บทนำ วันพุธที่2ตุลาคม2562 : บทเรียน 13 ศพ

เหตุเศร้าสลด เมื่อรถกระบะอีซูซุประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำบริเวณถนนกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ทำให้กลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ที่มาฝึกงานบริษัทอู่ซ่อมรถ เสียชีวิต 13 ราย ก่อนเกิดเหตุทางบริษัทที่ผู้เสียชีวิตฝึกงานได้จัดเลี้ยงส่ง กระทั่งเวลาประมาณ 00.15 น.จึงเดินทางกลับ โดยนั่งอยู่ในห้องโดยสาร 4 คน และนั่งกระบะหลัง 14 คน ถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ได้ขับแซงรถแท็กซี่ไปทางด้านขวามือ ในช่องทางเดินรถที่ 4 และเปลี่ยนกลับมาช่องทางเดินรถที่ 3 เป็นเหตุให้เสียหลักไปเฉี่ยวชนกับเสาไฟฟ้าและเสาไฟส่องสว่าง ตู้โทรศัพท์ คนที่นั่งท้ายกระบะกระเด็นออกนอกรถจนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ดังกล่าว

นับเป็นการสูญเสียบุคลากรที่จะเติบโตไปเป็นกำลังของสังคม ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ แต่ละคนมีอนาคตที่ดีรออยู่ ต่างเป็นความหวังของครอบครัว หลังจากส่งให้เรียนหนังสือจนใกล้จบการศึกษาและรอประกอบอาชีพ ถือเป็นความสูญเสียและความเจ็บปวดที่ยากแก่การเยียวยา ดังนั้น จึงไม่ควรปล่อยให้กรณีอย่างนี้ผ่านเลยแล้วหลงลืมกันไป แต่ควรใช้ความสูญเสียในครั้งนี้มาสร้างมาตรการเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และป้องกันมิให้เกิดเหตุทำนองเดียวกันขึ้นมาอีกในอนาคต โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การโดยสารในกระบะหลังของรถยนต์กระบะ และเรื่องสภาพความพร้อมของผู้ขับขี่รถยนต์

กรณีนี้มีข้อเสนอที่น่าสนใจจาก นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ประธานคณะกรรมการมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวว่า การโดยสารในกระบะหลังยังยากที่จะห้ามเด็ดขาด แต่อาจจะหามาตรการมาป้องกันให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ด้วยการห้ามนั่งข้างหลังกระบะมากเกินระดับที่เกิดอันตรายต่อการควบคุมรถ ซึ่งเคยมีมาตรการช่วงวันหยุดยาว คือให้โดยสารได้ไม่เกิน 6 คน ถ้าเพิ่มมาตรการจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชั่วโมง อย่างเคร่งครัด ในกรณีมีผู้โดยสารอยู่ข้างหลังด้วยจะปลอดภัยมากขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบฝ่ายรัฐประกาศใช้มาตรการนี้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และเรียกร้องให้ประชาชนร่วมปฏิบัติตามเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

บทความก่อนหน้านี้คอฟฟี่เบรก : เอ็นเก่ง
บทความถัดไปบิ๊กตู่ เหน็บพวกชวนแต่เลิกกฎหมาย แนะหันดูประเทศเจริญแล้ว มีแต่เคารพกฎหมาย