รายงานหน้า2 : นักวิชาการวิพากษ์ ผลซ่อม‘ส.ส.ขอนแก่น’ สะท้อนถึง‘รบ.-ฝ่ายค้าน’

หมายเหตุความเห็นจากนักวิชาการถึงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ที่นายสมศักดิ์ คุณเงิน จากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ชนะนายธนิก มาสีพิทักษ์ จากพรรคเพื่อไทย (พท.)

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เหตุที่ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย แพ้เลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 7 ขอนแก่น ให้แก่ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ น่าจะเป็นเพราะนโยบายชิมช้อปใช้ของรัฐบาลได้ผล หรือคนอาจมองว่า ไม่ว่าอย่างไรรัฐบาลชุดนี้ก็ต้องอยู่ยาว อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากการเจอมรสุมต่างๆ รัฐบาลสามารถผ่านมาได้ตลอด คนอาจหวังได้ กล่าวคือสามารถสนับสนุนเพื่อเอาประโยชน์เข้าสู่ท้องถิ่นได้
แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่ครั้งฝ่ายรัฐบาลก็ได้เปรียบมากกว่า ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าราชการมักมีแนวโน้มช่วยสนับสนุนรัฐบาล ทั้งโดยสมัครใจหรือไม่สมัครใจ ซึ่งเป็นการได้เปรียบกว่าในความรู้สึกของผู้คน ตั้งแต่การดูแล แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นผู้ดูแลการเลือกตั้งก็ตาม
หากดูจากการเลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม จนถึงเลือกตั้งซ่อม จ.ขอนแก่น สองครั้งแล้วที่ผู้สมัครจากพรรคร่วมรัฐบาลชนะ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นอย่างนี้ขึ้นในต่างจังหวัดอีก แต่ในกรุงเทพฯนั้นไม่แน่ รวมทั้งพื้นที่ จ.สมุทรปราการ กรณีนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส.เขต 5 พรรคพลังประชารัฐด้วย โดยอาจมีผลใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ จนคาดคะเนได้ว่าคนกรุงเทพฯคิดอย่างไรบ้าง
กรณีทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย พบเจ้าหน้าที่ กกต.เสียบธงหมายเลข 2 พรรคพลังประชารัฐไว้บนโต๊ะทำงานนั้น เป็นอย่างที่กล่าวคือ ราชการย่อมมีแนวโน้มเช่นนี้ แต่อาจไม่ใช่สาเหตุจนทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้

 

นันทนา นันทวโรภาส
คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

ดูจากผลการเลือกตั้งซ่อม พบว่าพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ แพ้ชนะกันที่ประมาณ 2,000 คะแนน เทียบเป็น 2.76 เปอร์เซ็นต์ สำหรับคะแนนที่แตกต่าง ซึ่งถือว่าไม่มาก
โดยทั่วไปการเลือกตั้งซ่อมอาจจะเป็นดัชนีชี้วัดคะแนนนิยมของฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องดูบริบท เงื่อนไข และปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย โดยการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ เราจะเห็นได้ว่าการเปิดตัวของพรรคเพื่อไทยมีความขลุกขลักค่อนข้างมากและสับสนว่าจะส่งใคร ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐค่อนข้างชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่าเป็นคุณสมศักดิ์ คุณเงิน แต่พรรคเพื่อไทยยังไม่รู้ว่าจะเป็นคุณอดิศร เพียงเกษ หรือใคร สุดท้ายมาเป็นคุณธนิก มาสีพิทักษ์ ความลังเลนี้อาจทำให้พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบเล็กน้อยตั้งแต่จุดเริ่มต้น
เมื่อมาดูตัวแม่ทัพของพรรคเพื่อไทย ในการลงไปเป็นผู้นำทีมหาเสียง กลายเป็นคุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค เข้าไปมีบทบาทสำคัญ ซึ่งไม่แน่ใจว่าคุณสุดารัตน์กับภาคอีสานจะมีความผูกพัน มีคะแนนนิยมมากน้อยเพียงใด ส่วนตัวมองว่าคุณสุดารัตน์เป็นแม่ทีมกรุงเทพฯ ถือว่าโอเค เป็นที่เข้าใจได้ แต่เมื่อลงภาคอีสานก็ไม่แน่ใจว่าคนอีสานจะตอบรับกับตัวคุณสุดารัตน์มากน้อยแค่ไหน และนี่อาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง
ประการต่อมา เรื่องของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่ กกต.ระบุว่ามี 61.38 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าไม่มาก และเปอร์เซ็นต์คะแนนที่แพ้ยิ่งเห็นชัดว่าถ้ามีคนมาเลือกตั้งมากกว่านี้ โอกาสอาจจะเป็นของพรรคเพื่อไทยก็ได้ อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ที่หลายครั้งเกิดปรากฏการณ์ประเภทนิ่งนอนใจ ชนะแน่นอน ไม่แซะก็ไม่ไป อาจเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นำมาประเมินได้
นอกจากนี้ เรายังได้ยินข่าวหลังการเลือกตั้ง รวมทั้งระหว่างการลงคะแนนว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐมีหลายประเด็นที่น่าจะเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการกาบัตร ดึงบัตรไป หรือเจ้าหน้าที่หน่วยเข้าไปยืนคุมการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งโดยทั่วไปเป็นสิทธิส่วนบุคคล จะต้องเป็นความลับ แต่เจ้าหน้าที่ไปยืนดูได้อย่างไร จะมีผลอย่างไร เป็นการชี้นำหรือไม่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับหรือไม่ ส่วนนี้อาจจะมีเรื่องราวอยู่ในพื้นที่เลือกตั้งพอสมควร หลังจากนี้อาจจะต้องมีการฟ้องร้องกันต่อไปเนื่องจากมีหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่
ส่วนเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ด้วยการใช้นโยบายแจกเงินอย่าง “ชิม ช้อป ใช้” หรือนโยบายประชารัฐ ก็มีผลทำให้คนรู้สึกว่าได้รับการช่วยเหลือแบบเฉพาะหน้า ส่วนหนึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลได้เข้ามาช่วยเหลือ สนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าจะเป็นลักษณะของการให้เปล่า ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนนัก แต่ประชาชนก็ได้ประโยชน์ทันทีเช่นกัน อย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ได้เป็นรายเดือน “ชิม ช้อป ใช้” ก็ได้เห็น 1,000 บาท มีผลทำให้ชาวบ้านเริ่มรู้สึกว่า การที่เขาจะไปเลือกพรรคพลังประชารัฐ ก็ได้เห็นสิ่งที่เขาจะได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ในการเลือกตั้ง ฝ่ายที่เป็นรัฐบาลจะกุมอำนาจรัฐอยู่ ซึ่งจะมีอิทธิพลเหนือข้าราชการประจำ และหากข้าราชการประจำไม่มี
ธรรมาภิบาลก็จะมีปัญหาดังที่เห็นในข่าว เป็นหลักฐานว่ามีการปักธงของผู้สมัครหมายเลข 2 บนโต๊ะของเจ้าหน้าที่ กกต.ซึ่งไม่แน่ใจว่าผิดกฎหมายหรือไม่ การกระทำเช่นนี้ ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ถือว่ามีความเอนเอียงและเลือกปฏิบัติหรือไม่
ความไม่ชอบมาพากลของการเลือกตั้งครั้งนี้ จากบทบาทการปฏิบัติหน้าที่รัฐ จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และคะแนนที่แตกต่างกันไม่มากนัก ทำให้ไม่สามารถสรุปแบบฟันธงได้ว่าตอนนี้ประชาชนได้ให้คะแนนนิยมฝ่ายรัฐบาลเหนือฝ่ายค้าน ไปจนถึงหัวหน้าทีมที่ลงไปรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เทียบระหว่างทีมของคุณธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับทีมคุณหญิงสุดารัตน์ ที่อาจเข้าไม่ถึงผู้เลือกตั้งตามวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งหมดนี้ คือปัจจัยที่ต้องนำมาประกอบกัน
การเลือกตั้งซ่อมมีเหตุปัจจัยเฉพาะ ในการเลือกตั้งซ่อมแต่ละครั้งทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านคงจะต้องมีกลยุทธ์เฉพาะพื้นที่อยู่แล้ว แต่สำหรับภาพรวมในอนาคต การพ่ายแพ้ในพื้นที่จุดแข็งของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ เพื่อไทยคงต้องกลับมามองยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีของพรรค โดยปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเป็นรัฐบาลทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้มากกว่าฝ่ายค้าน แต่ในขณะเดียวกัน การที่ฝ่ายค้านจะปล่อยให้รัฐบาลแสดงผลงานโดยที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรในเชิงการตรวจสอบก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์
จากนี้เราคงจะได้เห็นการเลือกตั้งซ่อมอีกพอสมควร หากพรรคเพื่อไทยไม่ปรับกระบวนการตรงนี้ก็ค่อนข้างน่าเป็นห่วง

 

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา

สําหรับผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา แม้พรรคพลังประชารัฐจะได้รับการเลือกตั้งไปนั้นแต่ก็ค้านสายตาประชาชน เพราะเราจะเห็นความไม่ชอบมาพากลของการนับคะแนน การบริหารจัดการการเลือกตั้งของ กกต. พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ พฤติกรรมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีลักษณะโน้มเอียงเข้าข้างพรรคพลังประชารัฐอย่างเห็นได้ชัด
พูดง่ายๆ คือ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ค่อยบริสุทธิ์และโปร่งใสตามกระบวนการปกครองแบบประชาธิปไตย เนื่องจากรัฐบาลโดยพรรคพลังประชารัฐ มีความจำเป็นที่จะต้องชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องใช้กลเม็ด ต้องใช้เครือข่ายทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อให้ตัวเองชนะการเลือกตั้ง เพราะอย่างน้อยชัยชนะในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญและฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทยและ นปช.
ดังนั้น การชนะการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถสร้างวาทกรรมและสร้างเงื่อนไขต่อได้ว่าพรรคพลังประชารัฐ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังได้รับความนิยมชมชอบ ทำงานเข้าตาประชาชน จึงทำให้ประชาชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่ แต่ผลที่ออกมามันคาใจประชาชนค่อนข้างมาก
ปัญหามันจะนำไปสู่ความศรัทธาของประชาชนที่จะมีต่อการเลือกตั้ง ความศรัทธาของการบริหารจัดการเลือกตั้งของ กกต. ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และความศรัทธาของพรรคพลังประชารัฐ ที่เริ่มเล่นเกมการเมือง เป็นการเมืองที่ทำให้การเมืองไทยถอยหลังมากขึ้น ทุกวันนี้ประชาชนกำลังเริ่มเสื่อมศรัทธากับการเลือกตั้ง เสื่อมศรัทธากับรัฐบาล เสื่อมศรัทธากับการเมืองในลักษณะเช่นนี้
ทั้งนี้ หาก กกต.หลายๆ จังหวัดยังคงทำงานแบบนี้ แน่นอนว่าประชาชนก็จะเริ่มไม่ยอมรับการทำงานแบบนี้ เสียงวิจารณ์ เสียงก่นด่ารัฐบาลและ กกต.จะหนักมากขึ้น ดีไม่ดีหากเป็นแบบนี้อาจจะมีการยื้อการเลือกตั้งท้องถิ่นออกไปอีกก็ได้ มันมีผลหากเสียงวิจารณ์ของประชาชนดังขึ้น และหาก กกต.ไม่ทำอะไรที่โปร่งใส คนก็จะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งท้องถิ่นได้
อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยต้องทำให้สังคมเห็นว่าการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่นครั้งนี้ อยุติธรรม ไม่โปร่งใส กลไกของรัฐปฏิบัติตนไม่เป็นกลาง ไม่ชอบธรรม เพื่อจะได้ตีแผ่ไปถึงพรรครัฐบาลว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรมอยู่

บทความก่อนหน้านี้ภรรยาชม ‘ชาคริต’ ทำดีที่สุดเพื่อ ‘แม่’ ในวันที่สามีสูญเสียผู้ให้กำเนิด
บทความถัดไป‘บิ๊กตู่’ เปลี่ยนทางเดินในทำเนียบ บอก อยากใส่ผ้ากันเปื้อนให้สัมภาษณ์สื่อ ‘ขอช่วยพูดรัฐบาลทำสิ่งดีมีเยอะ’