รายงานหน้า2 : ‘ครม.’นัดพิเศษ ทุ่มพิเศษ1.6ล้านล.สู้‘โควิด’

รายงานหน้า 2 ‘ครม.’นัดพิเศษ ทุ่มพิเศษ1.6ล้านล.สู้‘โควิด’

หมายเหตุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 เมษายน

 

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
รองนายกรัฐมนตรี

ที่ประชุม ครม.เห็นชอบชุดมาตรการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจในระยะที่ 3 ซึ่งจะนำมาใช้ช่วง 6 เดือนข้างหน้า เพื่อให้มีทรัพยากรและมีมาตรการดูแลประชาชนและธุรกิจในส่วนรวม ประกอบด้วย 1.มาตรการเข้าไปเยียวยาและดูแลประชาชนภาคธุรกิจในส่วนที่ยังขาด เพื่อให้ครอบคลุมครบถ้วน 2.เสนอให้มีกิจกรรมเศรษฐกิจในช่วงที่ทุกอย่างติดขัด ดูแลไม่ให้เศรษฐกิจไทยหยุดชะงักในช่วงเวลา 3-4 เดือนข้างหน้า 3.ดูแลภาคเศรษฐกิจการเงิน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม แม้ขณะนี้ภาคการเงินจะยังไม่มีปัญหาก็ตาม
มาตรการทั้งหมดมีขนาด 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยใช้เงินทั้งงบประมาณ ซึ่งใน ครม.หารือกันแล้วให้สำนักงบประมาณเกลี่ยงบ 10% ของงบประมาณ 2563 ในส่วนที่ยังเกลี่ยได้มาใช้ ไม่เกี่ยวกับงบเงินเดือนและงบที่ใช้ไปแล้ว โดยวงเงินที่เหลือเป็นการกู้ยืม โดยออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน และส่วนหนึ่งจะเป็นการออก พ.ร.ก.เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เอาเงินมาช่วย ซึ่งวงเงินในส่วนไหนจะเป็นเท่าไหร่นั้น ขอให้ ครม.หารือกัน ถ้าทันจะเสนอ ครม.ในวันอังคารที่ 7 เมษายนนี้ทันที
ซึ่งเชื่อว่ามาตรการทั้งหมดจะสามารถสร้างความมั่นใจให้ประชาชนภาคธุรกิจ ให้ก้าวข้ามวิกฤตการณ์นี้ได้ โดยมาตรการที่ออกมาครั้งนี้กระทรวงการคลังหารือกับ ธปท. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) มาเป็นระยะเวลานานพอสมควร

 

อุตตม สาวนายน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

มาตรการเยียวยาระยะ 3 ดูแลทั้งประชาชน โครงสร้างเศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงระบบการเงินที่ ธปท.ต้องออกมาดูแล แบ่งเป็น 1.กลุ่มประชาชน ดูแลเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับการดูแล และดูแลต่อในกลุ่มผู้ประกอบการ และลูกจ้าง ทั้งที่อยู่ในระบบประกันสังคม และอาชีพอิสระ โดยเริ่มไปแล้วในส่วนนี้และจะดูแลต่อไป นอกจากนี้ลดภาระการผ่อนหนี้ต่าง เพิ่มเติมจากมาตรการ ธปท.ออกไป โดยจะดูแลให้ครอบคลุม สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ 2.ดูแลโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งตรงนี้จะมีการจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขนำไปใช้ต่อสู้กับโควิด-19 อีกส่วนหนึ่งจะดูแลเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ (โลคัลอีโคโนมี) ต้องมีชุดมาตรการเข้าไปดูแลแรงงาน และประชาชนในพื้นที่ชุมชน ที่ขณะนี้กลับไปสู่พื้นที่ต่างจังหวัดจำนวนมา คาดว่าเมื่อเหตุการณ์โควิด-19 ดีขึ้นสภาพเศรษฐกิจอาจเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงควรมีมาตรการมาส่งเสริมการสร้างอาชีพ สนับสนุนให้แรงงานมีทักษะในการประกอบอาชีพ ตรงนี้เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เป็นการดูแลเศรษฐกิจภายในไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ยังจะมีแนวทางสนับสนุนการลงทุนภาครัฐเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพิ่มเติม 3.มาตรการดูแลผู้ประกอบการที่มีภาระใหญ่จากการกู้ยืมเงิน และมาตรการช่วยสภาพคล่อง ซึ่งจะเป็นมาตรการเพิ่มเติมที่เคยออกมาในระยะ 1 และ 2
สำหรับวงเงินที่จะใช้ในการบริหารจัดการชุดมาตรการระยะที่ 3 มีขนาด 9-10% ของจีดีพี (กุมภาพันธ์ 2562 ไทยมีขนาดจีดีพีประมาณ 16.9 ล้านล้านบาท ดังนั้นคาดว่าวงเงินจะใช้ครั้งนี้ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกู้ทั้งหมด เพราะต้องดูว่าสำนักงบประมาณจะสามารถจัดสรรงบประมาณมาใช้ในมาตรการชุดที่ 3 เท่าไหร่ ส่วนที่หลือจากงบประมาณ กระทรวงการคลัง ออก พ.ร.ก.กู้เงินมาใช้ และส่วนหนึ่งเป็นการใช้เงินจาก ธปท.

 

นฤมล ภิญโญสินวัฒน์
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ครม.มีมติรับทราบแนวทางการดำเนินมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ของกระทรวงพลังงาน ดังนี้ 1.การลดค่าครองชีพของประชาชนและช่วยเหลือผู้ประกอบการ 1.1 มาตรการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ผ่อนผันการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (Minimum Charge) จากที่กำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายในจำนวนที่ตายตัว (ร้อยละ 70 ของการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 12 เดือน) ไม่ว่าผู้ใช้ไฟฟ้าจะใช้ไฟฟ้าถึงจำนวนที่กำหนดหรือไม่ก็ตาม เป็นผ่อนผันให้จ่ายตามการใช้ไฟฟ้าสูงสุด สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้รับการผ่อนผันจะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 3-7 เช่น กลุ่ม SMEs โรงงานอุตสาหกรรม และโรงแรม ให้มีผลตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน 2563 รวม 3 เดือน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวลดค่าใช้จ่ายลงได้ 1.2 การลดค่าไฟฟ้าอย่างน้อยร้อยละ 30 ให้กับผู้ประกอบการโรงแรมหรือหอพักที่จะปรับเปลี่ยนให้เป็นที่พักหรือโรงพยาบาลสนาม 2 รูปแบบ คือ ที่พักหรือโรงพยาบาลสนามที่ใช้พักฟื้นผู้ป่วยโรคโควิด-19 หรือที่พักหรือโรงพยาบาลสนามที่ใช้สังเกตอาการของผู้เข้าข่ายเฝ้าระวัง 1.3 การช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งประสบปัญหาการใช้น้ำมันที่ลดลงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน ทำให้ประสบปัญหาถังเก็บน้ำมันไม่เพียงพอ เช่น ลดอัตราสำรองน้ำมันดิบตามกฎหมายจากร้อยละ 6 โดย ระยะแรก : เป็น ร้อยละ 4 ระยะเวลา 1 ปี และ ระยะที่ 2 : เป็นร้อยละ 5 หลังจาก 1 ปีเป็นต้นไป ขยายระยะเวลาการคงอัตราสำรองก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ตามกฎหมายที่ร้อยละ 1 ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 6 เดือน (สิ้นสุด 30 มิถุนายน) สนับสนุนการเพิ่มปริมาณการจัดเก็บน้ำมันของคลังน้ำมันบริเวณคลองเตย บางจาก ช่องนนทรี กรุงเทพฯ เพื่อรองรับภาวะน้ำมันที่มีปริมาณล้นสต๊อกโดยให้มีปริมาณการจัดเก็บน้ำมันสูงสุดได้ตามที่กฎหมายกำหนด
2.การส่งเสริมการลงทุนและส่งเสริมอาชีพด้านพลังงาน 2.1 เร่งรัดการลงทุนช่วงรอยต่อของแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 อัตรา ในการสร้างแท่นผลิต 2.2 ผลักดันให้เกิดกิจกรรมการรื้อถอนแท่นผลิตที่จะไม่ได้ใช้งาน โดยเฉพาะในแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่จะมีการรื้อถอนแท่นผลิตจำนวน 53 แท่น ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเกิดการจ้างงานที่เป็นคนไทยกว่า 1,000 อัตราต่อปี (รื้อถอน 25 แท่นต่อปี) นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้วัสดุ อุปกรณ์หรือบริการจากภายในประเทศ เช่น การใช้เรือไทย โดยหารือกับผู้รับสัมปทานและกรมเจ้าท่า
3.การจัดหาแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันโควิด-19 ให้ประชาชนทั้งประเทศผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกระทรวงพลังงานจะขอรับการจัดสรรงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ประมาณ 220 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อแอลกอฮอล์แปลงสภาพสำหรับฆ่าเชื้อจากผู้ผลิตเอทานอลจำนวน 1,000 ลิตรต่อวัน ส่งให้ทุกจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศทางไปรษณีย์ให้กระทรวงมหาดไทยและส่งต่อให้ประชาชนผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเวลา 60 วัน และ 4.การจำหน่ายแอลกอฮอล์ทำความสะอาด โดย ปตท. จะนำร่องที่ PTT Station โดยจำหน่ายแอลกอฮอล์ทำความสะอาดที่สามารถใช้ทำความสะอาดมือโดยไม่ต้องล้างน้ำออก และใช้ทำความสะอาดพื้นผิวทั่วไป ขนาด 1 ลิตร ต่อ 1 ขวด ในราคา 110 บาท โดยเริ่มจำหน่ายในวันที่ 4 เมษายน 2563 และคาดว่าจะมีผู้ค้าน้ำมันจำหน่ายแอลกอฮอล์ในสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเติมอีก อาทิ บางจาก เชลล์ และเอสโซ่

 

วิรไท สันติประภพ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ธปท.จะออกมาตรการพักเงินต้นให้ครอบคุมผู้ประกอบการมากขึ้น การให้สภาพคล่อง ธปท.จะขอ ครม.ออก พ.ร.ก. ให้ ธปท.ทำซอฟต์โลนโดยตรงได้ จะมีขนาดจำนวนมากกว่าซอฟต์โลนกว่า 2 แสนล้านบาท ที่ธนาคารออมสินทำในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังจะออก พ.ร.ก.ให้ ธปท.ซื้อตราสารหนี้ของเอกชนที่ครบกำหนดชำระ ที่มีคุณภาพดีและต้องมีนักลงทุนลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่ง เนื่องตลาดตราสารหนี้มีมูลค่ามากกว่า 3.5 ล้านล้านบาท มีประชาชน สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) การทุนประกันสังคม จะได้ไม่กระทบกับกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้
ธปท.ยังออกอีก 2 มาตรการ ได้แก่ ขยายเวลาคุ้มครองเงินฝากจาก 5 ล้านบาท เป็น 1 ล้านบาท ในเดือนสิงหาคม 2563 ให้ยืดออกไปเป็นเดือนสิงหาคม 2564 นอกจากนี้ ยังมีมาตรการให้สถาบันการเงินลดเงินนำส่งให้ ธปท. เพื่อที่จะไปลดดอกเบี้ยให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คิดเห็นแชร์ ประจำวันที่ 4 เมษายน 2563 : มุมดีๆ ในนาทีวิกฤตโควิด-19 (COVID-19) โดย ดร.ณัฐพล รังสิตพล
บทความถัดไปกู้ภัยงมร่างหนุ่มเมียนมา ว่ายน้ำไม่เป็น พายเรือพลิกคว่ำ จมหายในอ่างเก็บน้ำเขาชีจรรย์