ชำแหละ ‘พิมพ์เขียวพปชร.’ ไม่สะเด็ดน้ำ-มีจุดขัดแย้ง

รายงานหน้า 2 : ชำแหละ ‘พิมพ์เขียวพปชร.’ ไม่สะเด็ดน้ำ-มีจุดขัดแย้ง

หมายเหตุ – นักวิชาการวิจารณ์ประเด็นนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่พรรค พปชร.เตรียมเสนอร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยมี 4 เรื่องคือ 1.ส.ส.เขต 400 คน, ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน 2.การแก้ไขให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เลือก ส.ส.เขตและเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.แก้ไขวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจากเป็นบัตร 2 ใบ คะแนนต้องเป็นสัดส่วนตรงกับคะแนนรวมประเทศ 4.การเลือกตั้ง ส.ส.เขตกับบัญชีรายชื่อใช้เบอร์เดียวทั้งหมดเหมือนปี 2554

สมชัย ศรีสุทธิยากร
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

กรณีที่มีการกำหนดในร่างให้พรรคการเมืองจะต้องได้คะแนนพื้นฐานอย่างน้อยร้อยละ 1 จากคะแนนเสียงของประชาชนจากการเลือกตั้ง แต่เดิมเรื่องนี้เคยถูกเสนอในร่างแก้ไขของพรรค พปชร. และร่างของพรรคเพื่อไทย (พท.) แต่ไม่ได้รับการโหวตจากรัฐสภาในขั้นรับหลักการ

การหยิบยกเรื่องนี้เข้ามาอีกทำให้เกิดผลจากการคำนวณว่า พรรคที่ได้คะแนนจำนวนเต็มจะได้ ส.ส.ไปก่อน แต่ปกติการคำนวณจะต้องนำคะแนนของทุกพรรคมาคิด หากไม่มีการกำหนดขั้นต่ำร้อยละ 1 เมื่อคำนวณคะแนนจำนวนเต็มรอบแรกไปแล้ว แต่ยังเหลือจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องนำมาจัดสรรให้พรรคที่มีเศษมากที่สุด โดยไม่ควรคำนึงถึงขั้นต่ำว่าพรรคการเมืองจะต้องมี 3.2 แสน หรือ 3.5 แสนคะแนนก่อน แต่วิธีการเสนอร่างของ พปชร.เขียนจำกัดจะต้องได้คะแนนขั้นต่ำ 3.2 แสน หรือ 3.5 แสนคะแนน แล้วจะมาจัดสรรในกลุ่มที่เหลือเกินกว่าค่าเฉลี่ยเหมือนเอาหลักการร้อยละ 1 ที่ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญมาใช้

ขอย้ำว่าร่างเดิมที่เคยเสนอไม่ได้รับการรับรองไปแล้ว แต่ยังจะกลับมาใส่ไว้ในกฎหมายลูก เป็นการเขียนกฎหมายที่เกินกว่าหลักการในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ในอนาคตน่าจะเป็นจุดที่มีปัญหาและถกเถียงว่าจะทำได้จริงหรือไม่ แต่ถ้าหากหลักการนี้ใช้ได้จริง พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องมีคะแนนเกินจากค่าเฉลี่ยไปก่อน ไม่ว่าจะจัดสรรด้วยจำนวนเต็ม หรือการปัดเศษ ถ้าไม่มีเขียนไว้หากพรรคการเมืองที่ได้ไม่เกิน 3.2 แสนคะแนนจะไม่ได้ ส.ส. แต่พรรคนั้นอาจจะได้คะแนนแสนกว่า หรือ 2 แสนคะแนน โดยพรรคการเมืองพรรคนั้นมีเศษคะแนนมากกว่าพรรคอื่น พรรคนั้นก็อาจจะมีสิทธิได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย เชื่อว่าพรรคการเมืองอื่นจะต้องเสนอร่างประกบกับร่างของ พปชร.

อีกปมปัญหาประเด็นที่จะให้เบอร์ผู้สมัคร ส.ส.หมายเลขเดียวกันทั้งประเทศควรเป็นหลักที่กำหนดไว้ เพราะจะทำให้เกิดความสะดวกกับประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มีความสะดวกกับพรรคการเมืองที่จะหาเสียง กกต.ได้รับความสะดวกในการจัดการเลือกตั้ง แต่ในมาตรา 90 ของรัฐธรรมนูญที่ไม่มีการแก้ไขเขียนว่าพรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ หมายความว่า พรรคต้องส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตก่อน แต่วิธีการปฏิบัติที่จะให้ผู้สมัครได้เบอร์เดียวกันทั่วประเทศจะต้องสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อก่อน เพื่อจับสลากแย่งเบอร์ลำดับต้นๆ เพื่อให้เป็นเบอร์ของพรรคการเมือง สัปดาห์ถัดมาก็นำเบอร์ที่จับสลากได้ไปสมัคร ส.ส.เขตเลือกตั้ง ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย แต่ในรัฐธรรมนูญเขียนให้พรรคส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตก่อน เพราะฉะนั้นหากจะทำให้มี ส.ส.เบอร์เดียวต้องฝากให้สภาไปพิจารณาว่าจะแก้ปัญหานี้

ที่น่าสนใจคือการนับคะแนนแบบจัดสรรปันส่วนผสม ยังมีเนื้อหานี้อยู่ในมาตรา 93 และ 94 ไม่มีการเสนอแก้ไข แต่ 2 มาตรานี้มีการระบุถึง ส.ส.ที่พึงจะมี และบัญชีรายชื่อที่พึงได้รับ หากเลือกตั้งแล้วยังไม่เสร็จสิ้น ประกาศผลเลือกตั้งแต่ได้ ส.ส.ไม่ครบ จะมีการคำนวณ ส.ส.พึงมีและบัญชีรายชื่อที่พึงได้รับ ดังนั้น รูปแบบที่มีการเสนอนับคะแนนแบบคู่ขนานแยก ส.ส.เขต แยกบัญชีรายชื่อจะขัดกับหลักการในมาตรา 93 และมาตรา 94 น่าจะเป็นอีกโจทย์ที่เห็นชัดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังไม่สะเด็ดน้ำ มีจุดที่ยังขัดแย้งกับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญโดยไม่มีการแก้ไข เพราะสภาไปรับหลักการร่างของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มต้น สมาชิกรัฐสภาก็ไม่กล้าไปแตะในมาตราอื่นที่พรรค ปชป.ไม่ได้เสนอให้แก้ไขนอกเหนือจากมาตรา 83 กับ 91 และไปแตะในมาตรา 86 เกี่ยวกับคำนวณจำนวน ส.ส.เขตอีกมาตราเดียว ทำให้เกิดปัญหากับการขัดกันในสาระของรัฐธรรมนูญอีกหลายมาตรา สุดท้ายต้องดูว่าร่างกฎหมายลูกจะผ่านไปแบบใด แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีผู้ไปร้องให้ศาลวินิจฉัยตีความ ส่งผลให้การแก้ไขจะล่าช้าออกไป

พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คาดว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศมีประมาณ 32 ล้านคน คะแนนร้อยละ 1 ของไพบูลย์โมเดลเมื่อเอา ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คนไปหารก็อยู่ที่เกณฑ์ขั้นต่ำ 3.2 แสนคะแนน พรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่านี้ก็หมดสิทธิ ถือเป็นคะแนนตกน้ำสูญหาย น่าจะไปขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จัดเลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว มีจุดประสงค์ให้ทุกคะแนนสามารถนำไปคำนวณได้โดยไม่ตกน้ำ ประเด็นที่จะต้องนำไปถกเถียงสุดท้ายก็ต้องชัดเจนว่า ส.ส.พึงมีโดยแท้จริงแล้วคืออะไร นักวิชาการหลายคนต้องการให้คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบสัดส่วน วันนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้สูตรอะไรกันแน่ หรือหากจะไปซ้ำรอยเดิมเหมือนการนับคะแนน ส.ส.ในการเลือกตั้งปี 2562 ที่มีบัตรใบเดียวก็ยาก เพราะที่ผ่านมามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

สุดท้ายอาจจะมีการยืนยันว่าจะเอาตามแบบที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อใช้เลือกตั้งเมื่อปี 2554 หรือจะเอาตามแบบรัฐธรรมนูญ 2540 มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หากพรรคการเมืองใดได้คะแนนไม่ถึง 5% ให้ตัดออกไปก่อน แล้วเอาคะแนนที่เหลือของแต่ละพรรคที่เกิน 5% มารวมกันแล้วหารด้วย 100 หลักของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มีการเขียนให้ต่างไปจากหลักการวิธีการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ สุดท้ายต้องเป็นโมฆะ ขณะเดียวกันฝ่ายที่ต้องการแก้ไขกฎหมายลูกให้สำเร็จตามแนวทางที่ตัวเองกำหนด ต้องออกมาหยั่งกระแสโยนหินถามทาง หากใครเห็นต่างก็ต้องถกเถียงหัวชนฝาเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งที่หลักการพื้นฐานถ้ามีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบคะแนนต้องแบ่งเป็น 2 ก้อน ไม่มีไรซับซ้อน เพราะฉะนั้นอย่าพยายามทำอะไรที่พิสดาร

ถึงที่สุดมาตรา 93 และ 94 ที่คาอยู่ในรัฐธรรมนูญโดยไม่มีการเสนอแก้ไขจะมีความหมายอย่างไร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญบางรายออกมาบอกว่าน่าจะไม่มีปัญหา เพราะสำคัญที่หลักการใหญ่คือร่างที่แก้ไขไปแล้ว 2 มาตรา ดังนั้น กฎหมายลูกจึงต้องล้อตามเพื่อรองรับวิธีการนับคะแนนแบบใหม่ ส่วนสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ที่ให้มีการเลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว ต้องหาทางตีความ หรือใช้อภินิหารบางอย่างเพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับกฎหมายลูก การพูดถึง ส.ส.พึงมี ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พึงได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าคงหมายถึงการเอาคะแนนพรรคการเมืองที่มีคะแนนเกินร้อยละ 1 มาหารด้วย 100

แต่อย่าลืมว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุดไม่ได้ต้องการให้ทุกคะแนนตกน้ำจากบัตรเลือกตั้งใบเดียว หรือบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ขณะเดียวกันเป็นที่ทราบกันดีว่าการเสนอให้แก้ไขเพียง 2 มาตราในร่างของพรรค ปชป.โดยไม่ครอบคลุมมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องจึงเหมือนไปไม่สุดทาง ดังนั้น การกำหนดคะแนนที่ขั้นต่ำร้อยละ 1 จึงน่าจะมีปัญหากับพรรคการเมืองเล็ก ถ้ามองแบบปกติก็เป็นเกมของอำนาจที่ต้องการให้พรรคขนาดใหญ่เพื่อดีลการเมืองในอนาคต

วีระ หวังสัจจะโชค
คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

ในเชิงหลักการพื้นฐาน การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการออกแบบสถาบันทางการเมือง เพื่อร่างกติกาในการแข่งขัน (The Rules of the Game) ซึ่งจะต้องเป็นกติกากลาง ที่ผู้แข่งขันทุกคนรู้สึกว่าเป็นธรรม (Fair) การแก้รัฐธรรมนูญจึงมีความสัมพันธ์ใน 2 ภาพคือ 1.ภาพทางการเมือง และ 2.ภาพในเชิงกฎหมาย

ภาพทางการเมืองในการแก้รัฐธรรมนูญ หากย้อนกลับไปปี 2563 เป็นการแก้เกมของฝ่ายรัฐบาล พลังประชารัฐ (พปชร.) ที่พยายามจะดึงวาระในการแก้ไขจากฝั่งม็อบ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) พรรค พท.ให้มาอยู่ในเกมฝั่งรัฐบาล เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางในการแก้ ดีกว่าให้อีกฝ่ายเป็นผู้นำ เมื่อกระแสการแก้รัฐธรรมนูญกำลังมา พปชร.จึงต้องลงมาเล่นในเกมนี้ด้วย ด้วยเหตุนี้ นายไพบูลย์ ในฐานะมือกฎหมายของพรรคจึงเข้ามาเป็นกลไกในการแก้ไข และพยายามดึงเกมให้ร่างของแต่ละพรรคตกหมด แต่ดึงร่างของประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขึ้นมา ทำให้มีปัญหาการเมืองในสภาในเวลานั้น ประเด็นอยู่ตรงที่พิมพ์เขียวนายไพบูลย์อยู่ภายใต้โจทย์ที่ต้องเป็นบัตร 2 ใบ

ส่วนภาพในเชิงกฎหมาย พิมพ์เขียวที่นายไพบูลย์ทั้ง 4 ประเด็น เป็นประเด็นที่ชูขึ้นเพื่อลบบางประเด็นที่พยายามนำเสนอมาก่อนหน้านี้ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม คุณไพบูลย์พยายามพูดถึงคำสั่ง คสช.13/2561 ซึ่งย้อนกลับไปที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งพยายามกำหนดให้พรรคมีสมาชิกของประชาชนในทุกเขตเลือกตั้ง และให้พรรคมีกลไกในการคัดเลือก ส.ส.ผ่านการลงคะแนนขั้นต้น (primary elections) เพื่อไม่ให้ ส.ส.อยู่ในกำมือของกรรมการบริหารพรรค ที่สามารถเลือกจิ้มให้ ส.ส.คนไหนเป็นตัวแทนเขตไหนก็ได้ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 พยายามบอกว่า กรรมการบริหารพรรคจะทำแบบนั้นไม่ได้อีก ต้องให้ประชาชนเป็นคนเลือกก่อนว่าใครจะเป็นตัวแทนพรรคในแต่ละเขต และแม้กฎหมายทั้ง 2 จะบอกไว้เช่นนั้น แต่คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 13/2561 ใช้มาตรา 44 จากรัฐธรรมนูญ ปี 2557 แต่ประกาศใช้ในขณะที่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้แล้ว จึงมีข้อปัญหาทางกฎหมายอยู่ ประเด็นคือการออกคำสั่ง คสช.นี้ให้มีการเลือกตั้งในปี 2562 โดยก้าวข้าม (bypass) ข้อกำหนดบางอย่างที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 นั่นคือธงที่แท้จริงของนายไพบูลย์

การให้เพิ่มจำนวน ส.ส.เขตเป็น 400 คน หมายความว่าการที่จะได้ ส.ส.เขตมา คนจะไม่ได้เลือกที่พรรค แต่เลือกที่ตัวบุคคล หรือนักการเมืองที่ทำงานในพื้นที่ การเพิ่มสัดส่วนเช่นนี้จึงเป็นการพยายามลดความสำคัญของพรรคมาให้ความสัมพันธ์กับตัวบุคคล พยายามบอกว่าพรรคไหนที่ขายชื่อพรรคการเมือง หรือบินเดี่ยวเป็นหลักจะเสียเปรียบจากกติกานี้ เช่น พรรค ก.ก. หรือแม้แต่พรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มองข้ามช็อต นายไพบูลย์จะบอกว่าพรรคการเมืองไม่พร้อมหรอก 400 เขต ต้องมีสมาชิก 400 คน จะไปหาจากไหน แล้วก็จะไปหยิบคำสั่ง คสช.ที่ 13/2561 มาใช้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงกลายเป็นว่าความหวังของผู้แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่เคยอยากจะได้ระบบเลือกตั้งที่ลดการผูกขาดจากกรรมการบริหารพรรค ให้มาเป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ สิ่งนี้หายไปจากธงการแก้รัฐธรรมนูญของนายไพบูลย์

พรรค พปชร.ค่อนข้างไปด้วยกันได้กับพรรค พท. ไม่ได้กลัวพรรค พท.แต่กลัวพรรคอย่างพรรค ก.ก.แล้วหรือไม่ เพราะพรรค พท.เองก็มีพลังสำคัญคือ ส.ส.เขต เห็นได้จากการเลือกตั้งรอบล่าสุด ได้ ส.ส.เขตถึง 130 จน ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ได้ที่นั่ง แสดงว่าเกมการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มีการตกลงร่วมกันเห็นไปในทางเดียวกัน และได้ประโยชน์ร่วมกัน หากย้อนเวลาได้อยากให้เรากลับไปดูการเลือกตั้งแบบเยอรมัน ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตร 2 ใบ เป็นการเลือกตั้งที่แฟร์มาก อย่างไรก็ดี ไม่ควรเอาคำสั่ง คสช.ที่ 13/2561 กลับมาปัดฝุ่นใหม่ เห็นอยู่แล้วว่าพรรคการเมืองไม่พร้อมอยู่ดีในการมีสาขา หรือสมาชิกพรรค ตั้งแต่ปี 2562 ผ่านมาจนปี 2564 จะยังใช้ข้ออ้างเดิมว่าไม่พร้อมอยู่อีกหรือ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“ผู้ว่าฯชุมพร” สั่งตั้งคณะอนุกรรมการรับมือภัยพิบัติกรณีเร่งด่วน
บทความถัดไป“ซีพี ออลล์” เคาะอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ 5 ปีแรก 4.60% ต่อปี พร้อมเสนอขายพ.ย.นี้