รายงานหน้า2 : ‘ฟัง-ชั่งน้ำหนัก’ ขยาย‘กม.ฉุกเฉิน’?

หมายเหตุความเห็นของนักวิชาการ ภาคเอกชนและการเมืองต่อการประเมินสถานการณ์เพื่อขยายอายุการบังคับใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่จะหมดอายุวันที่ 30 เมษายนนี้ออกไปหรือไม่ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากภาคส่วนต่างๆ ในการขอผ่อนปรนสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

 

ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์
รองประธานหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย

การยกเลิกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นผลดีต่อภาคธุรกิจแน่นอน แต่หากจะอนุญาตให้เปิดทีเดียวพร้อมกันหมดทุกกิจการ แล้วไวรัสโควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งจะยิ่งวุ่นวายกว่าเดิมแน่ ดังนั้นรัฐจึงต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ ควรพิจารณาใน 2 ส่วน ประกอบด้วย 1.พิจารณาอนุญาตให้กิจการเปิดให้บริการเท่าที่จำเป็น เช่น ร้านอาหารและร้านขายยา เป็นต้น ส่วนกิจการประเภทไนต์คลับ บาร์ ควรที่จะชะลอไว้ก่อน และ 2.มีการแบ่งกลุ่มจังหวัด/สถานประกอบการ ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สีเขียว กลุ่มที่ความเสี่ยงต่ำ เปิดให้บริการได้ตามมาตรการป้องกัน สีเหลือง กลุ่มความเสี่ยงปานกลาง เปิดให้บริการได้ด้วยความระมัดระวัง และสีแดง กลุ่มความเสี่ยงสูง ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว โดยกลุ่มจังหวัดที่เป็นสีเขียวคือ จังหวัดที่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับการติดเชื้อ ตามที่ภาคเอกชนได้เสนอก่อนหน้านี้
ซึ่งหากเป็นกิจการที่จำเป็น และอยู่ในกลุ่มสีเขียวก็สามารถเปิดได้ แต่การเปิดก็ไม่ใช่การเปิดแบบเสรี ยังต้องมีมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม (โซเชียล ดิสแทนซิ่ง) รวมถึงดำเนินการตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ควรจัดทำคู่มือสำหรับกิจการ โดยแพทย์ เจ้าหน้าที่ และกิจการ ร่วมกันจัดทำขึ้น เพื่อให้กิจการมีแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้น โดยต้องตระหนักถึงผลกระทบทั้งต่อกิจการเองและผู้ใช้บริการอยู่เสมอ
หากเปิดกิจการแล้วมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างกรณีของประเทศสิงคโปร์ ครั้งหน้าจะไม่ใช่การบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 20 วันหรือ 1 เดือน แต่อาจต้องปิดทั้งเมืองเป็นเวลา 2-3 เดือน แล้วจะเดือดร้อนกว่าเก่า ดังนั้น ทุกคนจึงต้องระมัดระวัง และให้ความร่วมมือ เพื่อให้สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

 

ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ
นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ)

พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ใช้สำหรับการห้าม เพื่อควบคุมสถานการณ์เสี่ยงให้ดีขึ้น อาทิ การห้ามเปิดสถานที่บางสถานที่ หรือการสั่งปิดธุรกิจชั่วคราว ซึ่งการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เพื่อให้พลเมืองทำตามระเบียบ หรือกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยการที่จะเปิดเมืองกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ไม่ใช่ว่าใครอยากจะเปิดก็เปิด แบบไม่มีการกำหนดมาตรการ หรือกฎระเบียบในการดำเนินชีวิตประจำวันหลังจากนั้น เนื่องจากหากพิจารณาตัวอย่างประเทศที่เปิดเมืองเป็นปกติแล้ว ก็มีการกำหนดมาตรการในการควบคุมและป้องกันการกลับมาแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกครั้ง อาทิ ประเทศจีน ที่เปิดเมืองเป็นปกติแล้ว ก็มีข้อกำหนดให้ร้านอาหารจะต้องนั่งห่างกันเท่าใด จำกัดการนั่งโต๊ะละ 1 คน ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ร้านทำผม ก็จะต้องไม่มีการนั่งในร้านจำนวนมากๆ และจำกัดการให้บริการ
สำหรับธุรกิจที่ควรเปิดก่อนในช่วงแรก เป็นธุรกิจที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ อาทิ ร้านสะดวกซื้อ ร้านทำผม ต้องยอมให้กลับมาเปิดทำการตามปกติ เพื่อเป็นการเริ่มต้นให้ธุรกิจกลับคืนมา หลังจากนั้นค่อยทยอยเปิดธุรกิจอื่นๆ ตามมา โดยหากเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ ร้านนวด ก็ต้องพิจารณาว่าเหมาะสมหรือยัง หากจะกลับมาเปิดตามปกติ แต่ในธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อย และอยู่ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัยปานกลางจนถึงปลอดภัยมาก ก็ควรพิจารณาในการเริ่มต้นเปิดก่อน แต่เน้นย้ำว่า หลังจากเปิดแล้วจะต้องมีมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัยออกมาควบคุมเพื่อป้องกันการ
กลับมาระบาดใหม่ของไวรัสโควิด-19 แบบรุนแรง
ใจจริงอยากให้ทุกอย่างสงบนิ่งจริงๆ แล้วค่อยกลับมาเปิดเมืองใหม่แบบถาวร เพราะหากเปิดแล้วพบการกลับมาติดเชื้อแบบทวีความรุนแรงขึ้น อันนั้นจะแย่ยิ่งกว่ามาก เพราะเป็นการเปิดๆ ปิดๆ หากเปิดเป็นปกติเร็ว แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถคุมสถานการณ์อยู่หรือไม่ ก็กังวลว่า ประเทศไทยจะเป็นเหมือนญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ ที่เปิดแล้วต้องปิดใหม่อีกครั้ง เพราะพบการกลับมาแพร่ระบาดแบบรุนแรงมากกว่าเดิม ซึ่งก็หวังว่าจะไม่เป็นแบบนั้น และหวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการที่เข้มข้นออกมาเพื่อไม่ให้เป็นแบบนั้น

 

ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ ม.นเรศวร

หากพูดตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ยังยืนยันตั้งแต่แรกว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะอำนาจของกฎหมายดังกล่าวมีเพียงอย่างเดียวคือการเคอร์ฟิว ซึ่งตอนนี้ไม่มีตัวชี้วัดว่าการเคอร์ฟิวทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะมาตรการต่างๆ ที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นปิดเมือง ปิดสถานที่ต่างๆ ตามแต่ละจังหวัดล้วนเป็นมาตรการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ซึ่งเพียงพออยู่แล้ว
แต่หากดูข้อเท็จจริงในประเทศจีนที่บอกว่าเหตุการณ์นิ่งแล้ว แต่กลับเจอโควิดระลอกที่ 2 ถามว่ากรณีแบบนี้มีความจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ ส่วนตัวก็ยังคิดว่าไม่มีความจำเป็น เพราะในที่สุดแล้วก็ยังสามารถใช้กลไกตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ในการควบคุมธุรกิจบางอย่าง เช่น ร้านตัดผม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า การกำหนดเวลาเปิดปิดร้านสะดวกซื้อที่เคยเปิด 24 ชั่วโมง ก็ใช้อำนาจ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งนี้ ระยะนี้สถานการณ์ดีขึ้นจึงควรผ่อนคลายมาตรการบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับไปใช้ชีวิตก่อนโควิด-19 จะระบาดได้ เชื่อว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ได้คนไม่ได้กลัวกฎหมาย แต่กลัวติดโรคมากกว่า

 

พัฒนะ เรือนใจดี
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

แม้ว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ค่อนข้างดี แต่ก็ต้องเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่าสามารถที่จะวกกลับมาหาเราได้ ต้องยอมรับว่าโรคระบาดหากควบคุมได้ไม่ดีจะลามได้ง่าย จึงมีคำที่พูดกันว่า “การ์ดอย่าตก” ประมาท หรือชะล่าใจไม่ได้ ถ้าเข้าใจตรงนี้จึงจะตอบคำถามได้ว่าขณะนี้สมควรแล้วหรือยังที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
รัฐบาลไม่สามารถเคร่งครัดเช่นนี้ในระยะยาวได้ รัฐบาลต้องผ่อนปรนมากขึ้น จึงต้องมาดูว่าอาชีพอะไร จังหวัดไหน ประเทศไหนที่ผ่อนไปแล้วความเสียหายจะไม่มาก ส่วนตัวจึงมองว่าการยกเลิก หรือไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น โยงไปถึงเรื่องความเข้มงวดของประตูประเทศมากกว่า เพราะสถานการณ์ภายในประเทศไม่มีอะไร ทั้งนี้ เรื่องเคอร์ฟิวก็คงจะต้องมีไปอีกระยะหนึ่ง แต่เรื่องอาชีพคิดว่าต้องผ่อนคลายลง อาชีพที่ประกอบการได้ เช่น ร้านอาหาร ถ้านั่งโต๊ะกินก็น่าจะพอได้ ไม่ถึงขนาดว่าซื้อกลับบ้านหมด สวนอาหารที่คนไม่แออัดก็ผ่อนปรนได้ แต่ถ้าเป็นร้านที่คนแออัดก็ต้องพิจารณา โรงแรมขนาดใหญ่กว่า 25 เตียง เปิดไม่ได้ แต่ต่ำกว่า 25 เตียงเปิดได้ ร้านอาหารที่จุคนได้จำนวนเท่านั้นเปิดไม่ได้ แต่ถ้าจุคนได้จำนวนเท่านี้เปิดได้ นวดแผนโบราณรับคนนวดได้จำนวนเท่านี้ ร้านตัดผมตัดจำนวนเท่านี้ได้ ตัดได้เวลานั้นถึงเวลานี้ เป็นต้น

 

ชูศักดิ์ ศิรินิล
รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย (พท.)

จากการดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่ผ่านมา แม้การแพร่ระบาดและจำนวนผู้ติดเชื้อโรคลดลง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาคธุรกิจ แรงงาน และประชาชนทั่วไป จึงเกิดคำถามว่าสมควรจะขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปหรือไม่ และควรจะมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ ในเรื่องดังกล่าว เห็นว่าต้องมองทั้งสองมิติ ทั้งในทางสาธารณสุข และมิติด้านเศรษฐกิจ กล่าวคือ ในมิติของการป้องกันและควบคุมโรค จะเห็นว่ามาตรการทางกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ หลายคนอาจมองว่ามาจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและออกข้อกำหนดห้ามดำเนินกิจกรรมและห้ามทำการต่างๆ แต่หากพิจารณาอำนาจ ตามกฎหมายแล้วจะเห็นว่า การสั่งปิดสถานประกอบการต่างๆ หรือการห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยงนั้น ตามกฎหมายโรคติดต่อก็ให้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครออกประกาศห้ามได้อยู่แล้ว เพียงแต่การฝ่าฝืนข้อห้ามตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีโทษสูงกว่าตามกฎหมายโรคติดต่อเท่านั้น นอกจากนี้ในกฎหมายโรคติดต่อยังมีมาตรการอีกหลายอย่างที่ได้นำมาใช้ อันส่งผลทำให้การแพร่ระบาดของโรคลดลง การคงไว้ซึ่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปจึงอาจไม่มีความจำเป็น
ในอีกมิติหนึ่งก็ต้องคำนึงว่าผลจากมาตรการ ที่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งจากข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและตามกฎหมายโรคติดต่อ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างมีคนว่างงานและไม่มีรายได้ในการดำรงชีพจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ก็ต้องมาดูว่า ข้อห้ามตามประกาศของกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ส่วนใดที่พอจะลดความเข้มงวด หรือผ่อนคลายลงได้บ้างเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการไปได้ ประชาชนมีงานทำ และมีรายได้มาใช้จ่ายในช่วงนี้ก็ควรทบทวน เราคงไม่อาจรอไปจนถึงว่าไม่มีผู้ป่วยโควิด-19 อีกแล้ว เพราะเราไม่ได้ใช้ระบบ T&T (Test and Track) การค้นหาผู้ติดเชื้ออย่างกว้างขวาง เราทำเฉพาะผู้มีอาการ หรือกลุ่มเสี่ยงซึ่งเป็นจำนวนน้อยนิดของประชากร จึงยังไม่ทราบและตอบไม่ได้ว่าการแพร่ระบาดของโรคนี้จะยุติเมื่อใดจึงอาจเป็นการได้ประโยชน์ส่วนหนึ่งแต่เสียหายหลายส่วน หรือเสียหายทั้งประเทศ
สำหรับมาตรการต่างๆ ที่สมควรผ่อนคลายลงนั้น ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบก็คงมีข้อมูลความเดือดร้อนของประชาชนอยู่ในมือหมดแล้ว มีข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายก็อยู่ที่ว่าจะพิจารณาหรือไม่อย่างไร แม้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแต่ก็มีกฎหมายโรคติดต่อเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้และด้วยความร้ายแรงของเชื้อโรคโควิด-19 นี้ ประชาชนได้ตระหนักถึง การป้องกันตัวเองอย่างดี มีความตื่นตัวในการป้องกันสูง หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็มีมาตรการในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดในส่วนของตน ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ควรจะเปิดให้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ให้ธุรกิจที่มีความเสี่ยงในการติดต่อและแพร่ระบาดของโรคน้อยได้เปิดดำเนินการได้ ขณะเดียวกันก็กำหนดให้สถานประกอบการแต่ละแห่งได้มีมาตรการในการป้องกันโรคของตนเองด้วย อันจะเป็นการลดปัญหาความเดือดร้อนและผลกระทบที่เกิดขึ้นของคนส่วนใหญ่ในวงกว้างในเวลานี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ดิจิเทรนด์ฟอร์เวิร์ด วันที่ 25 เมษายน 2563 : ‘เวิร์กฟรอมโฮม’แบบมือโปร
บทความถัดไปเหยี่ยวถลาลมประจำวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2563 : ประเทศเรามี