รายงานหน้า2 : เสียงสะท้อน… ‘แฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์’ คุม‘โควิด’ในโรงงาน

หมายเหตุความเห็นจากภาคเอกชนถึงโครงการนำร่องการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโควิดในโรงงานการผลิตส่งออกขนาดใหญ่ (แฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์)

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

โครงการนำร่องการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงาน (แฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์) เดิมทีก็คือ มาตรการป้องกันควบคุมพื้นที่เฉพาะ (บับเบิลแอนด์ซีล) แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามา คือ การตรวจแบบ RT-PCR (Polymerase chain reaction) ที่มีความถูกต้องแม่นยำมากกว่า การตรวจแบบแอนติเจน เทสต์ คิท ซึ่งวิธีดังกล่าวสามารถแยกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ทันที และการฉีดวัคซีนให้กับแรงงานที่เข้าร่วมโครงการครบทั้ง 100% ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจ เพราะถ้าทำได้จริงจะช่วยให้โรงงานถูกปิดตัวน้อยลง ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในส่วนของขั้นตอนการผลิตสินค้า อีกทั้งเป็นการป้องกันไม่ให้แรงงานออกไปปะปนหรือนำเชื้อไปแพร่ให้กับครอบครัวหรือประชาชนด้านนอกอีกด้วย

แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดออกมาว่าแนวทางที่ออกมารัฐบาลจะช่วยออกค่าใช้จ่าย หรือผู้ประกอบการจะต้องเป็นผู้จ่ายเอง ซึ่งจะต้องติดตามเรื่องนี้อีกครั้ง แต่มองว่าถ้าทำได้จริง เจ็บครั้งเดียวอาจจะจบ หากทำการฉีดวัคซีนให้กับแรงงานครบ 100% แล้ว การที่จะกลับมาระบาดในโรงงานแรงๆ ก็อาจจะไม่มีแล้ว เพราะแรงงานส่วนที่ถูกแยกออกไป เพื่อไปรักษาเมื่อรักษาเสร็จแล้ว ก็จะมีภูมิคุมกันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แล้วหลังจากนั้นจะมีการฉีดวัคซีนให้กับแรงงานกลุ่มนี้ต่อไป เท่ากับว่า 100% ของภาคการผลิตจะมีภูมิคุ้มกันหมู่ อีกข้อคือเมื่อเข้าร่วมแล้วจะไม่ถูกสั่งปิดโรงงาน เพราะแต่ละจังหวัดตอนนี้มาตรการไม่เหมือนกันเลย บางโรงงานพบผู้ติดเชื้อ 1-2 ราย ก็โดนสั่งปิดโรงงาน ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น หากโครงการนี้สามารถทำได้จริงก็จะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ลงได้ต่อไป

ส่วนข้อเสียของโครงงานนี้ คือ มุ่งเน้นไปที่ 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และอุปกรณ์การแพทย์ และต้องเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีผู้ประกันตน 500 คนขึ้นไป ครอบคลุมใน 7 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี นนทบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ เท่านั้น เพราะการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวหากรัฐไม่ได้ซัพพอร์ตในเรื่องของค่าใช้จ่าย จะทำให้แต่ละโรงงานมีต้นทุนเพิ่มขึ้น โครงการนี้จึงมุ่งไปที่กลุ่มธุรกิจที่ยังมีสภาพคล่อง ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก อาจแบกรับต้นทุนที่จะเกิดขึ้นไม่ไหว อีกทั้งหลายโรงงานตอนนี้ก็มีภาระค่าใช้จ่ายในการทำบับเบิลแอนด์ซีลอยู่แล้ว หากจะเข้าร่วมโรงการแฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์อีก จะต้องเจอกับภาระค่าทำโรงพยาบาลสนามที่มีต้นทุนการจัดอยู่ที่ 7,000-10,000 บาท/เตียง ซึ่งในส่วนของบับเบิลแอนด์ซีลในโรงงานก็ยังไม่รู้ว่าจะไปจบที่ตรงไหน

ถึงแม้โรงงานขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมจะมีกำลังทรัพย์ในการซื้อที่ตรวจโควิดให้กับพนักงาน แต่ก็เป็นต้นทุนที่สูงมาก อาทิ มีแรงงาน 5,000 คน แต่ละสัปดาห์ที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าตรวจให้กับพนักงานเป็นเงินจำนวนกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมาก และไม่รู้ว่าจะต้องตรวจไปถึงเมื่อไหร่ หากรัฐสามารถระบุได้ว่าตรวจ 1 สัปดาห์แล้วจบ เชื่อว่ามีเอกชนที่พร้อมเจ็บแน่นอน แต่ถ้าต้องตรวจทุกสัปดาห์ก็อาจจะแบกรับต้นทุนไม่ไหว ขณะนี้ก็ยังรอความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะช่วยในเรื่องของค่าใช้จ่ายหรือไม่ ส่วนเรื่องที่อยากให้รัฐบาลช่วยเสริมในเรื่องของการจัดหา โฮเทล ไอโซเลชั่น โดยการหาโรงแรมที่ตอนนี้มีผู้เข้าพักน้อยมาเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เพิ่มสถานที่ในการพักรักษาตัวเพิ่มเติม ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ การฉีดวัคซีน หากสามารถทำได้ต้นทุนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นก็จะมีน้อยลงไปด้วย โดยเฉพาะค่าตรวจหาเชื้อโควิด-19

ถ้าต้องการให้โครงการนี้เกิดประโยชน์จริงรัฐบาลไทยจะต้องไปเจรจากับประเทศปลายทาง โดยรัฐจะต้องออกใบรับรองให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงงานนี้ก่อน และไปเจรจากับประเทศปลายทาง เพื่อขอให้ประเทศปลายทางจะลดขั้นตอนการตรวจสอบลง ทำให้สินค้าไทยเข้าไปยังปลายทางได้ง่ายและเร็วขึ้น หากรัฐบาลรับฟังความเห็นของภาคเอกชนแล้วนำไปปฏิบัติจริงก็จะทำให้โครงการนี้สร้างประโยชน์สูงสุดได้ต่อไป

เกรียงไกร เธียรนุกุล
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นโยบายแฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ ของรัฐบาล ดำเนินการโดยกระทรวงแรงงานนั้น ถือเป็นนโยบายที่ดี แต่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีมาตรการเข้มข้นอยู่แล้ว ทั้งการทำบับเบิลแอนด์ซีลแยกพนักงานชัดเจน กำหนดรถโดยสารเฉพาะไม่ปะปนกับคนทั่วไป มีการทำแฟคตอรี่ ควอรันทีน ทำแฟคตอรี่ ไอโซเลชั่น มีการตรวจโควิดรูปแบบอาร์ที-พีซีอาร์ และการตรวจโดยใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง หรือเอทีเค โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เน้นผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ในอุตสาหกรรมหลักๆ อย่างอาหาร อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือการแพทย์ เพราะเหล่านี้ใช้แรงงานเข้มข้น และแรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว ทำให้ประสบกับความเสี่ยงสูง บางรายเกิดการระบาดมาระยะหนึ่งและสามารถแก้ปัญหา ตลอดจนออกมาตรการป้องกันและมีการตรวจเชิงรุกให้กับพนักงานแล้ว

ตัวอย่างของความพยายามดูแลพนักงานของภาคอุตสาหกรรมจะเห็นได้จากการเข้าซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งล็อตแรกฉีดได้ประมาณ 3.8 แสนราย ควบคู่กับการรอวัคซีน ม.33 จากรัฐบาล ซึ่งภาพรวมการฉีดวัคซีนให้แรงงานอุตสาหกรรมน้อยมาก วัคซีนโดนเลื่อนโดนเทตลอด ปัจจุบันมีโรงงานติดเชื้อทางการประมาณ 700 แห่งโดยอุตสาหกรรมกระทบมากสุด

ส.อ.ท.ตระหนักถึงปัญหา มีการหารือถึงมาตรการป้องกัน แก้ปัญหาร่วมกับสมาชิก และพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าช่วยเหลือ สนับสนุนมาตลอด โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้ฉีดวัคซีนแรงงานภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้โรงงานปิดกิจการ จนกระทบต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ จนกระทบการส่งออก เพราะเวลานี้ภาคการส่งออกคือเครื่องยนต์หลักและแทบจะเป็นเครื่องยนต์เดียวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ นอกเหนือจากงบประมาณจากรัฐ ขณะเดียวกันภาคผลิตเพื่อป้อนสินค้าในประเทศก็สำคัญ เพราะประชาชนมีการซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคมากกว่าปกติ เพื่อสำรองไว้ รองรับการล็อกดาวน์ที่รัฐบาลออกประกาศ หากอุตสาหกรรมมีปัญหาอาจทำให้สินค้าในประเทศบางกลุ่มขาดแคลนได้

อยากให้รัฐบาลเข้าใจนิยามของคำว่า แซนด์บ็อกซ์ ที่ใช้คำเดียวกับการทดลองเปิดประเทศผ่านภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เพราะโมเดลของภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ คือ กำหนดฉีดวัคซีนให้ประชาชนในจังหวัด 70% แต่ในภาคอุตสาหกรรม การทำแฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ โดยนำร่อง 4 จังหวัด คือ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และชลบุรี และระยะ 2 อีก 3 จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการนั้น จำเป็นต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 100% แต่ปัจจุบันดำเนินการได้น้อยมาก แค่การฉีดวัคซีนก็เป็นเรื่องยากแล้ว แม้กระทรวงแรงงานระบุว่าจะนำวัคซีน 8 แสนโดส ฉีดให้แรงงาน 4 แสนคนใน 4 จังหวัดแรก ต้องถามว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็ระบุว่าจะฉีดให้ผู้ประกันตน ม.33 แต่สุดท้ายวัคซีนก็เลื่อน แรงงานถูกเท

ภาคเอกชนอยากให้รัฐช่วยคือการสนับสนุนชุดตรวจเอทีเค จะดำเนินการรูปแบบใดก็ได้ ทั้งการให้ฟรี อุดหนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน ทั้งรูปเงิน หรือภาษี หรือจะให้เอกชนร่วมออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่งก็ได้ แต่อยากให้ช่วยเหลือเพราะตอนนี้ค่าส่วนนี้เป็นต้นทุนสำคัญ บางโรงงานที่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ต้องจ่ายหลักล้านบาทต่อสัปดาห์เพราะตรวจเอทีเคให้พนักงาน 100% สูงกว่าข้อกำหนดของรัฐบาลที่ระบุว่าแฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ ต้องตรวจเอทีเค 5-10% อยากให้ช่วยเหลือส่วนนี้จะได้หรือไม่ ขณะเดียวจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะกำหนดราคาเอทีคให้ต่ำลงเหลือประมาณ 50-60 บาทต่อชิ้น ราคาใกล้เคียงกับต่างประเทศ อย่างในประเทศยุโรปขายเพียง 1 ยูโร ประมาณ 35 บาท ไม่ใช่ราคาสูงอย่างปัจจุบัน 250-350 บาท ราคานี้เอกชนต้องแบกไว้สูงมาก รัฐจะดูแลราคาให้ถูกลงได้หรือไม่เพราะต้นทุนส่วนนี้สำคัญมาก

สุดท้ายนี้ นอกจากออกมาตรการแล้ว อยากให้รัฐบาลเข้าช่วยเหลือด้านต้นทุนต่างๆ ของภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง รวมทั้งเร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมมากที่สุด เพราะภาคอุตสาหกรรมก็พยายามดูแลแรงงาน รักษาการผลิต แต่เวลานี้ต้นทุนเหล่านี้สูงมาก แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ

//////////////////

โครงการนำร่องแฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์

1.แนวคิดในการจัดการ โครงสร้างและกระบวนการในลักษณะ “เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข” ที่มุ่งเป้าดำเนินการควบคู่กันระหว่างสาธารณสุขและเศรษฐกิจ โดยในแซนด์บ็อกซ์จะมุ่งเป้าไปที่โรงงานภาคการผลิตส่งออกขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นกลไกหลักของประเทศ ณ ปัจจุบัน ประกอบด้วย 4 ภาคส่วน ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และอุปกรณ์การแพทย์

2.โครงการแฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ดำเนินการใน 4 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และชลบุรี มีสถานประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการแฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ รวม 60 แห่ง มีจำนวนลูกจ้างรวม 138,395 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2564)

ระยะที่ 2 ดำเนินการใน 3 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ทั้งนี้มีขั้นตอนหลัก ได้แก่ การตรวจ การรักษา การดูแลและการควบคุม เพื่อให้สามารถบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างตรงเป้าหมาย

3.ประเภทสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่

(1) สถานประกอบการที่ผลิตเพื่อการส่งออก

(2) สถานประกอบการที่อยู่ที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ

(3) มีลูกจ้างตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป

(4) ต้องดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในสถานประกอบการ (Factory Accommodation Isolation: FAI) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5

(5) ดำเนินการ Bubble and Seal โดยกำหนดให้ลูกจ้างเดินทางกลับที่พักโดยตรงไม่แวะระหว่างทาง และอยู่แต่ในเคหสถานเท่านั้น

(6) ตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR จำนวน 1 ครั้ง ให้ลูกจ้างทั้งหมด และตรวจแบบ Self-ATK ทุก 7 วัน

(7) ฉีดวัคซีนให้ลูกจ้างที่ตรวจ Swab Test ทุกคน ยกเว้นคนที่ติดเชื้อ ให้เข้ารับการรักษาในส่วนค่าบริการฉีดวัคซีน สถานประกอบการต้องเป็นผู้จ่ายให้แก่สถานพยาบาล

(8) สถานประกอบการทำหนังสือยินยอมดำเนินการตามแนวทางของกระทรวงแรงงานและจังหวัด

4.ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการแฟคตอรี่ แซนด์
บ็อกซ์ ได้แก่

(1) รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตส่งออก ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 700,000,000,000 บาท

(2) ป้องกันคลัสเตอร์โรงงานจากการติดเชื้อ และสร้างสมดุลระหว่างมาตรการทางด้านสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

(3) สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในช่วงเวลาที่ระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศคู่แข่งกำลังปิดตัวลง

(4) รักษาระดับการจ้างงานในภาคการผลิตส่งออกสำคัญได้กว่า 3,000,000 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนและร่วมดำเนินการ และศบค.จะจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในสถานประกอบกิจการและโรงงานอุตสาหกรรมต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon