รายงานหน้า2 : ‘ปิยบุตร’โต้แทน‘ธนาธร’ ปมร้อนหุ้น‘วี-ลัค’

หมายเหตุนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) แถลงข่าวกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.โอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจกิจเกี่ยวกับสื่อให้กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร ที่มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ามีการโอนอุ้นหลังวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ที่ทำการพรรค อนค. เมื่อวันที่ 22 เมษายน

นับตั้งแต่มีข่าวการโอนหุ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 นายธนาธรได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2562 แล้ว และถ้าใครเรียนวิชากฎหมายการโอนหุ้นและเห็นหลักฐานต่างๆ เหล่านี้จะพบว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไร สามารถจบได้ทันที

แต่ยังมีสื่อบางสำนักยังคงเผยแพร่ข่าวอย่างต่อเนื่องและชี้นำมากเรื่อยๆ เริ่มมีการพาดหัวข่าวทำให้เรื่องนี้เป็นการทุจริต คอร์รัปชั่น และการซุกหุ้น ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ข่าวแบบนี้ต้องการลดความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมของพรรคหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคอนาคตใหม่ได้คะแนน 6.3 ล้านเสียง และนายธนาธรประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากเราใช้มาตรฐานการตรวจสอบของสื่อสำนักนี้ กับนักการเมืองที่มาจากการยึดอำนาจ นักการเมืองที่มาจากการรัฐประหารคงดีกว่านี้

เมื่อมีคนไปแจ้ง กกต. พรรคอนาคตใหม่รวมถึงนายธนาธรได้เตรียมหลักฐานเพื่อชี้แจงต่อกกต.ตามกระบวนการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจาก กกต. และเห็นว่ามีการเผยแพร่ข่าวว่าสำนักงาน กกต.อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องนี้อยู่และบางสำนักได้เขียนข่าวขอให้ กกต.มีมติให้ทันในวันที่ 9 พฤษภาคม ทำให้มีแรงกดดันไปที่ กกต.มากขึ้น

สื่อสำนักนั้นยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าว กกต.ว่าวันเดียวกันนี้จะมีการประชุมของคณะกรรมการช่วยตรวจสอบที่ กกต.ตั้งขึ้นมา และจะมีมติในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้

พรรคกังวลใจว่าการพิจารณาของ กกต. อาจขัดกฎหมายที่การพิจารณาจะต้องรับฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่การพิจารณาเพียงเอกสารคำร้องที่สื่อรายงานเพียงอย่างเดียว คงจะไม่เกิดความเป็นธรรม

นอกจากนี้ก่อนที่นายธนาธรจะเดินทางไปยุโรปได้เตรียมเอกสารและได้มอบอำนาจให้ตัวแทนทีมกฎหมายของพรรคไปยื่นเอกสารที่ กกต.และขอโอกาสเข้าไปชี้แจงแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการประสานจาก กกต.ทำให้พรรคต้องเปิดแถลงข่าวในครั้งนี้

ในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98 ห้ามไม่ให้ผู้สมัคร ส.ส.ถือครองหุ้นในกิจการสื่อมวลชน รวมถึงเมื่อเป็น ส.ส.แล้ว ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ห้ามถือครองหุ้นเฉพาะตอนที่ได้รับตำแหน่ง ส.ส.แล้ว ซึ่งผมมองว่าข้อห้ามควรมีตอนที่มีอำนาจแล้ว เพราะตอนเป็นผู้สมัครไม่มีใครทราบว่าจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่

แต่เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดก็ต้องปฏิบัติตาม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เข้าไปครอบงำสื่อ ซึ่งนายธนาธรก็เตรียมตัวในเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี และขออย่าสับสนปนเปตามสื่อบางสำนักรายงานว่าการถือครองหุ้นเป็นการเข้าไปแข่งขันกับสัมปทานของรัฐ

การโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของนายธนาธร และนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 มีเอกสาร เช็คขีดคร่อมการชำระค่าหุ้น ใบหุ้น และตราสารโอนหุ้น ที่แสดงว่ามีการโอนหุ้นจริง

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรค 2 ระบุว่าการโอนหุ้นจะมีผลสมบูรณ์ด้วยการลงลายมือชื่อ ของผู้โอน ผู้รับโอน และพยาน แสดงว่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว และในมาตรา 1129 วรรค 3 ระบุว่า หากจะให้การโอนหุ้นจะมีต่อบุคคลภายนอก จะต้องมีการจดแจ้งในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งการดำเนินการโอนหุ้นของนายธนาธร และภรรยาไปยังนางสมพร ได้มีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายเรียบร้อยแล้วนับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2562 นายธนาธรจึงไม่ได้ถือหุ้นนี้อีกต่อไป

แต่กรณีสื่อบางสำนักยังพยายามขุดคุ้ยและระบุว่า ในวันที่ 8 มกราคม นายธนาธรไม่ได้ร่วมประชุมผู้ถือหุ้นนั้น ข้อเท็จจริงคือ ในช่วงเช้านายธนาธรยังคงลงพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และเดินทางกลับมากรุงเทพฯด้วยรถตู้ในช่วงบ่าย และมีหลักฐานใบเสร็จ easy pass ในการเดินทางในช่วงเวลา 15.00 น. และนายธนาธรมีภารกิจเดินทางจากสนามบินดอนเมืองต่อไปยังนครศรีธรรมราช ในวันที่ 9 มกราคม

ดังนั้น หลักฐานทั้งหมดนี้แสดงว่า ช่วงเช้าปราศรัยและช่วงบ่ายเดินทางกลับมาร่วมประชุม ข้อเท็จจริงนี้หวังว่าสื่อคงมีใจที่เป็นธรรมและกระจ่างชัด ไม่ควรที่จะตั้งข้อสงสัยอีก

จากนั้นในวันที่ 14 มกราคม 2562 นางสมพร ได้โอนหุ้นให้กับนายทวี และนายปิติ (นายเอและนายบี) ซึ่งเป็นหลานชายของนางสมพร เพื่อต้องการให้เข้ามาดูแลกิจการและติดตามหนี้สินจากลูกหนี้ค้างชำระ ตามที่ฝ่ายบัญชีของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด แนะนำว่า หนี้ค้างชำระน่าจะมีการติดตามทวงคืนได้ ยังไม่ให้ปิดบริษัท ทำให้ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2562 บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด กลับมามีผู้ถือหุ้น 10 คน

ต่อมาในวันที่ 18 มกราคม 2562 น.ส.รวิพรรณได้ลงนามลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และให้มีผลในวันที่ 19 มกราคม 2562 ซึ่งมีการประชุมผู้ถือหุ้นโดยมีวาระ เรื่องแจ้งการลาออกของนายทวีและนายปิติ แจ้งการถือครองหุ้น และมีมติเลิกกิจการบริษัท เนื่องจากฝ่ายบัญชีพบว่าหนี้ที่มีอยู่เป็นหนี้เอ็นพีแอล หรือหนี้เสียกว่า 11 ล้านบาท จึงตัดสินใจมีมติปิดบริษัท

จากนั้นในวันที่ 21 มกราคม 2562 นายทวีและนายปิติ รวมถึงผู้ถือหุ้นอีก 3 คน ได้โอนหุ้นคืนให้กับนางสมพรให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารบริษัท ทำให้เหลือหุ้นเพียง 5 คน

จากนั้นวันที่ 21 มีนาคม 2562 ทางบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด นำเอกสารไปยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตามมาตรา 139 วรรค 2 ที่กำหนดให้ยื่นสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นปีละ 1 ครั้ง ภายหลังจากการประชุมสามัญในวันที่ 19 มีนาคม 2562

เรื่องนี้ควรจบตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ไม่เกี่ยวอะไรกับนายธนาธรอีกแล้ว หุ้นไม่อยู่ในมือนายธนาธรอีกแล้ว แต่ในเมื่อยังสืบสาวราวเรื่อง พรรคก็ต้องชี้แจง และในการตามสืบเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเอกชนไม่ได้ แต่ในเมื่ออยากจะตรวจสอบก็เอาไปดูกัน พยานหลักฐานก็ชัดเจนทั้งหมด

มีข้อสงสัยของสื่อบางสำนักและผู้สนใจว่า โอนหุ้นเสร็จในวันที่ 8 มกราคม 2562 แต่ไปยื่นวันที่ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งสมัคร ส.ส.ไปแล้ว ขอบอกว่า การโอนหุ้นมีผลทางกฎหมายไปหมดแล้ว เป็นเพียงขั้นตอนการแจ้ง ไม่เกี่ยวกับการถือหุ้นของนายธนาธรเลย

ประเด็นปัญหาเรื่องนี้ไม่ควรจะบานปลาย ขนาดนี้ หากสื่อมวลชนบางสำนักเปิดใจให้กว้าง ดูหลักฐานเอกสารให้ครบถ้วน มีการสืบสาวจนมีการร้องเรียน กกต. เพื่อไม่ให้นายธนาธรเป็น ส.ส. ไม่ได้เข้าสภา เราจึงรวบรวมหลักฐานเพื่อชี้แจง

แต่จนถึงวันนี้เรายังไม่ได้ชี้แจงเลย ซึ่ง กกต.และคณะกรรมการช่วยตรวจสอบของ กกต.จะชี้มูลหรือลงมติ จำเป็นต้องฟังความทุกฝ่าย การตัดสินจะไม่มีความยุติธรรมเลย ถ้าเอาคำร้องของฝ่ายร้องมาพิจารณาฝ่ายเดียว ถ้าแบบนี้ต่อไป ผมเหม็นขี้หน้าใคร ไม่ชอบใคร ก็ส่งคนนักร้องเรียนไปร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดูเฉพาะใบที่ร้องเรียนแล้วจบ โดยไม่เรียกอีกฝ่ายไปเลย อย่างนี้ไม่เรียกยุติธรรมแน่นอน

ผมเรียนว่า ถ้าสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข่าวนี้ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้คุณจะรู้สึกเหมือนกันว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ความยุติธรรมเป็นเรื่องภาววิสัย วิธีการที่จะรู้ก็ให้ลองจำลองตัวเองอยู่ในสถานการณ์นั้น แล้วลองตัดสิน สื่อที่กล่าวหาอยู่ข้างเดียว ก็ขอพิจารณาด้วยว่าเป็นธรรมหรือไม่

เราทราบดีพรรคก่อตั้งมายึดในนโยบาย สิทธิ เสรีภาพ และการแสดงออก โดยเฉพาะเสรีภาพของสื่อมวลชนคือหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และพร้อมให้สื่อมวลชนตรวจสอบในฐานะบุคคลสาธารณะ แต่สื่อมวลชนมีภารกิจสำคัญในการแสวงหาข้อเท็จจริงก่อนนำมาเผยแพร่ แต่จะต้องไม่พยายามเอาข้อเท็จ มาทำให้คนเชื่อว่าเป็นความจริง ตั้งแต่เราตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา เราถูกกล่าวหา โจมตีมาโดยตลอดจนถึงวันนี้

พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคตั้งขึ้นมาด้วยความปรารถนาดีกับชาติ บ้านเมือง เราจึงรวมตัวกันเพื่อหวังจะออกจากความขัดแย้งแบบเดิม เดินหน้าไปสู่อนาคตแบบใหม่ เราไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร หากจะขัดแย้งเป็นพิเศษ ก็เป็นกับอำนาจเผด็จการเท่านั้น

ถ้าบ้านเมืองต้องการเป็นประชาธิปไตยเราจำเป็นต้องขัดแย้งเผด็จการ เราไม่ได้ต้องการล้มโน่น ล้างนั่นใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทุกอย่างเราทำเพราะความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง คนวัยหนุ่มสาว เขาฝันที่จะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ คนวัยกลางคน ฝันว่าลูกหลานจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ และคนวัยกลางคนก็หวังที่จะมอบสังคมที่ดีแก่ลูกหลานของเขาต่อไป

ขอความร่วมมือสื่อมวลชนบางสำนัก อย่าวาดภาพ จนทำให้นายธนาธรหรือตัวผม หรือตัวพรรคอนาคตใหม่ กลายเป็นปีศาจร้ายของการเมืองไทย วิธีแบบนี้ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทางออกทางการเมืองได้ เราทำแบบนี้กันมาหลายครั้ง อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ โดนนักการเมืองบางคนบางกลุ่มวาดภาพเป็นปีศาจร้าย ขอความกรุณาอย่าทำแบบนี้ เพราะมันไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ

บทความก่อนหน้านี้สถานีคิดเลขที่ 12 เจตนาของ‘งูเห่า’ โดยนฤตย์ เสกธีระ
บทความถัดไปจอดป้ายประชาชื่น : ภัยแล้งกับความหวัง