รายงานหน้า2 : นักวิชาการส่องปัจจัย โดนใจผู้มีสิทธิ‘กาบัตร’

หมายเหตุความเห็นของนักวิชาการถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ นโยบายของพรรค ชื่อเสียงของพรรค และตัวผู้สมัคร ส.ส.จะมีผลต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการลงคะแนนเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน

รศ.ตระกูล มีชัย
คณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการวัดว่าปัจจัยใดมีผลต่อการตัดสินใจของชาวบ้านมากกว่า ระหว่างพรรคการเมือง นโยบาย หรือตัวบุคคล ซึ่งสำหรับตัวบุคคล หรือ ส.ส.เขต จะเป็นปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจในพื้นที่ชนบท เพราะความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลมีสูงกว่าความสัมพันธ์เชิงสถาบัน สิ่งนี้เป็นไปตามลักษณะความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ของไทยซึ่งยังมีอิทธิพลอยู่
หมายความว่า นักการเมืองที่เกาะติดพื้นที่อย่างต่อเนื่องยาวนาน จะมีบทบาทมากต่อการตัดสินใจเลือกของประชาชน แต่สำหรับเขตเมือง ความสำคัญของตัวบุคคลจะมีไม่มากนัก
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งตัวแปรคือผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชนบท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุ คนหนุ่มสาวไม่ค่อยอยู่ในพื้นที่ นี่จะเป็นตัวแปรสำคัญว่าในวันเลือกตั้ง ถ้าคนหนุ่มสาวไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตหรือเลือกตั้งล่วงหน้า จะทำให้คนสูงอายุมีบทบาทในเขตเลือกตั้งในชนบท อาจทำให้นักการเมืองหน้าเก่ามีโอกาสได้รับเลือก
อย่างไรก็ตาม ตัวแปรอีกประการในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองในเชิงสถาบันที่มีบทบาทเข้าไปคู่ขนานกับตัวบุคคลในหลายพื้นที่ จึงขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองจะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะต่อคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว 2-3 ครั้ง ซึ่งพรรคการเมืองที่มีผลงานยาวนานและเป็นที่ประจักษ์จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชน
แต่ปัญหาขณะนี้คือ การมีบัตรเลือกตั้งใบเดียวและการที่หมายเลขของผู้สมัครพรรคเดียวกันในแต่ละพื้นที่นั้นไม่เหมือนกัน อาจทำให้เกิดความสับสนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งผมไม่คิดว่าภาครัฐจะให้ความสำคัญ เพราะจนป่านนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังไม่ประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ จึงเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ต้องสร้างความเข้าใจ ถ้าสามารถทำได้ จะทำให้ตัวแปรระหว่างพรรคการเมืองกับตัวบุคคลมีความสำคัญใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ ตัวแปรเรื่องพรรค ในพื้นที่ใดที่อิทธิพลของพรรคเหนือกว่าตัวบุคคล จะทำให้ชาวบ้านลำบาก เพราะต้องตัดสินใจว่าจะเลือกความช่วยเหลือของบุคคลหรือความช่วยเหลือของพรรค
อย่างไรก็ตาม ตัวแปรอีกประการคือการ กระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ถ้าบุคคลใดหยิบประเด็นนโยบายย่อยๆ ซึ่งมีคนของท้องถิ่นทำอยู่แล้ว ชาวบ้านก็อาจไม่เลือก นอกจากนี้บางนโยบายที่เป็นเชิงสวัสดิการ ชาวบ้านเขาก็เริ่มรู้แล้วว่าต่อให้ใครเป็นรัฐบาลก็คงไม่กล้าทิ้ง แต่ที่ชาวบ้านพิจารณาคือสิ่งใดจะช่วยเขาได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ดังนั้น เราต้องไปดูว่าวิธีคิดของชาวบ้านในการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้ยังมองลำบาก ต้องรอดูช่วง 15 วันก่อนการเลือกตั้ง
ส่วนเรื่องนโยบาย ชาวบ้านจะสนใจเฉพาะเรื่องที่กระทบกับตัวเอง เช่น ปัจจุบันที่คนกรุงเทพฯประสบปัญหาเรื่องฝุ่นละออง หากผู้สมัครคนใดเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมและกระทบกับวิถีชีวิตของเขามาก ก็จะมีผลต่อการตัดสินใจเลือก
แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีผู้สมัครของบางพรรคที่เอานโยบายเก่าๆ มารื้อฟื้นใหม่ สร้างนโยบายเฉพาะตัวขึ้นมา เช่น โคล้านตัว ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อเจ้อที่เคยพูดมาตลอดแต่ทำไม่ได้ และคงไม่สามารถจูงใจประชาชน ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ให้เงิน 500 บาทนั้น เป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อน ไม่ใช่นโยบายที่ยั่งยืน ผมคิดว่าประชาชนเริ่มมองออกแล้วว่าอะไรเป็นสิ่งถาวร อะไรเป็นสิ่งชั่วคราว
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรวางมือในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาคลางแคลงใจในความเป็นกลาง ควรปล่อยให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเขาแสดงฝีมือ
ส่วนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) อาจได้เสียงจากคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลาง โดยเฉพาะใน กทม. ส่วนในชนบทนั้น พรรคเพื่อไทยต้องมีความชัดเจนว่าบัญชีนายกฯหมายเลข 1 ของพรรคคือใคร ระหว่างนายชัชชาติ กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เพราะการมีผู้นำทางการเมืองที่ชัดเจนจะช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ แต่ถ้ายิ่งช้าก็ยิ่งทำให้เกิดความไม่มั่นใจ

ผศ.ดร.ธนศักดิ์ สายจำปา
สาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ในส่วนของชื่อนายกฯอาจต้องมีความเกี่ยวโยงกันในส่วนของนโยบายที่มีการนำเสนอด้วย คนที่มีการเสนอชื่อขึ้นมาเป็นนายกฯในการเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อนกลับไปได้คือคนที่ถูกเสนอชื่อขึ้นมา อย่างคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คนก็จะโยงกลับไปถึงคุณชัชชาติในอดีตที่เคยทำงานการเมืองมาว่ามีบทบาทหรือสามารถผลักดันนโยบายที่ตนเองเสนอขึ้นมาได้มากน้อยแค่ไหน ตัวนโยบายของคุณชัชชาติน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนในการเลือกตั้ง
ครั้งนี้
เข้าใจว่าในเรื่องของการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ คือสิ่งที่มาพร้อมกับนโยบายที่ผู้สมัครคนนั้นเสนอขึ้นมาด้วย ดังนั้น เฉพาะชื่ออย่างเดียว ไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งในปัจจุบันซึ่งคนค่อนข้างให้ความสำคัญกับนโยบายพรรค จะขายเฉพาะชื่อของหัวหน้าพรรคได้โดยที่ไม่มีการพ่วงมากับนโยบาย
ส่วนตัวมองว่า ตัวชื่อเองอาจไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดเสียทีเดียวว่าการชูใครขึ้นมาเป็นนายกฯจะสามารถเรียกคะแนนเสียงได้โดยที่ไม่ได้เอาชื่อกับนโยบายพรรคไปยึดโยง
ส่วนกระแสในโลกโซเชียลที่กำลังตัดสินใจเลือกระหว่าง 2 พรรคการเมือง แต่เมื่อมีกระแสข่าวการเสนอชื่อนายชัชชาติ เป็น
นายกฯ ก็มีการโพสต์ว่าตัดสินใจเลือกพรรคเพื่อไทย (พท.) ทันทีนั้น ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า บุคคลบางคนอย่างกรณีคุณชัชชาติ มีความชัดเจน เพราะมีภาพลักษณ์ของคนทำงานการเมืองที่ค่อนข้างจริงจัง มีการเสนอนโยบาย เข้าใจว่าเป็นตัวแทนของนักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทค่อนข้างสูงในแง่ของการทำงานการเมือง
นายชัชชาติไม่ได้มีภาพของนักการเมืองอาชีพสักเท่าไหร่ คนจึงรู้สึกว่าอยากได้นักการเมืองแบบนี้เข้ามาทำงานการเมืองในฐานะของหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับผลประโยชน์ทางการเมืองหรือข้อต่อรองทางการเมืองมากนัก อาจเป็นลักษณะของการเป็นนักการเมืองที่ค่อนข้างสะอาดมากในแง่ของการที่จะไปผูกติดกับการเป็นฐานเสียงของใคร
ส่วนกรณีบัตรเลือกตั้งใบเดียว ถามว่าคนหรือพรรคสำคัญกว่า เป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะการเลือกตั้งแบบใบเดียว เรามีสิทธิเลือกแค่ ส.ส.เขต ซึ่งมีความสำคัญกับประชาชนในแง่ของระดับพื้นที่ แต่ในเรื่อง ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ จะเล่นกับนโยบาย ซึ่งสำคัญกับภาพรวมของประเทศ
นั่นหมายความว่า สมมุติถ้ามี ส.ส.ในใจเป็น ส.ส.ที่ชอบในเขตเลือกตั้งของตัวเอง เพราะดูแลประชาชนในเขตเลือกตั้งได้ดี แต่ไม่ชอบนโยบายพรรคการเมือง นี่คือปัญหาใหญ่ของการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากเสียงที่ไปเลือก ส.ส.เขตคนนี้ โดยหลักการแล้วไม่สามารถไปเป็นตัวแทนของการโยงกับคะแนนที่ไปโยงกับปาร์ตี้ลิสต์ได้
เข้าใจว่าตัว ส.ส.ที่แบ่งออกมาเป็น 2 ส่วน มีความสำคัญในระดับพื้นที่ที่ต่างกันอยู่แล้ว อย่างสโลแกน เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ นี่ชัดมาก ดังนั้นประชาชนมีอำนาจตัดสินใจว่าในระดับเขต ส.ส.คนนี้ดูแลประชาชนได้ดี แต่ในแง่นโยบายพรรคการเมืองน่าจะนำพาประเทศไปสู่จุดที่เขาต้องการได้มากกว่า พอคำถามกลับมาว่า อะไรสำคัญกว่า ตอบยาก ต้องแบ่งเป็น 2 ขยัก ในแง่ของภาพรวมประเทศ ก็ต้องยึดโยงนโยบายพรรค

ดร.ไชยันต์ รัชชกูล
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยพะเยา

ถ้าเทียบแล้วองค์ประกอบสำคัญที่จะส่งผลต่อการเลือกนายกฯมากที่สุดคือ ตัวนายกฯ เพราะตัวนโยบายใครจะพูดยังไงก็ได้ และถ้าพูดถึงชื่อเสียงของพรรค มันก็มาพร้อมกับชื่อเสียงของตัวนายกฯ แต่ก็ยังสำคัญน้อยกว่าชื่อของหัวหน้าพรรค หรือคนที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ เช่น พรรคเพื่อไทย ซึ่งตัวพรรคก็ยังเป็นพรรคที่มีชื่อเสียงเท่าเดิม แต่พอมีชื่อของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขึ้นมาว่ามีโอกาสจะเป็นนายกฯ ปรากฏว่าคนให้ความนิยมเยอะขึ้นมาก
เพราะฉะนั้นชื่อคนที่จะเป็นนายกฯสำคัญมาก หรือถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปอยู่พรรคไหนก็ตาม อาจจะพาพรรคนั้นรุ่งเรืองได้ยาก ถึงแม้นโยบายของพรรคจะเลิศหรูก็ตาม เพราะในเชิงเปรียบเทียบชื่อคนสำคัญมากกว่านโยบาย
ตัวนโยบายก็มีความสำคัญ แต่อาจจะรองลงมาเป็นอันดับ 2 เช่น เวลาที่พรรคอนาคตใหม่เสนอนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ก็ได้ใจเยาวชนเยอะมาก เพราะฉะนั้นนโยบายก็สำคัญเหมือนกัน
ส่วนชื่อเสียงของพรรคการเมืองตามมาเป็นอันดับ 3 เพราะพรรคการเมืองหลายพรรคตั้งขึ้นใหม่ ส่วนพรรคเก่าทำทั้งสองอย่าง คืออาจจะทำให้ดีและอาจจะทำให้เสียหาย ก็เหมือนกับคนที่ทำดีบ้าง ไม่ดีบ้างปนกันไป เพราะฉะนั้นพรรคเก่าที่อยู่มาหลายสิบปี ก็จะมีส่วนที่บกพร่องหรือส่วนที่ทำไม่ดี อย่างพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาก็ทำไม่ถูกหลายเรื่อง เช่น เรื่องนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง หมายความว่าต้องพิจารณาควบคู่กับพรรคการเมืองอื่นด้วย เพราะเวลาคนจะเลือกจะมองในเชิงเปรียบเทียบ เช่น อาจจะไม่ได้ชอบพรรค ก.มาก แต่พรรค ก.มีโอกาสได้น้อย เขาก็อาจจะเลือกพรรค ก. ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับใจเขาว่าสงสาร เห็นใจอยากเชียร์พรรคไหน หรือเพราะมองว่าพรรค ก.เลวน้อยกว่า หรือเลือกที่ความเป็นปีศาจน้อยกว่าก็เลยเลือกพรรค ก. เป็นต้น
ที่สำคัญคือจะต้องไม่ลืมว่าเรื่องของความนิยมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางพรรคช่วงแรกดูเหมือนว่าคะแนนเสียงดี แต่ช่วงท้ายคะแนนดูเหมือนจะตกลง เพราะฉะนั้นความนิยมมันเปลี่ยนเรื่อยๆ อาจจะทุกสัปดาห์หรือทุกวัน ปัจจัยนี้จึงสำคัญมากว่าใกล้เลือกตั้งแล้วจะเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีบัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว ดังนั้นถ้าดูในภาพรวมแล้วชื่อคนที่ลงสมัครจะมีความสำคัญมาก ยกเว้นในพื้นที่นั้นไม่มีคน หรือไม่มีคนที่มีชื่อเสียงเลย ตัวชื่อพรรคก็จะมีความสำคัญ แต่ถ้ามีบุคคลที่มีความหนักแน่น ตัวพรรคก็จะสำคัญน้อยลง ต้องดูกันไปเป็นแต่ละพื้นที่

บทความก่อนหน้านี้เลือกนายกฯ
บทความถัดไปเตรียมเปิด ‘ถ้ำเสาหิน-ถ้ำนกนางแอ่น’ เริ่ม 2 มี.ค.-1 พ.ค.62