รายงานหน้า2 : วิพากษ์สืบทอดกฎเข้ม คง‘เรียกปรับทัศนคติ’

หมายเหตุ ความเห็นจากนักการเมืองและนักวิชาการกรณีที่รัฐบาลแปลงคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 เป็นอำนาจของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เรียกคนมาปรับทัศนคติได้ ขณะที่ พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน.ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว

 

ชํานาญ จันทร์เรือง
ส.ส.และรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)

การแปลงมาตรา 44 มาเป็น พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน ต้องตีความ เช่น การเรียกปรับทัศนคติ หากเขาไม่ไป จะเป็นการขัดคำสั่งเจ้าพนักงานหรือไม่ จริงอยู่ที่บอกว่าควบคุมตัวไม่ได้ แต่มีสิทธิเรียก การมีสิทธิเรียกถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือไม่ อาจเป็นการตีความขยายเพื่อขู่เสียมากกว่า ส่วนตัวคิดว่าทำไม่ได้ ถ้าทำอาจมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
มาตรา 44 เป็นอำนาจครอบจักรวาล ขาดการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายตุลาการ แต่ของ กอ.รมน.ยังมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดอยู่ ถ้าขัดรัฐธรรมนูญทำไม่ได้แน่ คงเป็นน้องๆ มาตรา 44 แน่นอน แต่คงออกมากระโตกกระตากแบบสมัยก่อนไม่ได้ อานุภาพคงจะน้อยลง แต่มีการละเมิดสิทธิแน่นอน
พูดง่ายๆ ว่า กอ.รมน.ตอนนี้ มีสภาพกลับไปอยู่ยิ่งกว่าตอนยุคผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เสียอีก ตอนนี้อำนาจ กอ.รมน. จากเดิมที่ครอบคลุมบางจังหวัด กลับกลายเป็นครอบคลุมทุกจังหวัด สมัยก่อนแม่ทัพภาคเป็น กอ.รมน.ภาคก็จริง แต่จะดูแลแค่ความมั่นคงเท่านั้น จะไม่มาดูการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ทั้งๆ ที่มีหน่วยงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนอยู่แล้วแบบสมัยนี้ ตอนนี้มีอำนาจทำครอบจักรวาล การตรวจสอบก็ตรวจสอบยาก
คงมีการซ่อนกลอยู่แล้วในการอ้างความมั่นคงเป็นหลัก บางที กอ.รมน.เองก็ขยายอำนาจไปถึงการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน การมอบอำนาจให้แม่ทัพภาคซึ่งเป็นฝ่ายทหารมีอำนาจมากกว่าฝ่ายพลเรือน มีอำนาจเหนืออัยการ มีอำนาจเหนือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจเหนือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เหมือนเป็นรัฐซ่อนรัฐ รัฐทหารเหนือรัฐพลเรือน
คิดว่าการเพิ่มอำนาจ กอ.รมน. มีความน่ารังเกียจมากกว่าความน่ากลัว แน่นอนมีความน่ากลัวทั้งคนในเครื่องแบบมาคุกคาม มาข่มขู่ มาเดินอยู่หน้าบ้าน แต่ว่าความน่ารังเกียจ เพราะเราเป็นอยู่ด้วยความเป็นนิติรัฐไม่ได้ ตราบใดที่ยังถูกคุกคามจากตัวเจ้าหน้าที่รัฐเองโดยอ้าง
ความมั่นคง
ถ้าจะแก้จุดนี้ต้องผลักดันแก้กฎหมาย กอ.รมน. ที่ออกโดยคำสั่ง คสช. ฐานะเท่า พ.ร.บ. เราก็ออก พ.ร.บ. มาลบล้างแก้ไข มติมหาชนจะมาช่วยผลักดันเยอะ แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังสนับสนุนนายกฯคนเดิมอยู่ แต่ว่าเสียงมันก็ปริ่มน้ำ มันก็ไม่แน่ จะไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่งลูกหลานเราหรือแม้แต่ตัวเราเองจะถูกภัยของกฎหมาย กอ.รมน. มาคุกคาม
ถามว่ากฎหมาย กอ.รมน. ทำให้ลำบากหรือไม่ ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรค ตอบว่าคงไม่สะดวกเท่าประเทศเสรีทั้งหลาย แต่ในฐานะ ส.ส. ไม่กลัว และคิดว่ามีหูตาประชาชนอยู่ข้างเรา ที่น่าเป็นห่วงคือนักกิจกรรมที่ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ไม่มีสภาคุ้มครอง ไม่มีพรรคการเมือง หรือประชาชนคุ้มครองจะถูกคุกคามตลอดเวลา หรือถูกทำร้าย

 

พิชัย นริพทะพันธุ์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

ประเทศไทยได้กลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว แต่คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้อำนาจในการเรียกปรับทัศนคตินั้นยังอยู่ สวนทางกับระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ประเทศไทยนั้นมีกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ถ้าใครทำผิดก็ฟ้องร้องกันไป ไม่ใช่จะเรียกกันมาปรับทัศนคติ เพราะในโลกประชาธิปไตยไม่มีใครเขาทำแบบนี้ ยกเว้นจะเป็นระบบเผด็จการ
ผมขอคัดค้านเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และขอให้ฝ่ายค้านนำเรื่องนี้เข้าสู่สภา และออกกฎหมาย เพื่อล้มล้างเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นคำสั่งของเผด็จการอย่างชัดเจน ไม่มีประเทศไหนในโลกเขาทำ
ส่วนที่อ้างว่าเพื่อความสงบเรียบร้อยนั้น ผมว่าไม่เกี่ยว เพราะรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศมา 5 ปีแล้วหากคิดว่าประชาชนเห็นดีเห็นงามด้วย ก็ไม่ต้องกังวล แต่การคงอำนาจไว้ เสมือนการเขียนเสือให้วัวกลัว ป้องกันไม่ให้คนวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดอะไรที่ขัดหูรัฐบาล มันควรหมดไปตั้งนานแล้ว
ผมโดนเรียกปรับทัศนคติมากที่สุด ต้องยอมรับว่ารู้สึกกลัว ทั้งที่เพียงวิพากษ์วิจารณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น โดยมีการอ้างอิงตัวเลขที่ตรงกับความเป็นจริง ยืนอยู่บนหลักวิชาการ แต่เมื่อถูกเรียกกลับก็ทำให้เรากดดัน เหมือนเกรงกลัว และหลอนอยู่เหมือนกัน เพราะเหมือนกับการทำร้ายกันทางจิตใจ เพราะเราคิดว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับถูกเรียกอย่างไม่ยุติธรรม
ไม่มีใครในโลกนี้ ที่จะถูกเรียกปรับทัศนคติเพราะไปวิจารณ์เศรษฐกิจ ผมโดนทั้งหมด 8 ครั้ง ถูกเรียกดำเนินคดี 4 ครั้ง รวม 12 ครั้ง ประเด็นนี้จะทำให้รัฐบาลถูกกดดันต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มันเหมือนการข่มขู่

 

โคทม อารียา
ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล

นี่เป็นการสืบทอดอำนาจต่อๆ ไปอีก อำนาจการเป็นรัฐบาลยังไม่พอ ยังต้องอาศัยอำนาจของทหารเข้ามาควบคุม การปรับทัศนคตินั้นถามว่าบุคคลที่จะไปปรับทัศนคติของผู้อื่นมีทัศนคติที่ดีแล้วหรือ (หัวเราะ) มีแต่ระบบอำนาจนิยมที่จะไปปรับทัศนคติคนนั้นคนนี้
การที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ อ้างว่า กอ.รมน.ไม่ใช่ทหาร ถามว่าอ้างขึ้นมาได้อย่างไร บอกว่าไปสังกัดสำนักนายกฯ จริงๆ แล้วก็ทหารทั้งนั้น เพราะฉะนั้นทหารก็ยังอยากมีอำนาจต่อ ไม่ยอมเข้ากรมกอง และยังอยากแทรกแซงเรื่องที่ควรเป็นเรื่องของตำรวจ รวมถึงเรื่องที่ควรเป็นเรื่องการเมืองทั่วๆ ไป เรื่องที่ควรมีสิทธิเสรีภาพ
ที่นายวิษณุบอกว่า ทำเช่นนี้ดีกว่าการออกกฎอัยการศึกนั้น ใช่เลย ดีกว่าแน่ เพราะฉะนั้นต้องแก้กฎหมายกฎอัยการศึก อย่าให้ทหารประกาศกฎอัยการศึกได้โดยลำพัง
ขณะนี้การสื่อสารทั่วถึงกันหมดแล้ว ต่างจากสมัยก่อนที่การสื่อสารไปตามชายแดนลำบาก พอเกิดเหตุฉุกเฉินมีใครบุกเข้ามาก็ใช้กฎอัยการศึกได้เลย ปัจจุบันประเทศอื่นเลิกให้ทหารประกาศกฎอัยการศึกโดยลำพังแล้ว ดีที่นายวิษณุชี้มา เพราะฉะนั้นก็อย่าให้ทหารประกาศกฎอัยการศึกโดยพลการ ต้องแก้ให้ถูกจุด
ส่วนแนวโน้มสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยในรัฐบาลประยุทธ์ 2 ก็คงดีขึ้นบ้าง แต่สื่อมวลชนบางส่วนอาจจะยังเกรงใจอยู่ เพราะดีไม่ดี อาจถูกขู่ว่าเดี๋ยวออกกฎอัยการศึก สื่อต้องอยู่ในโอวาทนะ อย่าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมากนัก เสนอข่าวแบบนี้ได้อย่างไร วิจารณ์รัฐบาลมากไปหน่อยนะ
มีหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ซึ่งส่งผลให้รัฐธรรมนูญเป็นหมันบางส่วน โดยเฉพาะส่วนที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญบอกมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่กลับเรียกไปปรับทัศนคติได้ เพราะแสดงออกไม่ถูกต้อง
ถามว่าในช่วงราว 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังที่พักของอาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักกิจกรรม และสื่อมวลชนอาวุโส ส่วนตัวมองว่าเป็นการทำตามความเคยชิน แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาแล้ว ยังชินอยู่กับรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 พอถึงเวลาหมด คสช. แต่สุดท้ายก็ยังอาลัยอาวรณ์อำนาจเดิม

 

พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง
โฆษก กอ.รมน.

ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า คสช.โอนอำนาจให้ กอ.รมน.สามารถเชิญบุคคลเข้ามาพูดคุยเพื่อปรับทัศนคติได้ว่า ยืนยันว่า คสช.ไม่ได้โอนอำนาจดังกล่าวให้ กอ.รมน.สามารถเรียกบุคคลมาพูดคุย เพราะในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้
แต่กฎหมายที่ คสช.ใช้อยู่คือ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในการดูแลความเรียบร้อย เมื่อมีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงเกิดขึ้นก็จะประกาศเป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
เมื่อมีการประกาศแล้วก็จะต้องมีการใช้กำลังตามมาตรา 16 โดย กอ.รมน.เลือกว่าจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงสอดคล้องกับหน่วยงานที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบคือทหารหรือตำรวจ โดยผู้ที่จะตัดสินใจเลือกใช้กำลังจะต้องเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่ถูกแต่งตั้งจากนายกฯ
กอ.รมน.ไม่สามารถเรียกตัวบุคคลมากักขังหรือพูดคุยได้ เพราะปัจจุบัน กอ.รมน. ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และเมื่อมีสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความไม่มั่นคงในพื้นที่จึงจะเข้าไปดูแลได้ เพื่อแก้ไขปัญหา โดยทำหน้าที่บูรณาการและประสานงานร่วมกันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา เมื่อ คสช.ยุติบทบาท กอ.รมน.ก็เข้ามาโดยไม่ได้มีการโอนอำนาจแต่อย่างใด
ส่วนที่มีการเชิญตัวอยู่ในมาตราที่ 13/1 ในข้อที่ 7 ใน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มีอยู่ก่อนแล้ว โดยคณะกรรมการระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผอ.กอ.รมน.จังหวัด และจะมีเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเป็นคณะกรรมการด้วย เช่น กรณีมีโครงการจัดทำฝายระบายน้ำที่เสนอผ่านจังหวัดเข้ามา ทางคณะกรรมการชุดนี้ก็จะมาช่วยพิจารณา หากมีจุดไหนที่ไม่เรียบร้อยหรือต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล แต่ไม่ใช่การเรียกตัว ต้องใช้คำให้ถูกต้อง
ขอยืนยันว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงฯไม่ได้เชิญตัวบุคคลที่สอบปากคำหรือกักขัง มันเป็นกฎหมายคนละอย่างกับ คสช. และ กอ.รมน.ก็เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกฯ ไม่ใช่กองทัพ กฎหมายตัวนี้ กอ.รมน.จะพยายามใช้ที่ไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน
โดยเน้นใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุด ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน
ขอยืนยันว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้มีอำนาจเรียกบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองเข้ามาพูดคุย รวมถึงการเคลื่อนไหวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ขณะนี้ เดินสายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับต่างประเทศด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เรียงคนมาเป็นข่าว : 17 กรกฎาคม : พลุน้ำแข็ง
บทความถัดไป‘บิ๊กแดง’ เผยงดพูดการเมือง ยันไม่ยุ่งอภิปรายนายกฯ อย่าลากไปเกี่ยวข้อง