รายงานหน้า2 : ‘ศุภชัย’นำทัพสภาดิจิทัลฯ ชู ‘SMART FIELD HOSPITALS’ ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด

หมายเหตุเมื่อวันที่ 30 เมษายน สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ร่วมกับแพทยสภาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสมาชิกและพันธมิตร 36 องค์กรดิจิทัล จัดแถลงข่าวรูปแบบ Live Conference ผ่าน True VROOM ประกาศความร่วมมือในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมสนับสนุนระบบสาธารณสุข และการแพทย์ ของโรงพยาบาลสนามในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกที่สาม นำร่อง 3 โรงพยาบาลต้นแบบ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์ฯ กรมแพทย์ทหารอากาศ และธรรมศาสตร์ฯ สู่การเป็น SMART FIELD HOSPITALS มีเนื้อหาดังนี้

ศุภชัย เจียรวนนท์
ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นไปในวงกว้าง โดยเฉพาะในรอบที่ 3 การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีจำนวนมากขึ้นตลอดจนศูนย์การฉีดวัคซีน ในแผนงานที่วางไว้ก็จำเป็นต้องฉีดให้ประชากรจำนวนมาก ทางสภาดิจิทัลฯจึงได้ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตร 36 องค์กรดิจิทัล และยังมีองค์กรต่างๆ ที่จะทยอยเข้ามาเพิ่มเติมอาสาเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ รวมทั้งแพทยสภาเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลใช้สนับสนุนทีมแพทย์และโรงพยาบาลสนามให้ฝ่าวิกฤตโควิด-19 รอบที่ 3 ให้ได้ โดยนำร่อง 3 โรงพยาบาลต้นแบบ ได้แก่ โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย กรมแพทย์ทหารอากาศ และ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ พร้อมทั้งแสดงการสนับสนุนการจัดหาและฉีดวัคซีนของรัฐบาลวางแผนจะฉีดให้ครอบคลุมคนไทยทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้
วัตถุประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่
1.การเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในโรงพยาบาลสนาม 2.การเชื่อมโยงเทคโนโลยีระหว่างโรงพยาบาลสนามรวมถึงการดูแลตัวเองต่อที่บ้าน และ 3.การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของพันธมิตรในอุตสาหกรรมดิจิทัลเพื่อบรรเทาผลกระทบในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 นอกจากนั้นเป็นการผนึกกำลังกับสมาชิกของสภาดิจิทัลฯ และองค์กรธุรกิจ รวม 36 ราย รายนามมีดังนี้
ประเภทกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ 12 องค์กร ได้แก่ 1.บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (เอ็นที) 2.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (เอไอเอส) 3.บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ดีแทค) 4.บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด 5.บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด 6.บริษัท เอคเซนเชอร์โซลูชั่นส์ จำกัด 7.บริษัท แซดทีอี (ไทยแลนด์) จํากัด 8.บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด 9.บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด 10.บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด 11.บริษัท ออราเคิล คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และ 12.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) (True)
ประเภทสมาคม 19 สมาคม ได้แก่ 1.สมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย 2.สมาคมการค้าผู้ประกอบการเคเบิลทีวี 3.สมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 4.สมาคมซีไอโอ 16 5.สมาคมดิจิทอลคอนเทนท์ไทย 6.สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย 7.สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย 8.สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์ไทย 9.สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ไทย 10.สมาคมศึกษาและพัฒนาโอเพ่นซอร์ส 11.สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ 12.สมาคมสมองกลฝังตัวไทย 13.สมาคมสมาพันธ์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย 14.สมาคมอีเลิร์นนิงแห่งประเทศไทย 15.สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย 16.สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย 17.สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 18.สมาคมไทยไอโอที และ 19.สมาพันธ์สมาคมดิจิตอลคอนเทนต์บันเทิงไทย
ยังมีความร่วมมือจากกลุ่มบริษัทสตาร์ตอัพ จำนวน 5 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) จำกัด / เป็ดไทยสู้ภัย 2.บริษัท ชีวีบริรักษ์ จำกัด 3.บริษัท เดย์เวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด 4.บริษัท สราญเทคโนโลยี จำกัด และ 5.บริษัท ไอร่า คอนเซปท์ จำกัด
ทั้งนี้ ความช่วยเหลือของสภาดิจิทัลฯ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของโรงพยาบาลสนามในขณะนี้คือ การพัฒนาดิจิทัลโซลูชั่น “SMART FIELD HOSPITALS” จะเน้นการออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของแพทย์กับคนไข้ รวมถึงโรงพยาบาลหลักกับโรงพยาบาลสนาม ให้ติดต่อสื่อสารระหว่างกันด้วยความมั่นใจ ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดโรค และสามารถขยายการให้บริการหากมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในอนาคต ประกอบด้วย
1.อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Device) ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายเหมาะสมกับประชาชนทั่วไป สำหรับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ใช้ 2.ระบบเฝ้าติดตามอาการและการเก็บข้อมูลที่ปลอดภัย (Secure Patient Monitoring & Records) เป็นระบบเฝ้าติดตามอาการผู้ป่วยแต่ละรายโดยเจ้าหน้าที่ไม่ต้องสัมผัสใกล้ชิด และระบบบันทึกข้อมูลของผู้ป่วย (ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสัญญาณชีพ อุณหภูมิร่างกาย ระดับออกซิเจนในเลือด ความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจ และข้อมูลการรักษา) ที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน
3.ระบบนัดหมายและสื่อสาร (Scheduling & Communication) ระบบรองรับการนัดหมายและการจัดคิวในการสื่อสารระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ในหลายรูปแบบ ได้แก่ การประชุมด้วยวีดิทัศน์ (Video Conferencing) การประชุมด้วยเสียง (Voice Call) การแชต (Chat) และการขอความช่วยเหลือฉุกเฉินโดยผู้ป่วย
4.การลดความเครียดและให้ความรู้ (Stress Relief & Education) ข้อมูล ข่าวสาร และความบันเทิงเพื่อลดความเครียดและให้ความรู้ผู้ป่วยระหว่างอยู่ในโรงพยาบาลสนาม
5.ระบบเฝ้าติดตามสภาพแวดล้อมและโรงพยาบาลสนาม (Environment & Facility Monitoring) ระบบเฝ้าติดตามสภาพแวดล้อม เช่น ระดับแสง อุณหภูมิ ระดับความชื้นของพื้นที่ และโรงพยาบาลสนามเพื่อรายงานแก่เจ้าหน้าที่เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้ป่วย และ 6.โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure: Network and Data Centers) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรองรับการประมวลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ การสื่อสารที่รวดเร็วและปลอดภัย
การพัฒนาดิจิทัลโซลูชั่น SMART FIELD HOSPITALS มีแผนดำเนินการพัฒนาด้านการใช้งานแอพพลิเคชั่น รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานให้เสร็จสมบูรณ์ภายในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ ด้วยความร่วมมือของ 3 โรงพยาบาลสนามทั้งจุฬาฯ, กองทัพอากาศ ดอนเมือง และธรรมศาสตร์ฯ ที่เป็นต้นแบบโรงพยาบาลสนาม หากประสบผลสำเร็จจะดำเนินการขยายผลให้ครอบคลุมโรงพยาบาลสนามอื่นต่อไป

ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์
นายกแพทยสภา

แพทยสภาต้องขอขอบคุณ สภาดิจิทัลฯ องค์กรสมาชิกทุกราย และเครือข่ายพันธมิตร ที่ได้ร่วมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการติดต่อสื่อสารและประสานงานแก่โรงพยาบาลสนาม เป็นเรื่องจำเป็นมากต่อการให้บริการสาธารณสุข ที่มีจำนวนคนไข้เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทำให้ทีมแพทย์ต้องใช้เวลาในการตรวจมากขึ้น โอกาสเสี่ยงก็ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การสนับสนุนในครั้งนี้ จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย รวมถึงเสริมการบริหารจัดการดูแลรักษาพยาบาลระหว่างโรงพยาบาลหลักกับโรงพยาบาลสนาม อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์ก็จะสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญมีโอกาสช่วยเหลือประชาชนได้มากขึ้น

พล.อ.ต. นพ.อิทธพร คณะเจริญ
เลขาธิการแพทยสภา

ในนามของแพทยสภาและในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาของสภาดิจิทัลฯ ได้เห็นคุณประโยชน์อย่างมากของการจัดทำโครงการนี้ที่เข้ามาช่วยทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของโควิด-19 ที่ทราบกันดีว่าเป็นโรคที่มีการกระจายไปในประชากรและติดต่อได้ง่าย ปัจจุบันมีตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนต้องไปกักกันตัวเอง หรือพักในโรงพยาบาลสนาม หรืออยู่ในฮอสปิเทล ส่วนกลุ่มที่มีอาการหนักก็ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น
ปัญหาสำคัญที่เราเจอคือ เมื่อคนไข้เข้าไปจะมีโอกาสเสี่ยงที่โรคจะติดต่อไปยังแพทย์และพยาบาลได้ ทำให้บุคลากรหลายโรงพยาบาลที่ติดเชื้อ ต้องกักตัว ต้องเสียกำลังพลทางการแพทย์ไป ขณะเดียวกันคนที่เหลือก็ต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้นด้วย ทำให้เกิดปัญหาที่ว่ากำลังพลในการดูแลผู้ป่วยนั้นลดลง ส่วนอีกเรื่องคือ แพทย์พยาบาลของเรามีจำกัด พอเราขยายโรงพยาบาลสนามมากขึ้น ทำให้บุคลากรทุกคนทำงานเหนื่อยและหนักมากยิ่งขึ้น การใช้เทคโนโลยีน่าจะเข้ามาช่วยได้ ทั้งในระดับโรงพยาบาลสนามว่าจะทำอย่างไรให้แพทย์และพยาบาลที่มีจำนวนน้อย สามารถดูแลผู้ป่วยจำนวนมากโดยที่ไม่ติดเชื้อและมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ทำให้ทุกคนรักษาตัวหายจากการติดเชื้อและกลับไปอยู่ในชุมชนและสังคมได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน สามารถขยายการบริการข้ามจากยังโรงพยาบาลหลักไปสู่โรงพยาบาลสนามได้ จนถึงการเชื่อมโยงบริการไปถึงตัวประชาชนที่อยู่ที่บ้านหรืออยู่ในสถานที่กักกัน
เทคโนโลยีดิจิทัลมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เพียงการรักษาในครั้งนี้ แต่สำคัญกับระดับสังคมและสื่อสารต่างๆ ในเรื่องของสุขภาพ เชื่อว่าทิศทางต่อไปในอนาคตของเทคโนโลยีดิจิทัลจะทดแทนระบบเดิมเกือบทั้งหมด

บัณฑิต เอื้ออาภรณ์
อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรงพยาบาลสนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถือว่ามีความพร้อม ตั้งใจที่จะสร้างโรงพยาบาลสนามขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือบุคลากรภายในและได้ขยายไปสู่ประชาชนทั่วไป โดยร่วมมือกับ รพ.จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย ที่ใช้เวลาประมาณ 4 วัน สร้างโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ รวมทั้งเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งคณาจารย์จากทุกศาสตร์ สมาคมนิสิตเก่าและภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และอีกหลายๆ ส่วนที่เข้ามาช่วย ในส่วนของตัวโรงพยาบาลสนาม ทางจุฬาฯได้นำความรู้งานวิจัยของคณาจารย์ของนิสิตทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก มาช่วยกันโดยเฉพาะการแพทย์ทางไกล (เทเลเมดิซีน) นำหุ่นยนต์มาช่วยในโรงพยาบาลสนาม เพื่อช่วยลดความใกล้ชิดระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาคุณภาพของการดูแลผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี การที่สภาดิจิทัลฯ กับองค์กรบริษัทต่างๆ ร่วมสนับสนุนครั้งนี้ ยิ่งทำให้โรงพยาบาลสนามจุฬาฯ มีโอกาสเป็นต้นแบบโรงพยาบาลสนามที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย สามารถช่วยเหลือให้บริการผู้ป่วยได้อย่างดีมากยิ่งขึ้น และพร้อมนำไปขยายผลไปสู่โรงพยาบาลสนามอื่นๆ ต่อไป

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย
คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นับตั้งแต่โควิด-19 ระบาดในประเทศไทยต้นปี 2563 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมมือกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้มีบทบาทในการช่วยประเทศชาติในการต่อสู้กับโรคร้ายนี้ มีภารกิจเรื่องของการให้ความรู้แก่ประชาชน การสร้างนวัตกรรมต่างๆ และที่สำคัญคือการให้ความร่วมมือในการสร้างโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ นับว่าเป็นโรงพยาบาลสนามแห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันขยายออกไปเป็น 494 เตียง การสนับสนุนโครงการจากสภาดิจิทัลฯและเครือข่ายจะเป็นนิมิตหมายอันดี ทำให้ศักยภาพของโรงพยาบาลสนามมีความสามารถขึ้น เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจนี้ให้สำเร็จต่อไป ขอขอบคุณทางด้านสภาดิจิทัลฯและพันธมิตรทุกส่วนในการทำงานดีๆ อย่างนี้ หวังว่าจะเป็นแรงสำคัญให้กับประเทศชาติพ้นภัยนี้ไปได้และสามารถรักษาชีวิตของคนไข้อีกจำนวนมากได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้แก๊งอรหันต์ลวงโลก เจอหมายจับยาวเป็นหางว่าว ผู้เสียหายแตะ 500 ราย ยอดตุ๋นเงินทะลุ 25 ล้าน
บทความถัดไปภาคธุรกิจ กังวล จังหวัดใช้อำนาจเข้มเกินจริง สั่งปิดที่จำหน่ายสุรา โวยผลเสียมากกว่าดี