พรรคลุงฉิ่ง สแตนด์บาย ในศึก ‘ลุงตู่-ลุงป้อม’

พรรคลุงฉิ่ง สแตนด์บาย ในศึก ‘ลุงตู่-ลุงป้อม’

ชื่อของ “พรรคลุงฉิ่ง” กระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง จากการแถลงข่าวของ “ส.ส.โจ้ เรือดำน้ำ” นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ส.ส.นนทบุรี และ น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรค เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา

ท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งจาก “ศึก 3 ลุง” เป็นที่มาให้ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หลุดประกาศ เตรียมเลือกตั้ง ส.ส.ต้นปี 2565

ในการแถลงข่าว นายยุทธพงศ์ชี้ว่า พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แยกกันเดินสายลงพื้นที่ วิเคราะห์ว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญบัตร 2 ใบเสร็จแล้ว เปิดสภา 1 พ.ย. ต้องเร่งจัดทำกฎหมายลูก จากนั้นจะมี พ.ร.ก.การเงินเข้า ซึ่งขณะนี้มีการเสนอขยายเพดานกู้เพื่อเอาเงินเพิ่ม

กฎหมายขยายเพดานเงินกู้ เป็นกฎหมายการเงิน เมื่อเข้าสภา ในสภาพแบบนี้ จึงเป็น “ความเสี่ยง” ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบสภาได้

ส.ส.โจ้ เรือดำน้ำ กล่าวในการแถลงข่าวต่อไปว่า อยากให้จับตาดูพรรคการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเห็นได้ชัดว่าพรรค พปชร.เป็นของ พล.อ.ประวิตร ถ้าลุงตู่จะเล่นการเมืองต่อ ซึ่งเล่นแน่ ไม่หยุดหรอก ก็ต้องเป็นพรรคลุงฉิ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินว่า พล.อ.ประยุทธ์จะพาคณะทิ้ง พล.อ.ประวิตรอย่างนั้นหรือ นายยุทธพงศ์กล่าวว่า ก็รู้กันอยู่แล้วว่าจะมีพรรคลุงฉิ่ง และการลงพื้นที่ของนายกฯทุกครั้งก็มีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดมหาดไทยหรือ “ลุงฉิ่ง” เดินขนาบข้างทุกครั้ง

“ภาพแบบนี้ในทางการเมืองก็เดาได้อยู่แล้ว ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีพรรค จะเป็นนายกฯต่อได้อย่างไร ใครจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะสุดท้ายแล้วพรรคการเมืองต้องเป็นผู้เสนอชื่อนายกฯ” ส.ส.โจ้ระบุ

จากนั้น จนวันรุ่งขึ้นและปัจจุบัน ประเด็นพรรคลุงฉิ่งกลายเป็นปมสำคัญในความขัดแย้ง 3 ป.
กลายเป็นการเปิดตัว “พรรคลุงฉิ่ง” ไปโดยปริยาย

ในขณะที่เจ้าตัวยังเหลือเวลาอีกไม่กี่วันในราชการ โดยจะเกษียณอายุในวันพฤหัสฯที่ 30 ก.ย.นี้

พรรคลุงฉิ่งก่อตัวมาพักใหญ่แล้ว ก่อนหน้าจะเกิดความขัดแย้งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากการเคลื่อนไหวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2564 ในพิธีทำบุญวันเกิด 70 ปี นางเตือนใจ จรัสเสถียร มารดา ส.ส.โจ้ที่ จ.มหาสารคาม ปลัดฉิ่งนำทีมผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯอีสานหลายจังหวัด ร่วมอวยพร

สื่อหลายสำนักวิเคราะห์เชื่อมโยงกับข่าวการตั้งพรรคใหม่ที่เริ่มสะพัดในระยะนั้น ถึงตอนนี้ มีความพร้อมหลายอย่างเกิดขึ้น อาทิ หัวพรรค มีการเตรียมจดทะเบียนพรรค “เศรษฐกิจไทย” รอไว้แล้ว

ข้อมูลจาก กกต. ระบุว่า พรรคนี้จดจัดตั้งเมื่อเดือน เม.ย. 2563 มีกรรมการบริหารพรรค 13 คน สมาชิกพรรค 8,759 คน สาขาพรรค 7 สาขา ที่ทำการชั่วคราวที่อาคารเอสจีทาวเวอร์ ปทุมวัน กทม. มีการทาบทาม ส.ส. ว่าที่ผู้สมัครในพื้นที่อีสาน และภาคใต้รอไว้บ้างแล้ว

สำหรับ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ เป็นสิงห์ดำ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ในวงราชการมายาวนานค่อนชีวิต วงราชการในห้วงอายุราชการของปลัดฉิ่ง ผ่านสถานการณ์วิกฤตต่างๆ มามากมาย ต้องประสานงานแก้ปัญหาหลากหลายซับซ้อน

กว่าจะฝ่าด่านอุปสรรคมาเป็นปลัดกระทรวง และยังนั่งเป็นปลัดกระทรวงได้จนเกษียณอายุ ไม่ธรรมดาแน่นอน และทำให้ปลัดฉิ่งมีเครือข่ายพรรคพวกมิตรสหายที่กว้างขวาง ทั้งวงการราชการ ทหาร และการเมือง

พื้นเพเดิมของปลัดฉิ่งเป็นชาวสุราษฎร์ธานี แน่นอนว่าหากมีพรรคใหม่ก็จะต้องมี ส.ส.จากจังหวัดนี้รวมอยู่ด้วย
เชื่อว่าหลัง 30 ก.ย. น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากปลัดฉิ่งพ้นจากภาระทางราชการแล้ว

แน่นอนว่า การก่อกำเนิดของพรรคนี้ แยกไม่ออกจากสถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ ที่ยังไม่ทราบชัดว่าจะ “แตกหัก” ในระดับ “ไผ่แยกกอ ป.แยกตัว” กันเมื่อไหร่

ขณะที่ทางพรรคยืนยันว่า 3 ลุงยังกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แยกทางกันแน่นอน เป็น “ความสามัคคี” ที่เหนียวหนึบไม่มีวันหมดอายุ

ซึ่งเข้าใจได้ เพราะหาก 3 ป. แตกหักกัน พลังของกลุ่มการเมืองที่มาจากรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 และเหนียวหนึบมา 7 ปีเศษ จะอ่อนยวบลงทันที

อย่างไรก็ตาม 3 ป. ไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยเฉพาะลุงทั้ง 3 เท่านั้น

แต่ภายใต้ลุงแต่ละคน ยังมีทีมงาน ผู้สนับสนุนอีกมากมาย ที่มี “มุมมองทางการเมือง-ทรรศนะเรื่องอำนาจ” และแนวคิดอื่นๆ ที่แตกต่างจากลุงทั้ง 3

จะบอกว่า ทีมเบื้องหลังและภายใต้ ไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อลุงก็ไม่ได้ เพราะเหตุการณ์ระหว่างอภิปรายไม่ไว้วางใจและการลงมติหลังจากนั้นที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ก็เป็นผลงานของทีมลุงนั่นเอง และเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

พรรคลุงฉิ่ง คงจะต้องสแตนด์บาย รอสถานการณ์จำเป็น และพร้อมรับภารกิจ ทั้งในการเลือกตั้งไปจนถึงขั้นตอนคัดเลือกนายกฯหลังเลือกตั้ง

ที่จะต้องงัดทุกกลยุทธ์ลุยศึกเลือกตั้ง เพื่อให้ได้เก้าอี้ส.ส.มาไม่ต่ำกว่า 25 เสียง ซึ่งจะเพียงพอต่อการเสนอชื่อ แคนดิเดตนายกฯ ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 159 กำหนด

ส่วนเรื่อง “ทุน” สำหรับพรรคที่จะรองรับแผนงานการเมืองระดับเดิมพันด้วย “อำนาจรัฐ” ผู้เชี่ยวชาญการเมืองชี้ว่า ไม่น่าจะเป็นปัญหา และที่ตระเตรียมมาถึงขนาดนี้ ก็สะท้อนความพร้อมระดับที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว

ความล่อแหลมทางการเมืองของรัฐบาลพลังประชารัฐ จะเริ่มต้นตั้งแต่เปิดสมัยประชุมนิติบัญญัติ 1 พ.ย.นี้ จนข้ามไปปี 2565 อยู่ที่ “พลังของการประคับประคอง” ว่าจะช่วยให้รัฐบาลนี้เดินไปถึงจุดไหน

แต่ไม่ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน ฐานการเมืองในโมเดลแบบพรรคลุงฉิ่งก็จะยิ่งเพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทาง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้งานวิจัยเผย “โพรพอลิส” (Propolis) จากรังผึ้ง มีฤทธิ์ต้านไวรัสโควิด-19 ไม่ให้เข้าสู่เซลล์ร่างกายได้
บทความถัดไป4 พันธมิตร จับมือ เซเว่นฯ ติดอาวุธความคิด SME ฝ่าวิกฤติโควิดผ่านงานสัมมนาออนไลน์