เลือกตั้งและรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคม ทุกอย่างก็จบ
เชื่อว่าหาก กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความจะไม่ทำให้การเลือกตั้งต้องช้าออกไปอีก เพราะตอนนี้ยังมีเวลาอยู่ เรื่องนี้ส่วนตัวจะไม่ถกเถียงให้ประชาชนเกิดความสับสน แต่จะเอาไว้พูดกับ กกต. ซึ่ง กกต.ยืนยันว่ามีวิธีบริหารจัดการ ในส่วนของรัฐบาลเห็นว่า 150 วัน เป็นเพียงกรอบเวลาจัดการเลือกตั้ง แต่ไม่รวมการรับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งที่แล้วมา กกต.ไม่มีความกังวลใดๆ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความแต่ก็จะไม่กระทบต่ออะไรทั้งนั้น ซึ่งไม่มีเหตุผลว่าจะไปยื่นทำไมด้วย
หากถามว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการป้องกัน เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ถ้าจะเพลย์เซฟให้ปลอดภัย ก็ต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคม ส่วนพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศใช้ และไม่ทราบว่าลงมาหรือยัง
อย่างไรก็ตาม ที่แล้วมาในส่วนของพระราชบัญญัติ เคยมีบางฉบับที่เกิดกรณีต้องถูกเก็บไว้ก่อน ยังไม่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในทันที เป็นสิทธิที่ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายและธรรมเนียมประเพณี

 

เจษฎ์ โทณะวนิก
ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย
และอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยชี้เจตนารมณ์ของมาตรา 268 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไปหลายครั้งแล้วว่า กกต.ต้องจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ครบทั้ง 4 ฉบับนั้น เป็นบทบัญญัติที่หมายถึงเพียงแค่วันหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น
กล่าวคือ ภายใน 150 นับตั้งแต่ พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายใน 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งไม่เกินวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ โดยไม่นับรวมไปถึงกระบวนการประกาศผล เพราะกฎหมายกำหนดให้ กกต.ทยอยประกาศผลการเลือกตั้งให้ได้ร้อยละ 95 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดภายใน 60 วัน นับจากวันเลือกตั้ง เพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภานัดแรกได้
แต่ในทรรศนะส่วนตัว คิดว่าสิ่งที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.พูดแล้วพูดอีกในกรณีนี้ตั้งแต่สมัยเป็น กกต.แล้ว โดยระบุว่า ภายใน 150 วันตามมาตรา 268 นั้น รวมถึงกระบวนการประกาศผลด้วยนั้น ถือว่ามีประเด็นอยู่ เพราะตามรัฐธรรมนูญผู้ที่มีอำนาจชี้ขาดไม่ใช่ กรธ.ในฐานะผู้ร่าง แต่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ
ที่ผ่านมา มีหลายกรณีที่เคยเกิดขึ้นเป็นตัวอย่างบอกแล้วว่า เมื่อพบปัญหาในเรื่องการตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จะมายึดเพียงแค่เจตนารมณ์ของ กรธ. เพียงฝ่ายเดียวแล้วไม่ใช่จะถูกต้องเสมอไป
อย่างกรณีเซตซีโร่กรรมการในองค์กรอิสระ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน เพราะ กรธ.ยืนยันเจตนารมณ์มาโดยตลอดว่า กรรมการองค์กรอิสระจะทำหน้าที่ต่อไปเพียงใดให้ยึดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่เมื่อเรื่องไปถึง ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้วินิจฉัยยืนยันตามเจตนารมณ์ของ กรธ. แต่ศาลชี้ให้คนที่มีคุณสมบัติไม่ครบ หรือมีลักษณะต้องห้ามทำหน้าที่ต่อไป
ดังนั้น จึงคิดว่าสิ่งที่นายสมชัยยกขึ้นมาจึงมีประเด็น เพราะเมื่ออำนาจชี้ขาดเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ จึงควรถามศาลรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนไปเลย จะไม่เกิดเหตุฟ้องร้องกันในภายหลัง แม้เหตุจะยังไม่เกิดขึ้น แต่วันนี้พบเหตุในทางปฏิบัติแล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ให้ กกต.ในฐานะผู้ปฏิบัติยื่นถามได้ หากพบประเด็นในทางปฏิบัติเกิดขึ้น


 

ยุทธพร อิสรชัย
รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.)

ตอนนี้มีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่ว่าจะต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับจากวันที่ พ.ร.ป.ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ คำว่าการจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ ถ้าตีความตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ น่าจะหมายถึงเฉพาะการหย่อนบัตรเลือกตั้งก่อนวันที่ 9 พฤษภาคม เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่ กกต.จะประกาศผลหลังการเลือกตั้ง 60 วัน
ทั้งนี้ เป็นเพียงความเห็น เพราะยังไม่มีการตีความผ่านศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะตีความอย่างไร เพราะ กกต.ก็ได้สอบถามไปที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานก็มีความเห็นคล้ายกันว่าไม่สามารถให้คำตอบได้เนื่องจากเป็นผู้ร่างกฎหมาย ไม่ใช่ผู้ตีความกฎหมาย ขอให้ฟังความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่สามารถที่จะตีความได้เพราะยังไม่มีคดีความ หรือมีผู้เสียหายที่มีสิทธิไปร้องต่อศาลฯ
ขณะนี้จึงต้องมีการตีความจากหลายฝ่ายว่า 150 วันที่จะต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จนั้นหมายถึงการหย่อนบัตรหรือเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้งและประกาศผล แต่ส่วนตัวคิดว่าภายใน 150 วันที่จะต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จนั้นหมายถึงเพียงกระบวนการหย่อนบัตรเลือกตั้ง
ถ้าไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะก็จะต้องจัดการเลือกตั้งภายในวันที่ 10 มีนาคม ตามการตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความเหมาะสมเพราะอยู่ในช่วงเวลาที่ปลอดภัย เพราะหากเกินวันที่ 10 มีนาคม กว่าจะครบ 60 วันที่ กกต.จะต้องประกาศผลการเลือกตั้งก็อาจไม่ทันวันที่ 9 พฤษภาคมได้
วันที่ 10 มีนาคม น่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือเซฟตี้โซนมากที่สุดที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เกิดปัญหาในภายหลัง ส่วนวันที่ 24 มีนาคม ตามความเห็นของอาจารย์พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับความเห็นของอาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ว่าคำว่าจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จใน 150 วันนั้นหมายถึงการหย่อนบัตร ไม่ใช่การประกาศผล จึงเสนอวันที่ 24 มีนาคม เพราะคิดว่าไม่น่ามีปัญหา
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีความเสี่ยงเพราะเป็นเพียงความเห็นของอาจารย์วิษณุเพียงท่านเดียว และไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความตามมุมมองของท่านหรือไม่ จะหมายถึงการหย่อนบัตรหรือประกาศผล ซึ่งไม่สามารถมีใครตอบได้
การเลือกตั้งครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะซ้ำรอยการเลือกตั้งในปี 2549 และปี 2557 ที่มีการตีความกฎหมายจนทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะถ้าประกาศผลการเลือกตั้งวันที่ 9 พฤษภาคม ก็อาจจะมีการไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าการเลือกตั้งชอบธรรมหรือไม่ในเรื่องการตีความ 150 วัน อาจทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะได้
ทางออกในวันนี้ต้องเป็นการพูดคุยกันระหว่าง กกต.กับรัฐบาลเกี่ยวกับข้อบัญญัติที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าดีที่สุดควรจัดการเลือกตั้งในช่วงเซฟตี้โซน ซึ่งก็คือไม่เกินวันที่ 10 มีนาคม เพราะหลังจากเวลานี้จะมีความเสี่ยงได้

 

พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประเด็นกรอบเวลา 150 วัน เลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ คิดว่ามีปัญหาแน่นอน ตอนนี้ไม่ว่าใครจะออกมาพูดอะไร อย่างไร จะยึดถือเอาตามนั้นเป็นเด็ดขาดไม่ได้อยู่แล้ว ถึงแม้ กรธ.ออกมาพูดเอง แต่หลังเกิดเรื่องแล้วศาลรัฐธรรมนูญอาจตัดสินต่างออกไปก็ได้
อย่างไรก็ตาม จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อ 1.มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว 2.มีคนเอาเรื่องไปฟ้องต่อศาลว่า กกต.จัดการไม่เสร็จใน 150 วัน เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งที่จัดขึ้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นโมฆะ มันจะเกิดคดีแบบนี้ขึ้นมา แต่ตอนนี้อยู่ๆ จะไปขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเลยตามที่มีผู้เสนอทางออกนั้น ศาลอาจไม่รับตีความ เพราะยังไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น ต้องมีการไปฟ้องกันก่อน ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะมีประเด็นให้ตีความได้
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ กกต. ต้องไปเสี่ยงดวงเอาเอง ต้องเป็นคนตีความเอง เพราะตอนนี้ กกต.เป็นผู้ใช้กฎหมาย ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าต้องจัดการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 150 วัน มันรวมระยะเวลา
60 วัน ในการประกาศผลการเลือกตั้งหรือไม่
ในความเห็นส่วนตัวแบบคอมมอนเซ้นส์ เป็นสามัญสำนึก คำถามคือ ผลการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งหรือเปล่า ถ้าคำตอบว่า ใช่ ก็ต้องรวม 60 วันนั้นด้วย
ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่น กกต. ต้องประชุมกันแล้วมีมติออกมาว่าเห็นอย่างไร กกต.ก็ทำไปตามนั้น อย่างที่บอกไปแล้วว่าต้องเสี่ยงดวง หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ ไปขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยชี้ให้ก็ได้ แต่ไม่แน่ใจว่ากฤษฎีกาจะให้คำปรึกษาหรือไม่

บทความก่อนหน้านี้ฮุนไดเปิดตัว “เอเลเวท” รถยนต์ติดขา “เดินได้”
บทความถัดไปสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากระบี่ รับเรื่องแล้ว! กรณีครูให้เด็ก ป.2 อมนกเขา