บทบาทประธานสภา กับภารกิจการเมือง‘ปริ่มน้ำ’

หมายเหตุ – ภายหลังรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 24 พฤษภาคม จะมีการประชุมวุฒิสภาเพื่อเลือกประธาน และรองประธานวุฒิสภา จากนั้นวันที่ 25 พฤษภาคม จึงมีการประชุม สภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานและรองประธานสภาฯ จากนี้เป็นความเห็นต่อบทบาทหน้าที่ ความสำคัญในทางการเมือง
ของประธานและรองประธานของทั้งสองสภา


ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นคนที่มีบทบาทมากในรัฐสภาและการเมืองไทย เพราะเป็นคนคุมเกมการเมืองในสภาทั้งหมด ว่าเรื่องอะไรจะเข้าพิจารณาก่อนหรือหลัง จะเรื่องอะไรเข้าหรือไม่เอาอะไรเข้าพิจารณาในที่ประชุม รวมถึงจะให้ใครอภิปรายได้มากน้อยแค่ไหน เท่ากับเป็นผู้วางกติกาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถือว่ามีอิทธิพลในทางการเมืองสูงมาก การที่จะนำบางเรื่องเข้าหรือไม่เข้าสภาเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะหากต่อมาต้องมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่างๆ ที่สำคัญ การเป็นคนวางกติกาก็ยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่ นี่ยังไม่รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ถามว่าขั้วไหนมีสิทธิคว้าตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไปครอง ก็ต้องดูว่าใครได้เกิน 250 เสียง กรณีขั้วพลังประชารัฐนั้น ถ้าภูมิใจไทยกับประชาธิปัตย์อยู่ด้วย อาจจะเกิน 250 เสียง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูด้วยว่าทั้ง 2 พรรคดังกล่าวจะต่อรองเอาตำแหน่งประธานสภามาอยู่กับฝั่งตัวเองหรือไม่ หากพลังประชารัฐเอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไป

อย่างไรก็ตาม คิดว่าพรรคที่ได้นายกฯอาจจะต้องการตำแหน่งประธานสภาด้วย เพราะเกี่ยวข้องกันและจะต้องตัดสินใจหรือเดินไปในทางเดียวกัน


ผศ.ดร.ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.นเรศวร

ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ควบคุมการประชุมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยหลักเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งมีบทบาทสำคัญค่อนข้างมาก เพราะเป็นผู้จัดสรรเวลาให้ ส.ส. ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาลมีเวลานานเท่าไรในการอภิปราย ซึ่งเป็นเรื่องของวิปฝ่ายค้านและรัฐบาลจะตกลงกันก่อน แล้วไปแจ้งกับประธานสภาให้เป็นผู้จัดสรรเวลา พูดง่ายๆ คือทำหน้าที่เป็นกรรมการควบคุมกติกาในการใช้อำนาจหน้าที่ของ ส.ส. ทั้งนี้จะเห็นบทบาทของของประธานสภาเด่นชัด เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือเวลาผ่านร่างกฎหมายฉบับสำคัญ

ส่วนประธานวุฒิสภามีบทบาทหน้าที่ไม่ต่างกัน แต่ด้วยอำนาจหน้าที่ของวุฒิสมาชิกไม่เหมือนกับ ส.ส. เนื่องจาก ส.ว.ทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย จึงไม่ค่อยมีประเด็นในการโต้แย้ง คัดค้าน ทำให้ความรุนแรงไม่เท่ากับการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร

โดยหลักไม่มีคำว่าขั้วไหนควรเป็นประธานสภา เนื่องจากเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เกิดขึ้นจากการเสนอชื่อของพรรคการเมืองต่างๆ ที่มี ส.ส. และโหวตโดย ส.ส.ด้วยกัน ถ้าพูดในทางปฏิบัติ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการล็อบบี้หรือการขอคะแนนเสียงเกิดขึ้น ส่วนมากพรรคฝ่ายรัฐบาลมักจะชนะการโหวต เพราะถ้าประธานสภามาจากพรรคขั้วตรงข้ามหรือฝ่ายค้าน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญก็อาจล่มได้ เพราะประธานสภายังอยู่ในสถานะ ส.ส.ของพรรคการเมืองที่เสนอชื่อมา ฉะนั้น หากมาจากฝ่ายค้านจริงๆ ก็แพคกระเป๋ากลับบ้านได้เลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเสียงยิ่งน้อย ยิ่งปริ่มน้ำเท่าไร ตัวประธานสภายิ่งสำคัญมากเท่านั้น เพราะเป็นผู้ควบคุมกติกาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ควบคุมว่าประเด็นดังกล่าวอยู่ในประเด็นอภิปรายหรือไม่ และจะใช้อำนาจให้คนไหนหยุดการอภิปราย หมดเวลาอภิปรายแล้ว หรือเชิญออกไปนอกห้องประชุมได้

ดาวสภาเมื่อก่อนคือนายสมัคร สุนทรเวช และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เห็นข้อมูลก็บอกได้แล้วว่า เรื่องเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในประเด็น ประท้วงกันไปมา พร้อมกับเชิญออกนอกประชุม สิ่งนี้หมายความว่าพรรคฝ่ายค้านไม่มีผู้อภิปรายแล้ว

ดังนั้น บทบาทสำคัญของประธานสภาผู้แทนฯคือเป็นผู้จำกัดบทบาทของ ส.ส.ว่าจะให้ใครอภิปรายได้บ้าง


โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

ทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภามีหน้าที่คล้ายคลึงกันในการประชุมสภา เพียงแต่ประธานวุฒิสภาก็ทำในส่วนวุฒิสภา ซึ่งเป็นการควบคุมดูแลการประชุมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่คิดว่าครั้งนี้การประชุมน่าจะเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าทุกครั้ง เพราะที่มาของ ส.ว.มาจากการคัดสรรของ คสช. ทำให้คิดว่าทิศทางการประชุมน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ประธานที่ประชุมทำหน้าที่เพียงแค่ควบคุม กำหนดวาระ กำหนดการอภิปรายให้เป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งมีความแตกต่างจาก ส.ว.ที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2540 และปี 2550 โดยประธานวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ 2540 ทำหน้าที่อย่างมีชั้นเชิงทางการเมืองสูง เนื่องจาก ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่ได้มีความเป็นเอกภาพเหมือนกับชุดปัจจุบัน

เช่นเดียวกับประธานวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ 2550 พบว่ามีลักษณะเก๋าเกมการเมืองสูง เพราะ ส.ว.มาจาก 2 ส่วน คือการสรรหาและการเลือกตั้ง ซึ่งการสรรหาบุคคลกลุ่มนี้รู้จักกันในนาม 40 ส.ว. ที่พยายามจะต่อสู้ช่วงชิงทางการเมืองกับกลุ่มสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ครั้งนี้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมดของ คสช. คิดว่าการประชุมจะมีความเป็นเอกภาพมากกว่า ความขัดแย้งในสภาก็น่าจะน้อย ประธานวุฒิสภาสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า

การที่ประธานสภามีอิทธิพลสูงมากในเชิงการเมือง เนื่องจากมีหน้าที่ควบคุมการประชุม กำหนดวาระต่างๆ ซึ่งมีผลต่อรัฐบาล คือหากการอภิปรายในสภาเกิดเสียงแตก หากประธานสภาอิงกับรัฐบาลก็จะมีเทคนิคต่างๆ เช่น การนับองค์ประชุม โดยช่วงจังหวะการนับตรงนี้สามารถทำให้ประธานวิปรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต่อรอง หรือยื้อเวลาออกไปได้ รวมทั้งหากพบว่าฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาลอย่างหนักก็จะพยายามอ้างมาตราต่างๆ เพื่อให้ยุติการอภิปราย ทั้งนี้ การเรียกนับองค์ประชุมเช่นนี้มีผลทันทีต่อการตัดสินใจทางการเมืองในห้วงเวลานั้น ซึ่งเทคนิคเหล่านี้มีความสัมพันธ์ต่อการบริหารของรัฐบาลมาก อาจมีการพลิกสถานการณ์ได้

พูดง่ายๆ คือประธานสภามีหน้าที่จัดการการเมืองในสภาที่มีความขัดแย้งสูงมาก ทั้งยังประสานงานกับวิปฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้เกิดการต่อรอง ให้เป็นไปตามความคาดหวังของรัฐบาล จึงไม่แปลกที่ฝั่งรัฐบาลจำเป็นต้องได้ประธานรัฐสภาเป็นของตัวเอง ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าขั้วไหนจะได้ตำแหน่ง แต่ถ้าใครได้ก็จะสะท้อนว่าฝั่งนั้นเองที่จะได้เป็นรัฐบาล และตำแหน่งนี้เองที่พรรคพลังประชารัฐอยากจะได้ เนื่องจากมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล หากเป็นพรรคอื่นที่ได้ตำแหน่งประธานสภา ก็อาจเกิดจากเงื่อนไขอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ก็อยากได้ เพื่อให้เห็นว่าตัวเองยังมีบารมีทางการเมืองอยู่ แม้จะได้เพียง 50 กว่าที่นั่งก็ตาม ด้านหนึ่งก็จะเป็นตัวชี้วัดว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เก้าอี้ไป ก็มีโอกาสโดนทาบทามเข้าสู่พรรคร่วมรัฐบาลสูง

สรุปคือ ถ้าประธานรัฐสภาเป็นฝ่ายค้าน ก็คงพยายามทำให้การทำงานหรือข้อเสนอของทางรัฐบาล รวมทั้งการอภิปรายในญัตติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเกิดติดขัด จนทำงานไม่ได้


สามารถ แก้วมีชัย
อดีตรองประธานสภา คนที่ 2
คณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ
พรรคเพื่อไทย (พท.)

ตําแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะต้องไปทำหน้าที่ประธานรัฐสภาด้วย ซึ่งผมมองว่ามีความสำคัญต่อรัฐบาลปริ่มน้ำหลายประการ เช่น การพิจารณาบรรจุระเบียบวาระต่างๆก็เป็นอำนาจของประธานสภาผู้แทนฯ การกำกับดูแลการประชุมก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะต้องมีการตั้งกระทู้ถาม มีการเสนอญัตติ ถ้าไม่ได้รับควบคุมให้ดีจะทำให้สภามีปัญหาและส่งผลต่อฝ่ายบริหารได้โดยง่าย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเขียนต่างจากฉบับที่ผ่านมา คือที่ผ่านมาระบุว่าสมัยประชุมมีอยู่สองสมัย สมัยละไม่น้อยกว่า 120 วัน แบ่งเป็นสมัยสามัญทั่วไป และสมัยสามัญนิติบัญญัติ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนแยกไว้ แปลว่าสามารถเสนอญัตติได้ตลอด อย่างนั้นเปิดประชุมสภามาก็จะมีการเสนอญัตติไม่ไว้วางใจ เปิดมาอีกก็เสนอได้อีก การจะบริหารงานให้เดินหน้าต่อไปได้ก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาว่าจะทำอย่างไร

กรณีที่สำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำคือหากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 270 มีหมวดของการปฏิรูปประเทศที่เขียนกว้างทุกเรื่อง ซึ่งมาตรานี้ระบุไว้ว่ากฎหมายใดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปให้นำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แปลว่าให้สองสภามาพิจารณา แต่หากรัฐบาลเป็นเสียงปริ่มน้ำหากมีการเสนอพ.ร.บ.เข้าสภา แล้วมีการตีความให้เข้ากับเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปซึ่งผมคิดว่าสามารถตีความให้เข้าได้หมดให้ ส.ส. เพียง 1 ใน 5 ร้องต่อประธานสภา ถ้าเสียงข้างมากเป็นฝ่ายรัฐบาลก็อาจจะไม่มีปัญหา แต่หากเป็นเสียงข้างน้อยอาจจะทำให้เกิดการถูลู่ถูกัง เป็นต้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon