รายงานหน้า2 : เอกชนมองผลกระทบศก. ศึก‘มะกัน-อิหร่าน’ปะทุ

หมายเหตุความเห็นจากภาคเอกชนถึงเหตุที่สหรัฐใช้โดรนสังหาร พล.ต.โซไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษคุดส์ของอิหร่าน โดยทางอิหร่านประกาศจะตอบโต้สหรัฐ ทำให้เกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลางและกังวลว่าจะเกิดสงครามจริงที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก

 

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

จากสงครามความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐในขณะนี้ ประเทศไทยยังไม่ได้รับผล กระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวมากนัก เบื้องต้นส่งผลให้ราคาน้ำมัน ทองคำ และอาวุธ มีราคาเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของราคาน้ำมันยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไทยยังพอรับไหว คือ อยู่ที่ประมาณ 60-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาทองก็ยังถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแหล่งทุน จากพันธบัตรมาอยู่ที่ทองคำ ถึงแม้จะเป็นระยะสั้นแต่ถือว่าทำให้ตลาดทองคึกคักขึ้นมาได้ช่วงหนึ่ง
มองว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก แต่คาดว่าจะสูงขึ้นจากราคาเดิมไม่เกิน 15-20% แต่สิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังเป็นกังวลเนื่องจากสถานการณ์เรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ เพิ่งมีแนวโน้มคลี่คลายไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่กลับต้องมาเจอสงครามจริงๆ อีก จึงทำให้เกิดความหวั่นวิตกเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก เพียงส่งผลทำให้มีการฝืดเคืองในช่วงแรกๆ
นอกจากนี้ เชื่อว่าหตุการณ์นี้ อาจคลี่คลายลง เพราะหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณแล้วว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์บานปลายขึ้น เพราะไม่ส่งผลดีกับประเทศใดเลย
อย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นอาจส่งผลต่อการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังประเทศอิหร่าน อาทิ ยางพารา และผลไม้กระป๋อง และประเทศใกล้เคียงอย่าง อิรัก อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และข้าว ที่จะได้รับผล กระทบ แต่ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซ บริเวณปากอ่าวตะวันออกกลางยังไม่ถูกปิดก็ยังไม่เกิดผล กระทบใดๆ แน่นอน แต่หากมีการปิดช่องแคบ จะสร้างความเสียหายให้ไทยทันที เนื่องจากเป็นทางผ่านในการส่งสินค้ากว่า 70-80% ดังนั้น ไทยจึงต้องหาแนวทางรับมือ และติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดต่อไป
ขณะที่การส่งออกสินค้าจากไทยไปสหรัฐยังถือว่าปกติ เนื่องจากไม่ได้มีการขนสินค้าผ่านทางช่องแคบดังกล่าว จากการสำรวจจะเห็นได้ว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายจากการส่งออกเป็นประเภทสินค้าฟุ่มเฟือยเท่านั้น ส่วนสินค้าอุปโภค-บริโภค ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่อาจมีการชะงักในเรื่องของการสั่งสินค้าชั่วคราว แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างแน่นอน

 

อมรเทพ จาวะลา
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ยังยืดเยื้อทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังไม่สงบต่อไป อย่างไรก็ตาม มองว่าจะไม่มีความรุนแรงอย่างที่มีความกังวลกันว่าจะกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ขณะนี้แม้ว่าอิหร่านจะมีความเจ็บแค้นแต่อาจจะไม่ได้ตอบโต้หรือเปิดศึกกับสหรัฐทันที เพราะอาจจะถูกตอบโต้กลับหนัก เพราะข้อจำกัดทางการทหาร แต่ต้องระวังสงครามที่ไม่ใช่ทางตรง เช่น การลอบโจมตี การก่อการร้าย สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นในระยะยาว
ด้านมิติทางเศรษฐกิจ ในแง่ของกำลังการผลิตน้ำมัน ขณะนี้กำลังการผลิตมากที่สุดอยู่ที่สหรัฐ รองลงมาคือรัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และอิรัก ส่วนกำลังการผลิตน้ำมันของอิหร่านปัจจุบันลดลงมามาก ความกังวลว่าซัพพลายน้ำมันจะลดลงรุนแรงจนทำให้ราคาปรับขึ้นเร็วนั้นอาจไม่เกิดขึ้น แต่ระยะสั้นจากความกังวลทำให้ราคาน้ำมันขยับในช่วง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่เชื่อว่าในที่สุดราคาน้ำมันจะย่อตัวลงมาได้ หากมีการเพิ่มกำลังการผลิตเข้ามา จากกลุ่มโอเปคและรัสเซีย หรือกลุ่มซาอุฯ และพันธมิตร
ส่วนผลกระทบต่อไทย อาจจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น เพราะไทยนำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาที่เพิ่มขึ้นย่อมไม่ส่งผลดี ทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่อีกนัยหนึ่งค่าใช้จ่ายการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง ทำให้ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงได้ รวมทั้งราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลดีต่อราคาสินค้าเกษตรที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ยาพารา ปาล์มน้ำมัน แต่ต้องติดตามสถานการณ์ภัยแล้งที่กดดันต่อผลผลิตเกษตร
สงครามจริงครั้งนี้เชื่อว่าจะสงผลกระทบน้อยกว่าสงครามการค้า เพราะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้ ตะวันออกกลางไม่ได้เป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทย แต่ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นจะเป็นผลลบกับไทย แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ในระยะต่อไป การที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นมาระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้ต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้นบ้าง แต่ระดับนี้ยังต่ำกว่าในอดีต เชื่อว่าผู้ประกอบการไทยจะสามารถบริหารจัดการและปรับตัวได้

 

เชาว์ เก่งชน
กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ทุกภาคส่วนมีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องติดตามว่าปัจจัยสำคัญคือ 1.การตอบโต้กันจะรุนแรงขนาดไหน และ 2.ระยะเวลาจะยืดเยื้อยาวนานเท่าไร หากเปรียบเทียบสถานการณ์ครั้งนี้ กับสถานการณ์สงครามระหว่างอิรักและคูเวต ก่อนหน้านี้ ที่สหรัฐเข้ามาช่วยปลดปล่อยคูเวต ขณะนั้นราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเท่าตัว อาจจะไม่สามรถเปรียบเทียบกันได้ เพราะต้องพิจารณาเงื่อนไขที่แต่ละฝ่ายประสบ รวมทั้งความรุนแรงและระยะเวลาที่เกิดขึ้น
ในส่วนของไทย ต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน เพราะน้ำมันที่แพงขึ้นจะกดดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นตาม ประกอบกับภัยแล้งจะส่งผลต่อราคาสินค้าซึ่งอาจจะเห็นเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งติดตามค่าเงินบาท แม้ขณะนี้ค่าเงินบาทจะยังมีเสถียรภาพ เพราะนักลงทุนมองเงินบาทเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้เข้ามาถือเงินบาท ส่วนผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงของไทยยังต้องติดตามในระยะต่อไปก่อน ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบ
ยังต้องติดตามสถานการณ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ซึ่งในอดีตนั้น รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐเคยระบุว่า เมื่อใดสหรัฐมองว่าจะมีภัยคุกคามอาจจะชิงลงมือโจมตีก่อน ซึ่งกรณีครั้งนี้ต้องติดตามว่าสหรัฐจะประเมินอิหร่านอย่างไร และต้องติดตามว่าจะมีการโจมตีซ้ำ ก่อนที่อิหร่านจะโจมตีหรือไม่
ส่วนความกังวลว่าจะรุนแรงถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 เชื่อว่าไม่น่าจะรุนแรงขนาดนั้น เพราะการตอบโต้ยังอยู่ในวงจำกัดและไม่มีปาร์ตี้อื่นเข้ามาร่วม ทั้งนี้ เชื่อว่าทั้งสหรัฐและอิหร่านน่าจะตระหนักถึงความเสียหายและผลกระทบหากทั้งสองประเทศต่อสู้กันรุนแรง

 

อัทธ์ พิศาลวานิช
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เหตุตึงเครียดในตะวันออกกลาง จนถึงขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะลุกลามไปแค่ไหน เชื่อว่าทั้งสหรัฐและอิหร่านจะไม่มีการลดราวาศอกให้กัน อีกทั้งสองฝ่ายมีพันธมิตรให้การสนับสนุนกันเอง จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่กระทบต่อการขยายตัวของการค้าและเศรษฐกิจโลกในปี 2563 หดตัวลงอีก 0.2% เดิมประมาณการไว้ 3.2-3.3 % จะเหลือขยายตัว 3% ใกล้เคียงปี 2562
ในระยะสั้นผลจากการโจมตีของสหรัฐต่ออิหร่านทำให้ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นถึง 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว ตลาดหุ้นทั่วโลกรับข่าวร้ายหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำเพราะถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย จนราคาทองขยับพรวดขึ้นมาทันที
จากนี้ต้องจับตาเรื่องการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกไปตะวันออกกลาง หากช่องเเคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางบรรทุกน้ำมันตะวันออกกลางไม่อาจส่งออกได้ 30-40% ก็จะกระทบต่อกำลังซื้อโลกของกลุ่มประเทศตะวันออกกลางลดลง รวมถึงกระทบต่อการส่งออกของไทย ซึ่งตะวันออกกลางเป็นตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จะเห็นถึงความชัดเจนต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกว่าจะมากน้อยแค่ไหน รวมถึงกระทบต่อการส่งออกไทยให้แย่ลงกว่าคาดการณ์เดิมแค่ไหน จากก่อนหน้านี้ทางศูนย์ประเมินว่าการส่งออกไทยปี 2563 จะอยู่ในกรอบติดลบ 0.5% ถึงบวก 2.0% ก็อาจจะเหลือลบ 0.5% ถึงบวกแค่ 1.0% หากเหตุการณ์ความขัดแย้งสหรัฐกับตะวันออกกลางยืดเยื้อและรุนแรงต่อเนื่อง 3-4 เดือนจากนี้ ผนวกกับปัจจัยค่าเงินบาทแข็ง ความกังวลราคาน้ำมันสูงขึ้นอาจถึง 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ผลกระทบจากภัยแล้งมีผลต่อปริมาณผลผลิตลดลงแต่ราคาสินค้าสูงขึ้น
แต่มองในปัจจัยบวกในเรื่องแรงกดดันสงครามการค้า (เทรดวอร์) ระหว่างสหรัฐกับจีนจะลดลง เชื่อว่าความตกลงในเฟสแรกของปีนี้ เริ่มมีสัญญาณคลี่คลายและมีแนวโน้มที่สองฝ่ายจะลงนามได้ในกลางเดือนมกราคมนี้ แม้จะยังเหลือสินค้า 2-3% ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่น่าจะมีการชะลอการตอบโต้ในเฟสสองออกไป จึงทำให้ยังคงตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัว 3% แต่หากเทียบกับกลุ่มประเทศในอาเซียนด้วยกัน ถือว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวอยู่ในอันดับ 7 ของ 10 ประเทศอาเซียน ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก เพียงเป็นการ
ประคองตัว
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางศูนย์กำลังประเมินสถานการณ์และคาดการณ์ด้านต่างๆ จากปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยหนุนที่จะเกิดขึ้น โดยจะแถลงผลการประเมินในวันที่ 14 มกราคมนี้
ตอนนี้หลายสำนักเริ่มปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจปี 2563 ใหม่ มองว่าอาจชะลอตัวจากปีก่อน 2562 เพราะไม่รู้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และผู้นำในกลุ่มตะวันออกกลาง จะตอบโต้กันรุนแรงอย่างไร แม้ว่าผู้นำประเทศที่เป็นพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายไม่อยากให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา และยังไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ตึงเครียดจะนำไปสู่การเกิดสงครามโลก เพราะทุกฝ่ายเชื่อว่าจะมีทางออกในการแก้ปัญหาและไม่อยากให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงมากกว่านี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สถานีคิดเลขที่12 : อย่าคิดสั้น : โดย นฤตย์ เสกธีระ
บทความถัดไป“สนธิรัตน์” ขออย่าตื่นตระหนก ราคาน้ำมันขึ้น จากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน