รายงานหน้า2 : โดมิโน‘4กุมาร’ไขก๊อก กระทบ‘ปรับครม.-ฟื้นศก.’

หมายเหตุความเห็นของภาคเอกชนและนักวิชาการถึงผล กระทบภายหลังนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดม ศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง หรือกลุ่ม 4 กุมาร แถลงลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ท่ามกลางกระแสข่าวนายกฯเตรียมปรับ ครม.ตั้งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่มาบริหาร

เกรียงไกร เธียรนุกุล
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

มองว่าเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายรับรู้อยู่แล้ว ตั้งแต่มีการประกาศตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่แล้ว ตั้งแต่ตอนนั้นก็รู้แล้วว่าทั้ง 4 คน จะต้องลาออกแน่นอน ไม่ได้เกินความคาดหมาย ส่วนในเรื่องของการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มองว่าเรื่องนี้ต้องเป็นการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่องทางการเมืองที่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งหากมีการปรับ ครม.ในช่วงนี้อาจส่งผลกระทบต่อความไม่ต่อเนื่องของมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลเริ่มมีการเบิกจ่ายงบประมาณในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันทุกนาทีมีค่ามีคนตกงาน และมีธุรกิจต้องปิดตัวไปจำนวนมาก
ถ้าหากต้องมีการปรับเปลี่ยน ครม.จริงๆ มองว่าคนที่จะเข้ามาบริหารประเทศในช่วงนี้ต้องเป็นคนเก่งและมีฝีมือ สามารถทำงานต่อเนื่องได้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเชื่อว่าต้องกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นใจอยู่แล้ว ฉะนั้นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าหากมีการปรับเปลี่ยนใหม่คนที่เข้ามาเป็นใครนักการเมืองหรือนักธุรกิจ แต่ไม่ว่าอย่างไร คนที่จะเข้ามาต้องทำงานเป็นทีมได้ เพราะตอนนี้เรื่องเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งฟื้นฟูไม่สามารถเข้ามาคิดและแก้ไขปัญหาด้วยตัวคนเดียวได้ และต้องเป็นคนที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้โครงการขนาดใหญ่ อาทิ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นต้น ให้สามารถเดินหน้าต่อไป

 

ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

ในแง่มุมเศรษฐกิจไม่อยากให้ยึดติดว่าจะเป็นใคร คนเก่งที่อายุน้อยก็มี แต่ทั้งนี้ในเรื่องของการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตนมองว่ามีไพ่อยู่ในมืออยู่แล้ว เพียงแค่ยังไม่ออกมาเฉลยว่าปรับเปลี่ยนเป็นแบบไหน แต่เชื่อว่าต้องนำคนที่มีความสามารถและพาประเทศเดินต่อไปได้แน่นอน
“ไม่อยากให้ประเทศไทยยึดติดกับตัวบุคคลมองว่ายังมีคนเก่งอยู่อีกหลายคน ในอดีตเมื่อมีการปรับ ครม.จะส่งผลต่อตลาดหุ้นทันที แต่ในปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนมีข้อมูลข่าวสารให้ได้ติดตาม เมื่อมีข่าวการประกาศลาออกจากพรรคดังกล่าวคนจึงไม่ค่อยตกใจ และยังไม่ส่งผลกระทบในวงกว้างมากนัก อีกทั้งยังมองว่าแม้มีการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจใหม่ คนที่ออกจากตำแหน่งไปแล้ว ถ้าคิดจะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแม้ไม่มีตำแหน่งก็สามารถเข้ามาช่วยได้ จึงไม่อยากให้น้ำหนักกับ
ประเด็นนี้เยอะ”
แม้เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจโดยเป็นคนเก่งมาทำงานก็ใช่ว่าจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ในทันที ในส่วนของผลกระทบในการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยังไงก็ต้องเจอ แต่ถ้าร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นได้ มองว่างบประมาณในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมวงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่อนุมัติแล้วถึงแม้จะไม่ได้ช่วยกระตุ้นตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) มากนัก แต่โครงการที่ได้อนุมัติก็ถือว่าเป็นการใช้เงินได้ถูกวัตถุประสงค์ อาทิ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่ม เกษตรทฤษฎีใหม่ วงเงิน 9.8 พันล้านบาท มีเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร 44,099 ราย และเพิ่มการจ้างงานเกษตรกร 8,018 ราย เป็นต้น ซึ่งโครงการดังกล่าวถือว่าช่วยบรรเทาผลกระทบในปัจจุบันได้
ส่วนในเรื่องของโครงการลงทุนขนาดใหญ่นั้น มองว่าเรื่องการลาออกของ 4 กุมาร ยังไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมของการลงทุนเพราะนักลงทุนส่วนมากจะมองภาพรวมไม่ได้มุ่งเรื่องการเมืองเพียงเรื่องเดียว หากเศรษฐกิจในประเทศดี การเมืองในประเทศดี แต่สิทธิประโยชน์ที่เขาจะได้รับไม่ดี ก็ต้องมีการเปลี่ยนการลงทุนไปที่อื่นที่ได้สิทธิประโยชน์ที่ดีกว่า ฉะนั้นในตอนนี้สิ่งที่ไทยทำได้คือต้องมีการแก้ไขกติกาบางอย่างเพื่อจูงใจนักลงทุนให้ไม่ย้ายฐานการผลิตในระยะนี้

 

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

การเปลี่ยนตัวกรรมการบริหารพรรคก่อนหน้านี้ทำให้บทบาทของทั้ง 4 คนหมดไปโดยปริยาย ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองของคนกลุ่มนี้โดยไม่มีเครือข่ายหรือ ส.ส.หนุนหลังอยู่
แตกต่างจากลักษณะการเมืองไทย เนื่องจากทั้ง 4 คนมีภาพลักษณ์วิชาการ เทคโนแครต ถูกดึงเข้ามาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้พรรค พปชร. อีกทั้งยังโดนกดดันให้ออก การทำอย่างนี้เป็นการย้อนศรเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การปรับ ครม. เพราะลาออกเฉพาะสมาชิกพรรค แต่ไม่ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี โดยส่วนนี้ได้กระเพื่อมกลับไปถึงพรรค พปชร.อีกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการตำแหน่งเหล่านี้ จนทำให้ ส.ส.ในพรรคหลายคนบอกว่าลาออกแล้วต้องลาออกให้หมด แสดงว่าการลาออกแบบนี้เป็นการย้อนศรหรือเป็นการลาออกแบบมีชั้นเชิง คือไม่ออกใน
ตำแหน่งสำคัญ
ต่อมากระทบกับการปรับ ครม.แน่นอน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี น่าจะลำบากใจว่าจะทำอย่างไร เพราะด้านหนึ่งทั้ง 4 คนนี้ก็เป็นผู้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ทาบทามเข้ามาสู่การเมือง ซึ่งการลาออกครั้งนี้มีสัญญาณชัดเจนมาก เช่น การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) สุดท้ายก็ประชุมไม่ได้ ทั้งๆ ที่ 4 คนนี้ยังอยู่ แสดงให้เห็นว่ามีผลต่อการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์แน่ๆ
ส่วนจะมีผลต่อแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือไม่ เรื่องภาพลักษณ์มีแน่นอน เพราะภาพลักษณ์ของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะแสดงให้เห็นว่าการขับเคลื่อนนโยบายไม่ต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ที่ประชุมสภาล่ม เป็นผลจากไม่ครบองค์ประชุม เรื่องการลาออกนี้ก็น่าจะมีผล เพราะการไม่ประชุมสภาสามารถตีความได้ว่า ส.ส.ต้องการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างถึง พล.อ.ประยุทธ์ด้วยในการไม่เข้าร่วมประชุม เพื่อให้รู้ว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ปรับ ครม. ไม่จัดสรรตำแหน่งแห่งที่ให้กลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะในพรรคพลังประชารัฐ นี่คือการกดดันอย่างมีนัยสำคัญคือการไม่เข้าประชุมจนทำให้สภาล่ม ซึ่งเมื่อดูแล้วส่วนใหญ่เป็นพรรค พปชร.ทั้งสิ้น นี่คือการส่งสัญญาณถึงการปรับ ครม. และสภาจะล่มอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งอีกด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นว่ากลุ่มบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่คุม ส.ส.กดดัน พล.อ.ประยุทธ์กลายๆ จนอาจกระเพื่อม
ไปถึง 3 ป.ด้วย

 

ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

การแถลงข่าวลาออกของ 4 กุมาร จึงเป็นภาพที่สะท้อนชัดเจนว่ายังเดินหน้าต่อ ยังสู้ต่อ แต่ด้วยวันนี้มีเดดล็อกทางกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งกำหนดเอาไว้ว่า ส.ส.ไม่สามารถย้ายพรรคได้หากไม่เข้าข่าย 3 กรณี คือ 1.การถูกยุบพรรค 2.การจดแจ้งเลิกกิจการ หรือที่เรียกกันว่า “ไพบูลย์โมเดล” และ 3.ถูกขับออกจากพรรค ซึ่งหากย้ายพรรคจะหมดสมาชิกภาพของการเป็น ส.ส.จึงทำให้ 4 กุมารไม่สามารถตั้งพรรคการเมืองได้ในช่วงนี้ อย่างไรก็ดี หากฟังจากการให้สัมภาษณ์ของคุณอุตตม สาวนายน มีโอกาสที่ 4 กุมารจะไปตั้งพรรคการเมือง หากจังหวะเวลาเหมาะสม เช่น อยู่ในช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง เราอาจจะเห็นพรรคการเมืองของกลุ่ม 4 กุมารที่ไปดึงเอาผู้คนบางส่วนมาจาก พปชร. พรรคร่วมอื่นๆ หรือแม้กระทั่งจากพรรคฝ่ายค้าน ก็มีความเป็นไปได้ หรือหาก พปชร.ไม่สามารถเดินต่อได้ ก็อาจมีอนาคตคล้ายกับพรรคสามัคคีธรรมในอดีต ที่เมื่อพรรคแตกคนส่วนหนึ่งอาจจะมาอยู่กับ 4 กุมาร สะท้อนให้เห็นว่า 4 กุมารมีความได้เปรียบในเรื่องจังหวะเวลา และเงื่อนไข ณ ขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลก็ยังจำเป็นต้องใช้งานทีมเศรษฐกิจเดิมอยู่
นอกจากนี้ เมื่อมีการลาออกของ 4 กุมาร ก็มีการยกเลิกประชุมในหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ทั้งยังผนวกกับกรณีสภาล่มที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ เพราะมี ส.ส.ของ
พปชร. ถึง 27 คน ที่หายไปจากที่ประชุม ก็คงเป็น กระบวนการสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การปรับ ครม. โดยเฉพาะการพุ่งเป้า เพื่อดิสเครดิตประธานวิปรัฐบาล สะท้อนว่า พปชร.กำลังเผชิญหน้ากับการเคลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงการเมืองภายในพรรค ยกที่หนึ่ง ก่อนหน้านี้ ในช่วงต้นจะเห็น พปชร.อยู่ภายใต้การกำกับของ 3 ป. อย่างชัดเจน แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านมา 1 ปี บทบาทของนักการเมืองก็มีมากขึ้น การต่อรอง การออกมาแสดงท่าที ก็เริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น ยิ่งเกิดกรณี 4 กุมารไม่ร่วมประชุม ครม.เศรษฐกิจ ยกเลิกการประชุมทางเศรษฐกิจบ้าง ก็ยิ่งเป็นงานหนักของรัฐบาลในการสกัดไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้
ส่วนตัวเชื่อว่าจะมีการปรับ ครม.ชุดใหญ่ เพียงแต่จังหวะเวลายังไม่ลงตัว และคนที่จะตอบรับยังไม่ชัดเจน ที่ว่าต้องปรับชุดใหญ่ เนื่องจากเวลานี้การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเรื่องวิกฤตโควิด-19 สำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจซึ่งใกล้ชิดกับปากท้องของประชาชน และเศรษฐกิจในวันนี้มีความซับซ้อน ไม่ใช่เปลี่ยนเพียงบางตำแหน่งแล้วได้ แต่จะต้องมองภาพรวมของกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้มีเพียงกระทรวงการคลัง แต่ยังรวมไปถึงพาณิชย์ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว คมนาคม พลังงาน ฯลฯ ซึ่ง ครม.ในแต่ละส่วนมีความเชื่อมโยงกันหมด แต่การปรับใหญ่ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายในสถานการณ์แบบนี้ คนที่จะเข้ามาในทีมเศรษฐกิจต้องคิดหน้าคิดหลัง และเป็นหน่วยกล้าตาย เพราะปัญหาเศรษฐกิจ ณ วันนี้ไม่ได้เป็นปัญหาในระดับภูมิภาคเหมือนกับกรณีวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่เป็นปัญหาภาพใหญ่ เป็นวิกฤตระดับโลก ซึ่งการจะทำให้วิกฤตเหล่านี้จบลงในระยะเวลาอันใกล้ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อต้องใช้ระยะเวลานาน ก็จำเป็นที่จะต้องมีคนที่กล้าเข้ามาทำงาน และยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ต้องมีการปรับทีมเศรษฐกิจทั้งทัพ เราจะเห็นว่าก่อนหน้าปี 2540 จะมีข้อคำถามเพียงแค่ว่า ใครจะมาเป็นขุนคลัง แต่นับจากปี 2540 เมื่อประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนเกิดคำถามที่กว้างขึ้นกว่านั้น สังคมถามถึงขนาดที่ว่าพรรคการเมืองที่เสนอตัวเข้าสู่การเลือกตั้ง ใครจะเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคนี้ สะท้อนภาพให้เห็นว่าสังคมมองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญมาก กับการที่จะต้องมีทีมเศรษฐกิจที่ทำงานในเชิงบวก บูรณาการกันได้ และมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เป็นทีมที่มีประสบการณ์และความชำนาญอย่างแท้จริง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ปังมากแม่! คริส บราวน์ โพสต์คลิปเต้น ‘ลิซ่า’ แบล็คพิงก์ ลงไอจี
บทความถัดไปปรับตัวก้าวกระโดดให้..ปัง..เมื่อถูกเลิกจ้าง… ยุค Next Normal !!! : โดย ดร.วิไล พึ่งผล