มุมมอง ‘นักวิชาการ’ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการภายหลังพรรคอนาคตใหม่นำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรับราชการทหาร แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การรับราชการทหารเดิม อาทิ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร โดยระบุว่าเป็นการปฏิรูปกองทัพ

ย้อนอ่าน : อนค.เอาจริง แก้พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร ยกระดับกองทัพใช้วิธีสมัครใจ ห้ามนำพลทหาร ไปรับใช้


ดิเรก จอมทอง
นักวิชาการประจำสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น จ.ประจวบคีรีขันธ์

เห็นด้วยและสนับสนุนแนวทางของ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เพื่อให้ผู้ที่เข้าไปฝึกเป็นทหารเกณฑ์ ควรมีความพร้อมจากความสมัครใจ เหมือนความตั้งใจจะไปสมัครสอบ เพื่อไปเรียนในโรงเรียนนายสิบ หรือโรงเรียนพลตำรวจ เพราะต้องการมีความมั่นคงในฐานะทหารอาชีพที่มีค่าตอบแทน มีสวัสดิการที่ดี มีการปลูกฝังจิตสำนึกความรักชาติ ปกป้องสถาบันและรักษาระบอบประชาธิปไตย สำหรับการเกณฑ์โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงที่มีภัยสงครามเพื่อนำไปฝึกตามระยะเวลาที่กำหนดก็เหมาะสม เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าโอกาสที่จะเกิดสงครามมีการสู้รบใช้กองกำลังแบบเก่าคงยากมาก เพราะด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้การสู้รบมีผลแพ้ชนะคงใช้เวลาไม่นานเหมือนในอดีต

ขณะที่การเกณฑ์ทหารแบบเก่า กองทัพต้องยอมรับว่าปัญหาค่อนข้างมาก เนื่องจากที่ผ่านมามีบางครอบครัวที่มีฐานะยากจนต้องประสบปัญหาในการรายได้ หรือการประกอบอาชีพ หากบุตรหลานต้องไปทำหน้าที่ทหารเกณฑ์ 2 ปี จากการจับสลากเสี่ยงดวง ผู้ครบอายุเกณฑ์บางรายต้องขอผ่อนผัน เพราะอยู่ในช่วงของการศึกษา บางรายไม่มีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ และที่ผ่านมากองทัพไทยยังไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่จะไปเกณฑ์ทหาร อย่างน้อยให้เลิกหวาดกลัวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการใช้หลักสูตรการฝึกระเบียบวินัย ที่นำมาจากต่างประเทศเพื่อฝึกในภาคทฤษฎี แต่ปัญหาเกิดจากอารมณ์ความรู้สึกของครูฝึกบางรายที่มีอคติ ชอบใช้ความรุนแรงบีบบังคับ

ต้องยอมรับว่าการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงกับทหารเกณฑ์ ยังไม่ได้รับการแก้ไข และยังมีอีกหลายกรณีที่ไม่ได้นำมาเปิดเผยให้สังคมภายนอกรับรู้ รวมทั้งการนำทหารเกณฑ์ไปทำภารกิจบางอย่างที่ไม่ใช่หน้าที่ การหาผลประโยชน์แอบแฝงจากทหารเกณฑ์บางรายที่ไม่ต้องการฝึกในค่ายทหาร ดังนั้น หากกองทัพไทยต้องการได้ทหารเกณฑ์ที่มีคุณภาพดี มีสำนึกในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ควรเริ่มต้นจากผู้ที่มีความสมัครใจเป็นหลัก และควรทำโพล หรือสำรวจความเห็นของกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าไปทำหน้าที่ว่าต้องการให้กองทัพปรับปรุงในเรื่องใด เพื่อให้การเกณฑ์ทหารเป็นที่ยอมรับเป็นทหารอาชีพ ไม่ได้นำไปฝึกเพื่อนำไปเป็นคนรับใช้นายทหาร หรือนำไปใช้งานอื่นผิดวัตถุประสงค์

 

ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

การที่พรรคอนาคตใหม่นำเสนอข้อดีคือทำให้เรื่องที่เราพูดๆ กันแต่ไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจังเกิดการเริ่มต้นพัฒนาก้าวแรก เป็นนิมิตหมายอันดีที่พรรคการเมืองให้ความสนใจนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงซึ่งมองลักษณะการให้ความร่วมมือของรัฐบาล อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ได้เป็นการปฏิเสธเสียทีเดียว เพราะรัฐบาลก็พยายามนำเอาสิ่งที่อนาคตใหม่เสนอไปเทียบเคียงกับสิ่งที่กองทัพกำลังดำเนินการอยู่ แน่นอนว่าถ้าสามารถเทียบเคียงและหลายประเด็นปรับได้จะเป็นผลดีต่อนโยบายความมั่นคงไทยในอนาคต ซึ่งไม่ได้หมายถึงความมั่นคงของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความมั่นคงของพลเมืองด้วย

ทั้งนี้ ข้อพิจารณาในเรื่องนโยบายเกณฑ์ทหารควรจะต้องมองทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงการพูดคุยระหว่างพรรคการเมืองและรัฐบาล โดยในระยะสั้น อยากเห็นลักษณะของการวางนโยบายหรือขั้นตอนการแก้ไขให้เห็นภาพชัดก่อน เช่น การปรับระบบการฝึก หรือระยะกลาง เช่น การเพิ่มลักษณะค่าตอบแทนให้กับคนที่ถูกเข้าไปเกณฑ์ทหาร แต่ในระยะยาวต้องคุยกันอย่างชัดเจนว่าจะสร้างระบบความมั่นคงในประเทศให้เกิดขึ้นได้อย่างไรหากมีระบบการเกณฑ์ทหารใหม่ เพราะโจทย์ความมั่นคงของไทยจะต้องโยงกับโจทย์ความมั่นคงระดับโลกด้วย ซึ่งนโยบายด้านความมั่นคงอาจไม่สามารถที่จะเรียกกำลังทหารมาใช้ได้ในบางสถานการณ์ที่เกิดเหตุฉับพลันซึ่งมีพัฒนาการแค่ระยะเวลา 1 สัปดาห์ก็กลายเป็นการปะทะขนาดใหญ่ ดังนั้น การวางระบบการฝึกกำลังพลสำรองต้องใช้ได้จริง กระทั่งการเรียกคนเข้ามาเกณฑ์ทหารจะต้องมีรูปแบบการฝึกอื่นๆ เช่น การรองรับภัยพิบัติอย่างเข้มข้นและชัดเจน เพราะนอกจากการที่จะรองรับภัยคุกคามที่มาจากด้านการทหารแล้ว ส่วนตัวมองว่าภัยที่เกิดจากธรรมชาติอาจจะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความมั่นคงของไทยด้วย

การเรียกกำลังพลมาฝึกในช่วงสภาวะสงคราม ประเด็นนี้มีความน่าสนใจ ข้อดีคือเราไม่ต้องสูญเสียเวลาและทรัพยากรต่างๆ แต่ทั้งนี้ความมั่นคงมีหลายมิติ รวมถึงความมั่นคงของมนุษย์ ที่หลายครั้งประเทศไทยเผชิญหน้ากับสภาวะความมั่นคง จึงยังมีความจำเป็นสูงระดับหนึ่งในการใช้กำลังพล เช่น เราต้องใช้กำลังทหารในการวางตลอดแนวชายแดนเพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดในภาคเหนือ เราต้องใช้กำลังทหารจำนวนมากเพื่อสกัดกั้นปัญหาการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องคุยกันในระยะยาว เพราะเราจะเอาเทคโนโลยีมาใช้หรือเรามีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด รวมทั้งศักยภาพทางกำลังพล ณ ปัจจุบัน สามารถที่จะทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน เป็นต้น

ส่วนจะปฏิรูปกองทัพได้จริงหรือไม่ ส่วนตัวค่อนข้างมองในแง่ดีว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ไม่ได้หวังว่าสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่นำเสนอจะสามารถผ่านการยอมรับหรือนำไปใช้ได้ แต่หากมีการผนวกรวมกับแนวความคิดอื่นๆ จากภาคส่วนของสังคมจะสามารถหลอมรวมและกล่อมเกลาให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ได้ในอนาคต ไม่เพียงการเปิดเวทีสาธารณะ แต่รวมทุกรูปแบบ เพราะลักษณะนโยบายการเกณฑ์ทหารมีความสำคัญอย่างมากกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ซึ่งคำว่าสังคมไม่เฉพาะพรรคการเมืองแต่คือภาคสาธารณะทั้งหมด เพราะรัฐเองก็ต้องการความมั่นคง แต่ความมั่นคงที่รัฐต้องการก็ต้องใช้ประโยชน์หรือทรัพยากรทางสังคม ฉะนั้นนโยบายการเกณฑ์ทหาร รัฐกับสังคมต้องคุยกัน จึงจะทำให้เห็นทุกมิติ

ทั้งนี้ ประเด็นนิรโทษกรรมคนหนีทหาร และการยกเลิก ส.ด.43 กองทัพไม่น่าจะเห็นด้วยนัก แต่หากในอนาคตมีเงื่อนไขพิเศษบางอย่างก็อาจเป็นไปได้ แต่โดยหลักแล้วเกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะการพยายามทำให้กฎหมายมีผลย้อนหลัง ท้ายที่สุดอาจะต้องมองเป็นกรณีไป ซึ่งจะต้องดูเนื้อหาที่อนาคตใหม่เสนอด้วยว่าการนิรโทษกรรมต้องผ่านเงื่อนไขอะไรบ้าง

จากท่าทีในปัจจุบัน เข้าใจว่ากองทัพเองก็พยายามที่จะคิดเรื่องนโยบายการเกณฑ์ทหารอยู่เช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่กองทัพอาจจะยังก้าวไม่ไหวหรือกังวลอยู่พอสมควร คือความมั่นคงในระยะยาว และการใช้กำลังพลในยามสภาวะฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม กองทัพไม่น่าจะปฏิเสธนโยบายของพรรคอนาคตใหม่อย่างฉับพลัน เพราะหากมองอย่างเปิดกว้างและเป็นกลาง สิ่งที่อนาคตใหม่เสนอก็เป็นประโยชน์ในแง่การปฏิรูปกองทัพในระยะยาวด้วย

แต่ที่ต้องคุยกันค่อนข้างสูง คือการรับคนจบปริญญาตรีเพื่อไปฝึกโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งน่าสนใจ และในปัจจุบันก็รับคนจบปริญญาตรีเข้าไปเป็นทั้งตำรวจและทหารอยู่แล้ว แต่ลักษณะของโรงเรียนตำรวจ ทหาร หรือความมั่นคงระดับสูง มีความเป็นสถาบันทางวิชาการ ที่อาจจะต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อย เช่น อาจจะไม่ได้เริ่มต้นจากโรงเรียนเตรียมทหาร หรือโรงเรียนนายร้อยโดยตรง แต่อาจจะเป็นส่วนอื่นของสถาบันการศึกษาที่อยู่ในการดูแลของกองทัพ

ส่วนหนึ่งเวลาพูดถึงนโยบายการเกณฑ์ทหาร เรามักจะพูดถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐและกองทัพ แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยจะต้องพิจารณา คือสังคมไทยกำลังผลักให้คนที่เกณฑ์ทหารกลายเป็นคนชายขอบของสังคมด้วย เช่น มองว่าคนที่ถูกเกณฑ์ทหารคือชนชั้นล่าง ต้องไปปฏิบัติต่อพลทหารอย่างคนรับใช้เท่านั้น หรือกระทั่งบอกว่าคนที่ไปเกณฑ์ทหารต้องพูดเหน่อ พูดอีสาน พูดทองแดง เรื่องเหล่านี้สังคมไม่ค่อยได้คิดและถกเถียงกันอย่างชัดเจนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทางสังคม ดังนั้น เวลาพูดถึงนโยบายเกณฑ์ทหาร นอกเหนือจากพูดเรื่องการปฏิรูปกองทัพ ควรรวมถึงการปฏิรูปสังคมไทยในแง่การร่วมรับผิดชอบและในแง่ความมั่นคงด้วย

 

ไพสิฐ พาณิชย์กุล
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่

เรื่องความมั่นคงมีความซับซ้อน ไม่ใช่แค่ 3 เดือนหรือเฉพาะในช่วงที่มีเหตุการณ์ หรือสงคราม จึงจะเกณฑ์ทหารมาฝึกได้ เราต้องมองไปถึงอนาคตข้างหน้าด้วยหากไม่มีคนใช้กำลังหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจะทำอย่างไร ข้อเสนอที่ให้มีการเปลี่ยนแปลงต้องมาดูกันว่าตอบโจทย์ในอนาคตได้หรือไม่

หากถามว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ขอตอบว่าเห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนวิธีการ แต่ในแง่เนื้อหาต้องไปดูถึงความสำคัญและความจำเป็นของสายงานความมั่นคง ถึงบอกว่าตอบโจทย์ได้จริงและมากน้อยแค่ไหน ต้องไปดูโครงสร้างใหญ่ ซึ่งไม่ง่ายอย่างที่ว่ากัน สายงานความมั่นคงที่ต้องใช้กำลังคน มีอะไรมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่การเกณฑ์ทหารในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ต้องคิดมากกว่านั้น

 

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์ ม.พะเยา

หากพูดกันในหลักการก็เห็นด้วย เนื่องจากมีผลเชิงบวกตามที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) จะนำเสนอร่าง พ.ร.บ. ถามว่าจะไปยกเลิกอันเก่าหรือไม่นั้น คิดว่าน่าจะเป็นกระบวนการทางนิติบัญญัติ รวมทั้งระบบรัฐสภา ซึ่งในกระบวนการแล้วมีสมาชิกวุฒิสภารวมอยู่ด้วย โดยพิจารณากันตั้งแต่สภาล่างขึ้นมา แนวทางของพรรค อนค.เป็นเชิงก้าวหน้า น่าจะรับฟังและนำมาถกกันในสภา แน่นอนว่ามีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งควรจะแสดงเหตุผลกันในรัฐสภา ส่วนตัวเคยผ่านการเรียนวิชาทหารของนักศึกษาวิชาทหารมา รู้ว่านั่นคือระบบสมัยก่อน และยอมรับได้หากมีการเปลี่ยนแปลงโดยผ่านระบบสภา ซึ่งมีความเป็นไปได้ อยู่ที่การพูดคุยและความเป็นเหตุเป็นผล รับฟังกันและกัน

ส่วนจำนวนทหารจะลดลง จนอาจกระทบกับความมั่นคงประเทศหรือไม่นั้น อยู่ที่การจัดการ หากจัดการดีก็ไม่ลด อีกทั้งต้องดูว่าข้อดี ข้อเสียที่มาถกกันจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าน่าจะเสนอในด้านการสมัครใจ เมื่อคนสมัครใจ จิตใจหรือความมุ่งมั่นจะมีมากกว่าเรื่องการเป็นไปตามระบบที่มีการบังคับ ทำ-ไม่ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ ฝ่ายรัฐควรรับฟังให้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าคนที่เสนอจะมีการทำลายความมั่นคง อยากให้มองเชิงบวก แล้วมาคุยกันในสภาเลยดีกว่า

บทความก่อนหน้านี้ฌาปนกิจ ‘พล.ต.ต.ธารินทร์’ แล้ว อดีตภรรยาเดินหน้ารื้อคดี ชี้มีข้อมูลครบ
บทความถัดไปทหารจีนโผล่ช่วยชาวฮ่องกงทำความสะอาดถนน โฆษก “รัฐบาลหล่ำ” รี่แจง ไม่ได้ขอให้ช่วย