รายงานหน้า2 : ‘ปธ.สภาอุตฯ’ฉายภาพศก. เตือนรบ.-ตุลาฯวิกฤตแรง แนะกู้อีก1ล้านล้านรับมือ

หมายเหตุนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะผู้บริหาร ส.อ.ท.เยือนเครือมติชน และให้สัมภาษณ์ถึงภารกิจผู้บริหาร ส.อ.ท.และสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในภาวะวิกฤตโควิด

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต้องยอมรับว่าเราไม่เคยเจอเหตุการณ์วิกฤตแบบนี้มาตั้งแต่ต้มยำกุ้ง แนวโน้มจะลำบากมากกว่าต้มยำกุ้ง เพราะต้มยำกุ้ง
สมาชิกหมวดเอ และสถาบันการเงินมีปัญหา แต่โควิด-19 สมาชิกเรามีปัญหากันมาก

ดังนั้น วาระการทำงานของคณะบริหาร ส.อ.ท.ชุดใหม่ช่วงปี 2563-2565 จึงถือโอกาสเปลี่ยนแปลง ใช้แนวคิดและการทำงานภายใต้ Industry Transformation เพราะเทคโนโลยีมา
ดิสรัปต์หลายๆ ส่วน เราต้องสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลง และเป็นการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ เราจึงเปลี่ยนนโยบายของอุตสาหกรรมเรา เป็น Sevice Organization เพื่อดูแลสมาชิกให้อยู่รอดให้ได้

เราจึงตั้งโจทย์ว่าสมาชิกมีเรื่องอะไร ที่เราต้องช่วยเหลือ แล้วปรับองค์กรให้สอดคล้องกับเรื่องนั้น เช่น ด้านมาร์เก็ตติ้ง เราไม่เคยมีผู้ดูแล ตอนนี้เราตั้งคุณชาติชาย (พานิชชีวะ รองประธาน) ดูแล เป้าหมายเป็น B2B (ธุรกิจต่อธุรกิจ) เป็นผู้นำแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ รูปแบบ B2B ที่ดีที่สุดของประเทศ

อีกสายงานที่สำคัญคือไฟแนนซ์ เดิมไม่มีหน่วยงานนี้โดยตรง แต่วันนี้เรื่องการเงินเป็นเรื่องสำคัญ เราตั้ง SMI เน้นเอสเอ็มอีโดยตรง ที่มีคุณปรีชา (ส่งวัฒนา รองประธาน) ดูแล ซึ่งดูทั้งเรื่องโปรเจ็กต์ภาครัฐ ภาษี การเงินผ่านธนาคารพาณิชย์ ตรงไหนที่สามารถช่วยเหลือสมาชิกได้ เป็นโค้ชชิ่งว่ากู้เงินต้องใช้หลักฐานอะไร ช่วยแนะนำเรื่องวางแผนภาษีต่างๆ ที่จะทำให้ธุรกิจนั้นสามารถเดินหน้าได้

เช่นเดียวกัน F.D.I Academy ซึ่งปกติ ส.อ.ท.จัดอีเวนต์อบรมปีละ 200 อีเวนต์ วันนี้ระบบการเรียนการสอนเปลี่ยนไปไม่จำเป็นต้องเป็นมหาวิทยาลัย หลักสูตรใหม่ๆ ที่ต้องการหน่วยงานนี้จะสร้างแล้วลิงก์กับสถาบันการศึกษา เพื่อให้ทำหลักสูตรของเราเอง และเกิดความมั่นใจว่าคนที่เข้ามาอบรมกับเราต้องได้งานชัวร์ 100% จึงเป็นหลักสูตรเข้ากับความต้องการของผู้ประกอบการ UP Skill-Reskill ให้สมาชิก และมีการประเมินเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพสูงสุด

อินโนเวชั่น เป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกประเทศแข่งขันได้ด้วยอินโนเวชั่นใหม่ เรื่อง Efficiency เราจะมีประกอบหลายๆ หน่วยงาน คือ โลจิสติกส์ พลังงาน ICT Database Productivity ซึ่ง ส.อ.ท.ปรับตัว แทนที่จะช่วยเป็นช็อตๆ ช่วงสั้นๆ ก็บูรณาการช่วยสมาชิกให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้น

สุดท้าย Environment เรามีเรื่องกรีนอินดัสทรี และอีโค แฟคทอรี่ จะทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับโจทย์ของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานสมาชิกสัมพันธ์แบบ One Stop Service ดูแลสมาชิก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม ใน 9 สถาบัน ใน 74 จังหวัด

เดิม 9 สถาบัน เน้นเรื่องรายได้ แต่วันนี้จะเปลี่ยนนโยบายเน้นให้ความช่วยเหลือสมาชิก ส่วนรายได้เป็นองค์ประกอบ สำหรับรายได้มาจากค่าธรรมเนียม การบริการบาร์โค้ด การทำโปรเจ็กต์ภาครัฐ จะพยายามทำโปรเจ็กต์ภาครัฐให้น้อยที่สุด

พร้อมกันนี้ ส.อ.ท.จะมีบทบาทในการทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการแท้จริงของภาคเอกชน ก่อนหน้านี้เราผลักดันสำเร็จระดับหนึ่ง คือจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ให้เป็นเวทีเหมือนกับศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ซึ่งรัฐบาลเรียกประชุม ศบศ.แล้ว 2 ครั้ง เดิมเราก็เข้าใจว่าเราจะเป็นคนเตรียมเรื่อง แต่กลายเป็นรัฐเตรียมเรื่อง ที่จะบอกว่ารัฐจะทำอย่างนี้ แล้วเราก็วิเคราะห์วิจารณ์ แต่ส่วนใหญ่คล้ายๆ กัน

ล่าสุดได้ร่วมประชุมยุทธศาสตร์ชาติ ก็จัดตั้งอนุกรรมการด้านต่างๆ 13 ประการ ก็หารือในการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติและแผนที่เอกชนจะขับเคลื่อน ซึ่งสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมอีกครั้งและประชุม ศบศ.ด้วย ก็จะผลักดันต่อเรื่อง Made In Thailand คือ ผลักดันใช้ผลิตภัณฑ์ในไทย ส.อ.ท.ยื่นเรื่องไปกรมบัญชีกลางและเห็นชอบในหลักการแล้ว เบื้องต้นเสนอให้รัฐจัดซื้อจัดจ้างในกลุ่ม
เอสเอ็มอี ไม่ต่ำกว่าสัดส่วน 30% และเราสามารถมีส่วนต่างได้ 10%

อยากให้รัฐบาลมอบให้หน่วยงานรัฐซื้อได้โดยทั่วไป ตอนนี้ ส.อ.ท.ทำ Product list เรื่องนี้นายกฯก็เห็นด้วยและพูดขึ้นในการประชุม ศบศ.แต่ไม่เห็นผ่านมติ ครม. เราก็จะผลักดันต่อไป ส่วน Product list เช่น วัสดุก่อสร้าง เหล็ก อุปกรณ์สำหรับโครงการภาครัฐ

อีกเรื่องสำคัญในตอนนี้คือสภาพคล่องของธุรกิจ ส่วนใหญ่กำลังมีปัญหา ช่วงโควิดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอให้ธนาคารต่างๆ ยืดชำระหนี้ระยะ 6 เดือนก็จะสิ้นสุดเดือนตุลาคมนี้ แต่คิดว่ากว่าจะฟื้นก็ 2 ปี จึงขอยืดชำระหนี้ไปอีก 2 ปี แยกเป็นยืดชำระทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น 6 เดือน และอีก 1 ปี 6 เดือน ก็ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้กระทบต่อธนาคาร

เรื่องสภาพคล่องจะไปเกี่ยวข้องกับปัญหาแรงงานโดยตรง ตอนนี้ผู้ประกอบการทั่วไปเมื่อเจอปัญหาก็พยายามประหยัดค่าใช้จ่าย ลดค่าใช้จ่ายและลดคน ขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรมว่าลดอย่างไรเท่าไหร่ ตอนนี้หลายอุตสาหกรรมยังดี เช่น หีบห่อ อาหาร เครื่องมือแพทย์ เครื่องจักรกลการเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ แต่ภาคบริการเกี่ยวกับท่องเที่ยวยังแย่อยู่ ซึ่งสมาชิก ส.อ.ท. เข้าร่วมโครงการจ้างพนักงานใหม่ ทั้งแรงงานเดิมและนักศึกษาจบใหม่ ที่รัฐจะออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี ผมว่าช่วยกระตุ้นตลาดแรงงาน และช่วยผู้ประกอบการประหยัดเงิน

ตอนนี้ผู้บริหารทุกสายงาน กำลังหารือและคัดเลือก BiG Issue จริงๆ และคงต้องผลักดันต่อเนื่อง ที่เตรียมเสนอ ศบศ.นอกจาก 2 ประเด็นดังกล่าวแล้ว จะเสนอให้รัฐเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม เช่น อินโนเวชั่น และผลักดันเรื่องกองทุนนวัตกรรม โดยใช้เงินทุนของเอกชน แต่อยากให้รัฐช่วยลดภาษีสรรพากรได้ 3 เท่าสำหรับคนที่บริจาคเข้ากองทุนนี้ ที่มีเอกชนพร้อมให้เงินตั้งกองทุนและมีเป้าหมาย 1 พันล้านบาท ที่จะช่วยพัฒนาและผลักดันสร้างเอสเอ็มอี จดสิทธิบัตรเป็นของตนเอง ถึงขั้นเข้าคลาวด์ฟันดิ้งได้

ด้านการจ้างงานเพิ่ม คุณสุชาติ (จันทรานาคราช รองประธานสายงานแรงงาน) กำลังรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกว่าต้องการจ้างงานเท่าไร รวมภูมิภาคต่างๆ ไม่แค่ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคเกษตรและประมงด้วย ที่กำลังลำบากเหมือนกันน่าจะหลายล้านคน รัฐก็ดึงเอกชนรายใหญ่ช่วยเพิ่มจ้างงาน ภาคเอกชนเราเองก็จัดบูธรับสมัครงานต่อเนื่อง

ทั้งมาตรการพักหนี้และปรับเกณฑ์ซอฟต์โลน ล่าสุดเราเสนอเพิ่มเติมคือ ธปท. มีวงเงินกู้ซอฟต์โลน 5 แสนล้าน เพิ่งปล่อยได้ 1 แสนล้านบาท เหลืออีก 4 แสนล้าน เหตุที่ธนาคารต่างๆ ไม่ปล่อยซอฟต์โลนเพราะรัฐให้กู้แค่ 2 ปี หลัง 2 ปี ถ้าปล่อยกู้ต่อแบงก์ต้องรับผิดชอบเอง ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ห่วงว่าผู้กู้ไม่สามารถผ่อนชำระได้ทัน 2 ปี การปล่อยกู้จึงช้า จึงเสนอให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาช่วยเหลือค้ำประกัน และเพิ่มกำหนดแม็กเคลม 30% เป็น 50% และยืดเวลาเป็น 8 ปี เป็นการพยุงหนี้เสียด้วย เมื่อธุรกิจฟื้น การชำระเงินก็จะดีขึ้น โดยเอาดอกเบี้ยมาเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย บริษัทยังขาดทุนแต่มีแคชโฟลว์อยู่ก็ยังเดินได้ ฉะนั้นต้องเตรียมแคชโฟลว์ไว้ คือ 3 ปีนี้ให้ยืนได้

4-5 เรื่องดังกล่าวพูดกันมานานแล้ว แต่ยังไม่เป็นรูปธรรม เราจึงต้องเร่งรัด ตอนนี้มันแรงขึ้นๆ ก็มีมาตรการออกมาช่วย แต่พอหลังจากตุลาคม ผมเชื่อว่าจะรุนแรงขึ้น เพราะสิ่งที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือทุกด้านจะหมดลง เช่น จ่ายเงินให้ 5 พันบาท ยืดชำระหนี้ ดังนั้นต้องเร่งหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะจำเป็นมากๆ เป็นกลไกสำคัญมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และต้องเป็นรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถด้านการเงินและเศรษฐกิจ มีธรรมาภิบาลด้วย

ส่วนปัญหาการชุมนุมนั้น รัฐบาลควรเปิดเวทีรับฟัง สิ่งไหนที่ว่าเป็นข้อเสนอที่ดีและสามารถแก้ไขได้ก็ควรรับข้อเสนอและแก้ไขเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน หากชุมนุมกันมากๆ และยืดเยื้อ อาจกระทบความเชื่อมั่น แม้ตอนนี้มุมมองต่างชาติต่อไทยยังดี มองว่าไทยน่าลงทุน เชื่อว่าด้วยสาธารณูปโภค ภูมิประเทศ ทุกอย่างเอื้อเฟื้อต่อการลงทุนในไทยหลังโควิดคลี่คลายลง และน่าจะใช้ข้อเด่นไทยควบคุมการติดเชื้อโควิดได้ดี

รัฐน่าจะพิจารณาคลายล็อกเปิดให้นักธุรกิจเข้าไทย รวมถึงเร่งภูเก็ตโมเดล ซึ่งกลางเดือนกันยายนนี้เวียดนามเปิดรับ 7-8 ประเทศแล้ว ส่วนไทยตั้งแต่โควิดระบาด 6 เดือน นักท่องเที่ยวใช้เครื่องบินเจ็ตมาเมืองไทยแค่ 2 คน แต่ที่เดินทางมาเป็นคนที่ต้องทำงานในไทยอยู่แล้ว หากเปิดเกาะสมุย ภูเก็ต ต้องรีบตัดสินใจ ต่างชาติอยากมาเมืองไทยเยอะมาก หลายประเทศเตรียมจะหนีหนาวมาเมืองอุ่นแทน รัฐต้องบาลานซ์ตรงนี้ให้ได้ วันนี้เราให้น้ำหนักไปที่โควิดเยอะมาก เรามีคนติดและรักษาหาย เสียชีวิตไม่สูง แต่ทางเศรษฐกิจเสียหายไป 2 ล้านล้านบาท

ส่วนการใช้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ที่ถูกมองว่าเงินกองอยู่ที่งบกลางและไม่ลงไปภาคส่วนต่างๆ นั้น เอกชนมองว่ามีเงินกองไว้เราไม่กลัว แต่กลัวเงินไม่มี เราห่วงว่าเครดิตประเทศจะแย่ได้ในปีหน้า ผมจึงแนะนำว่ารัฐบาลควรกู้เงินเก็บไว้ เพราะตอนนี้ดอกเบี้ยถูก เพียงแต่โครงการที่ลงไปมันต้องโปร่งใส มีธรรมาภิบาลและต้องถึงประชาชนระดับล่างอย่างแท้จริงและหมุนได้หลายๆ รอบ เรากลัวแต่โครงการที่เมคขึ้นมา แล้วก็ไปอยู่กับคนไม่กี่คน

ฉะนั้น ถ้ามีเงิน แล้วเราบริหารจัดการเงินได้ดีก็ดี แต่ที่ผ่านมามันไม่เป็นอย่างนั้น เงินมันจะตกหายไประหว่างทาง 20-30% หรืออาจมากกว่านั้น วันนี้เรายังกู้ได้เพราะเครดิตดี ต่อไปไม่รู้ว่าวิกฤต
โควิดจะยาวขนาดไหน อังกฤษก็หยุดเทสต์วัคซีนแล้ว น่าห่วง ทุกคนต้องเตรียมเงินหมด ไม่ใช่เราประเทศเดียว ทุกประเทศแย่หมด เราทำ QE (อัดเงินกระตุ้นใช้จ่าย) แบบอเมริกาหรือญี่ปุ่นไม่ได้

ดังนั้น เมื่อเครดิตประเทศยังดี ดอกเบี้ยถูก ค่าเงินบาทแข็ง รัฐจะกู้เงินอีกไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ก็น่าจะได้ เพราะวันนี้ประเทศไทยเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว 2 ล้านล้านบาท มันต้องเก็บไว้ เพียงแต่ว่าต้องใช้ให้เป็น โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่ดูโครงการ ต้องดูว่าใช้อย่างไรให้หมุนหลายๆ รอบกลับมา และฟื้นประเทศได้เร็วที่สุด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้CSTD ประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน 7th CSTD Thailand Dance Grand Prix 2020
บทความถัดไปมุมมองใหม่ ผ่านงานจากศิลปิน ที่ “รอดตาย” จากโควิด-19