เสียงสะท้อนรัฐจ่าย‘3พัน’ ขอทั่วถึงทั้งร้านค้าและผู้ได้รับ

เสียงสะท้อนรัฐจ่าย‘3พัน’ ขอทั่วถึงทั้งร้านค้าและผู้ได้รับ

เสียงสะท้อนรัฐจ่าย‘3พัน’
ขอทั่วถึงทั้งร้านค้าและผู้ได้รับ

หมายเหตุ – ความเห็นจากภาคเอกชนและนักวิชาการ กรณีรัฐบาลเตรียมออกมาตรการ “คนละครึ่ง” แจกเงินให้ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป 15 ล้านคน คนละ 3 พันบาท เพื่อนำไปใช้ซื้อสินค้า โดยภาครัฐจะออกให้ครึ่งหนึ่งของราคาสินค้า จะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนประมาณเดือนตุลาคมนี้

นิพนธ์ สุวรรณนาวา
ประธานกิตติมศักดิ์สภาหอการค้าประจวบคีรีขันธ์

เชื่อว่ามาตรการนี้จะไม่ได้ผล เพราะเป็นการแจกเงินให้ประชาชนนำไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายขาดการจัดระเบียบชัดเจน จะแตกต่างจากการแจกเงินเยียวยาช่วงโควิด-19 ระบาดเมื่อหลายเดือนก่อน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายอยู่รอดในระยะสั้น 3 เดือน ล่าสุดสถานการณ์โควิดทุเลาลงรัฐบาลควรมีมาตรการอื่นที่ดีกว่านี้ และควรให้ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพเข้ามาวางแผนเพื่อบริหารจัดการ มีการอ้างอิงตามหลักวิชาการจากเม็ดเงินกระจายลงไปในระบบ ที่สำคัญการแจกเงินทุกครั้งรัฐบาลมักจะถูกมองว่าแจกไม่ทั่วถึงหรือขาดความเป็นธรรม ครั้งนี้มีแผนจะแจก 3,000 บาท เพียง 15 ล้านคน
สำหรับการเยียวยาในภาคแรงงานมีการลดเงินประกันสังคมเหลือจ่ายเพียง 2% ถือว่ามาถูกทาง เพราะทำให้ลูกจ้างสมทบเงินลดลง ขณะเดียวกันกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลควรมีนโยบายในการจ้างงาน เพื่อสร้างรายได้ในโครงการของรัฐมากว่าการพุ่งเป้าไปที่การแจกเงิน เพราะอาจทำไปประชาชนบางส่วนรอความหวังว่าเมื่อไหร่รัฐบาลจะแจกอีก และเงิน 3,000 บาท บางรายอาจรีบนำไปใช้จ่ายหมดในวันเดียว โดยอาจจะซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีพ หากจะจ่ายผ่านร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้าที่มีบรรดาเจ้าสัวเป็นเจ้าของผูกขาดไม่กี่ราย จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นมีไม่มากตามที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า หากมีโครงการนี้จริงก็ไม่ควรระบุว่าต้องซื้อสินค้าจากแหล่งใด แต่ควรเปิดกว้างในตลาดชุมชน และห้ามซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย
นโยบายการแจกเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มเป้าหมายอาจทำได้ แต่ไม่ควรทำบ่อยหากรัฐบาลนำมาจากกู้เงินเพราะต้องมีดอกเบี้ย การแจกเงิน 3,000 บาท เชื่อว่าประชาชนคงตื่นตัวไม่มาก ส่วนการขยายฐานลงมาที่อายุ 18 ปี คงไม่ได้มีเป้าหมายเอาใจนักเรียนนักศึกษาที่กำลังมีแฟลชม็อบ

เกรียงเดช สุทธภักติ
นักธุรกิจ จ.ลำปาง

คลังเตรียมเปิดเว็บไซต์ คนละครึ่ง ลงทะเบียน รับเงิน 3,000 บาท 15 ล้านคน มาตรการกระตุ้นการบริโภค และเปิดให้ประชาชนได้เข้าลงทะเบียนเพื่อร่วมโครงการนั้น ตนเห็นด้วย แต่การเอาเงินมาแจกแบบนี้ ทำมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้ผลมากนัก และไม่เป็นธรรมกับประชาชนคนไทย เพราะบางคนไม่ได้ จึงอยากให้แผนและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาใช้ ขอให้ดี หรือสุดโต่งกว่านี้ และให้เห็นผลในระยะยาว เพื่อฟื้นเศรษฐกิจของท้องถิ่น และของประเทศให้ดีขึ้นกว่านี้
การแจกเงินที่ต้องลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่ง ถือว่าจะเป็นการเอื้อเฉพาะบางกลุ่มได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะร้านค้าเฉพาะกลุ่ม กำหนดให้ไปใช้จ่ายเงินซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภค ตามร้านค้าที่อยู่ในกลุ่ม ยิ่งหากมีการเปิดให้ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ไปใช้จ่ายเงินอีก จะยิ่งเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มมากกว่าจะช่วยเหลือประชาชนคนไทยทั้งหมด
ส่วนกรณีโครงการนี้ นำเงินงบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท 4.5 หมื่นล้านบาทมาใช้ และให้ 15 ล้านคนเท่านั้น จะได้รับสิทธิการลงทะเบียน ถือว่าไม่เป็นธรรมกับประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วม แต่ทุกคนก็ต้องตกเป็นหนี้สาธารณะ ตามที่รัฐบาลได้กู้เงินออกมาใช้ จึงมองว่าเกิดความไม่เป็นธรรม

จรัส สุวรรณมาลา
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

นโยบายแจกเงินในเดือนตุลาคม มาจากความต้องการของรัฐบาลในการกระตุ้นอำนาจการใช้จ่ายของประชาชน และคงได้ผลในระยะสั้นเพราะเม็ดเงินในระบบหมุนได้ไม่นาน ส่วนการแจกเงินจะทำให้ประชาชนรอคอยความหวังครั้งใหม่ หรือมีดราม่าหากไม่ได้รับเงินก็เป็นเรื่องปกติ เพราะรัฐบาลแจกเงินหลายครั้ง หากคิดอะไรไม่ออกก็แจกเงินเพราะเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด แต่คงไม่มีทางเลือกอื่น
สำหรับวิธีการอื่นยังมีอีกมากที่ทำได้ แต่ต้องยอมรับว่ากลไกการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลกลางกำหนดให้ทำโครงการสำเร็จรูปด้วยการจ่ายเงินผ่านกระทรวง ผ่านกรม มาถึงประชาชนระดับล่างก็มักจะมาไม่ถึง เพราะส่วนหนึ่งยังติดขัดในการทำงานของเครือข่ายระบบราชการ ทั้งการจ้างงานในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนใหญ่พบว่ามีการจ้างเหมา มีการใช้เครื่องจักรกลไม่ได้ใช้แรงงานคน
ดังนั้น หากจ่ายเงินตรงไปยังระบบราชการส่วนภูมิภาคหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วิธีการใช้งบก็จะแตกต่างกัน เพราะการใช้งบจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาว โดยเฉพาะการกระตุ้นให้มีการผลิตในวงจรเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ง่ายกว่า แต่ละพื้นที่ก็จะทำโครงการที่แตกต่างกันตามความจำเป็นในบริบทที่เป็นความต้องการของชุมชน ซึ่งต่างจากการกดปุ่มจากเงินด่วน 3,000 บาท เพื่อเร่งการใช้จ่าย เปรียบเหมือนการเทน้ำจากที่สูงลงมาพื้นดิน ไม่รู้ว่าน้ำทุกหยดจะมีประโยชน์กับต้นไม้ผล หรือวัชพืชหรือไม่
เพราะจะแตกต่างกับการใช้ท่อส่งน้ำให้ไหลตรงไปที่ต้นไม้แต่ละต้นที่เป็นดอกเป็นผล ผลที่เกิดขึ้นจะต่างกันชัดเจน
สิ่งที่น่ากังวลคือเงินที่จ่ายมาจากเงินกู้ที่จะต้องใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าการใช้เม็ดเงินเพื่อการลงทุน ส่วนรายได้จากการเก็บภาษีจะนำไปใช้ด้านสวัสดิการสังคม แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้ รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อมากอบกู้ภาวะเศรษฐกิจ เบื้องต้นเชื่อว่าไม่คุ้ม แต่รัฐบาลคงต้องการแก้ปัญหาระยะสั้น และส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่ภาวะเช่นนี้รัฐบาลต้องขาดดุลทางการคลังอย่างแน่นอน หนี้สะสมต้องเพิ่มขึ้น จีดีพีลดลง
ขณะที่รายได้จัดเก็บน้อยลงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น ภาระหนี้ของประเทศน่าเป็นห่วงหรือไม่ วันนี้ยังไม่ชัดเจน แต่ถ้าโควิดยังไม่ทุเลาหรือไม่ไปง่ายๆ รัฐบาลจะต้องอยู่แบบนี้อีกอย่างน้อย 3 ปี ดังนั้น การขาดดุลทางการคลังเกิน 60% จะมีต่อเนื่องไปอีก 3 ปี ซึ่งเป็นสถานการณ์ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากไม่รวมช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ประสบวิกฤตรุนแรงที่สุด ดังนั้น รัฐบาลควรคิดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อไม่ให้มีภาระมากเกินไป
ขณะที่ภาคเอกชนชะลอการลงทุน มีผลทำให้การฟื้นตัวในภาคการผลิตเพื่อส่งออกจะช้ามาก เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรพิจารณาจ่ายเม็ดเงินให้ตรงเป้าก็จะดีกว่านี้และทุกฝ่ายต้องการเห็นมืออาชีพด้านเศรษฐกิจเข้ามาทำงานในกระทรวงการคลัง ต้องการให้การเมืองนิ่งกว่านี้

ผกายมาศ เวียร์รา
ประธานสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-เมียนมา สาขา จ.เชียงราย และประธานหอการค้าแม่สาย

“เป็นมาตรการที่ดีซึ่งภาคเอกชนใน จ.เชียงราย เห็นด้วย เพราะจะทำให้มีการกระจายตัวของภาคเศรษฐกิจ ทำให้มีการจับจ่ายซื้อสินค้าหรือมีการค้าขายกันเพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบันลำพังประชาชนเองกำลังซื้อนั้นถือว่ามีน้อยมาก เนื่องด้วยเศรษฐกิจไม่ดี เห็นได้ชัดอย่างพื้นที่ อ.แม่สาย หรือพื้นที่ชายแดนอื่นๆ เช่น อ.เชียงแสน หรือ อ.เชียงของ ก่อนหน้านี้มีความคึกคักเพราะด่านพรมแดนเปิดทำการค้าทำให้มีเงินสะพัดปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท เมื่อการค้าสะพัดระบบการค้าในชุมชนต่างๆ ก็คึกคักตามไปด้วยทำให้มีการค้าขาย การจับจ่าย และการท่องเที่ยว ปัจจุบันแม้ด่านการค้าจะเปิดให้ทำการค้าได้ แต่ด้วยด่านที่ปิดการค้าก็ทำได้เพียงสินค้าที่เคยทำมาก่อนและมีสัญญาคู่ค้ากับต่างประเทศ ที่ยังทำการค้ากันได้ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนการค้าใหม่หรือการค้าระหว่างชายแดนสิ่งเหล่านี้หายไปเลย ทำให้เงินไม่สะพัดในชุมชนการใช้จ่ายก็ไม่เกิดขึ้น
ดังนั้น สิ่งที่มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจตัวใหม่กระทรวงการคลังหรือรัฐบาลควรมองไปที่ระบบรากหญ้าให้มาก กลุ่มร้านค้าที่จะเข้าโครงการควรกระจายอยู่ในทุกชุมชนให้ร้านค้าปลีกรายย่อยเข้าร่วมโครงการ ส่วนห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าขนาดใหญ่ไม่ควรดึงมาร่วมโครงการ ควรตัดออกไป มิเช่นนั้นก็จะมีปัญหาเช่นกรณีชิมช้อปใช้ ที่คนส่วนใหญ่เมื่อได้เงินก็จะเลือกเข้าไปซื้อสินค้าที่ร้านขนาดใหญ่ทำให้เม็ดเงินไหลไปยังผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ผู้ประกบอการรายย่อยหรือร้านค้าปลีกในชนบทแทบไม่ได้รับผลประโยชน์” น.ส.ผกายมาศกล่าว
โครงการนี้ควรให้เป็นลักษณะของการกระจายไม่ใช่กระจุก ควรให้ทางท้องถิ่นหรือปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดสรรร้านค้าที่ร่วมโครงการ เพราะจะรู้สภาพพื้นที่ดี ซึ่งเป็นความต้องการของชุมชนและควรมีทุกชุมชน หากทำเช่นนี้ได้มาตรการใหม่นี้จะดีมากๆ จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศพื้นตัวได้อีกระดับหนึ่ง ประชาชนก็จะได้ประโยชน์อย่างทั่้วถึง ไม่เหมือนที่ผ่านมาได้รับประโยชน์เพียงบางกลุ่มเท่านั้น

อนุรัตน์ อินทร
ประธานหอการค้า จ.เชียงราย

เชื่อว่ามาตรการนี้เป็นโครงการที่ดีซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นได้ แต่ต้องมองลงไปในระบบรากหญ้า เช่น ร้านโชห่วยในชุมชนต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีรายได้เลย คนท้องถิ่นอุดหนุนคนท้องถิ่นก็จะทำให้เงินกระจายในชุมชนอย่างแท้จริง ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้านค้าส่งหรือโชห่วยขนาดใหญ่ยังสามารถอยู่ได้ เพราะสินค้าอุปโภคประชาชนต้องใช้จ่ายทุกวัน แต่ส่วนมากจะไปซื้อตามห้างค้าส่งซึ่งจะมีราคาถูกและน่าเดินซื้อ แต่หากตัดห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าขนาดใหญ่ออกไปจะทำให้เม็ดเงินกระจายมากกว่า และอีกด้านที่ควรส่งเสริมไปพร้อมกันคือด้านงานบริการ ทุกวันนี้เแทบไม่มีรายได้ หากเม็ดเงินเหล่านี้สามารถใช้ได้ทั้งการอุปโภคและการบริการก็จะดียิ่งขึ้น

สุทัศน์ เลิศมโนรัตน์
ที่ปรึกษาสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
และที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ หอการค้าไทย

“โครงการคนละครึ่ง เชื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากภาวะขณะนี้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ เพราะไม่มีเงินในกระเป๋าและคนขายก็ไม่มีกำลังจะขาย เพราะไม่มีเงินเข้ามา การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้เป็นเรื่องดีที่ได้เปิดกว้างขึ้นไม่จำกัดเฉพาะกลุ่ม และไม่จำกัดการนำไปใช้เฉพาะด้าน ไม่เหมือนที่ผ่านมาที่ให้ไปใช้เฉพาะด้าน แต่ครั้งนี้ประชาชนตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิใช้ได้ และนำไปจับจ่ายซื้อของกินของใช้ได้ ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนั้นเม็ดเงินจะหมุนเวียนกระจายออกไป ถือเป็นการเติมเงินลงไปในระบบให้เงินทำงาน จะทำให้เศรษฐกิจกลับมา”

ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์
รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์
บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

รัฐบาลออกมาตรการคนละครึ่ง ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะจากการหารือร่วมกับบริษัทวิจัยพบว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น ตัวเลขจากสภาพัฒน์ชี้ให้เห็นว่าความมั่นใจผู้บริโภคเริ่มกลับมา ตัวเลขดีขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายเดือนที่ผ่านมา หากประชาชนได้รับเงินคนละ 3,000 บาท จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประจำวัน เป็นการเสริมกำลังซื้อภาคครัวเรือน เพิ่มสภาพคล่อง แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมสินค้าประเภทใดบ้าง หรือแม้ว่าไม่รวมสินค้าประเภทรถยนต์ก็ตาม แต่หากประชาชนมีเงินมาจับจ่ายสิ่งของจำเป็น และถ้ายังคงมีกำลังซื้อเหลือก็สามารถนำไปซื้อสินค้าที่มีความสำคัญเป็นปัจจัยที่ 5 อย่างรถยนต์ได้ สินค้าในกลุ่มยานยนต์เป็นสินค้าราคาแพง กลไกการเป็นเจ้าของต้องมีการเช่าซื้อ ต้องผ่อนชำระ เมื่อภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเงินเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านอื่น ผู้บริโภคก็จะมีกำลังในการผ่อนชำระสินค้ายานยนต์ได้ดีขึ้น

พัลลภ แซ่จิว
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่

โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่ดี เติมเงินในกระเป๋าประชาชน และอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก บรรเทาความเดือดร้อนระดับหนึ่ง แต่ประเทศไทยมีประชากรกว่า 70 ล้านคน มีมือถือกว่า 54 ล้านเครื่อง แต่มีผู้ใช้และเข้าถึงเทคโนโลยีได้เพียง 40 ล้านเครื่อง หายไป 14 ล้านเครื่อง จึงมีผู้เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารที่ผ่านแอพพ์เป๋าตังทำให้เกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสโครงการดังกล่าวจำนวนมาก มีความกังวลใจและเป็นห่วงโครงการดังกล่าว มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 50,000-60,000 ร้านค้า โดยเฉพาะร้านค้าประชารัฐ ร้านค้าชุมชน และร้านโชห่วย อาจไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวเต็มที่ เนื่องจากภาครัฐเปิดโอกาสให้ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อเข้าร่วมโครงการ โครงการนี้ไม่ต่างจากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน มีเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้ผู้มีสิทธิบางส่วนเสียโอกาสเข้าร่วมโครงการ ดังนั้น โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและท่องเที่ยวไม่ควรมีเงื่อนไขมากนัก อาจส่งผลให้โครงการรัฐบาลไม่ประสบผลสำเร็จได้ อยากเสนอรัฐบาลคือโครงการช่วยเหลือประชาชน ภาคธุรกิจ และท่องเที่ยว ไม่ควรอัดฉีดเม็ดเงินอย่างสะเปะสะปะ ควรเจาะกลุ่มเป้าหมาย อาทิ กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผู้ได้รับผลกระทบโควิด ผู้มีรายได้น้อย
หรือว่างงาน รวมทั้งกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเล่าเรียน ควรอัดฉีดเงินช่วยเหลือเรื่องการศึกษาโดยตรง เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครองมากกว่า

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon