รายงานหน้า2 : การเมืองฝุ่นตลบ ส่งสัญญาณ‘ยุบสภา’

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการต่อสัญญาณ “ยุบสภา” กรณีปมปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทย 7 คน ส่งหนังสือลาประชุม ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาต่ออายุสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้กับ BTS เป็นเวลา 30 ปี และการประชุมสภาล่มซ้ำซากถึง 17 ครั้ง

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

จริงๆ แล้วพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มต่างๆ ก็ยังอยากไปต่อได้ ไม่อยากยุบสภาตอนนี้ ยังต้องการที่จะอยู่จนครบเทอม ดังนั้น ความขัดแย้งต่างๆ ในช่วงนี้อาจเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ ในประเด็นงบประมาณลงพื้นที่สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ ไม่น่าถึงขั้นยุบสภา เพราะถ้าดูจากช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปต้องมีการใช้งบประมาณลงพื้นที่เพื่อสร้างฐานเสียง ประเด็นความขัดแย้งนี้จึงไม่น่าจะนำไปสู่การยุบสภาได้ แต่เป็นความขัดแย้งในเชิงการต่อรองมากกว่า

สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะเกิดการยุบสภา และรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดการยุบสภาด้วย ถ้าต้องการให้ยุบสภาจริง คนในรัฐบาลก็น่าจะไปให้สุดกว่านี้ สถานการณ์ตอนนี้จึงเป็นเพียงแค่การสร้างอำนาจต่อรองให้กับกลุ่ม หรือพรรคตัวเอง เพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้ตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ซึ่งเราจะเห็นโทนอยู่ อย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็พูดถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ถ้าจะยุบสภาจริงๆ พรรคร่วมซีกรัฐบาลจะต้องไปให้สุดกว่านี้ อย่างการไม่ลงมตินโยบายต่างๆ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถผ่านร่างนโยบาย หรือผ่านงบประมาณอะไรได้เลย เรื่องงบประมาณในปีหน้า ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับการต่อรองครั้งนี้ด้วย เพราะนั่นคือสิ่งที่กลุ่มต่างๆ ในรัฐบาลต้องการ

ส่วนกรณีเกมสภาล่ม ความจริงไม่ใช่วิธีที่ดีที่จะช่วยให้พรรคเพื่อไทยหรือฝ่ายค้านมีอำนาจเพิ่มขึ้น เพื่อไทยพยายามกดดันให้ยุบสภาเพื่อเกิดการเลือกตั้ง แต่ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ต่อให้เลือกตั้งเร็วก็ไม่ได้ทำให้เพื่อไทย หรือฝ่ายค้านอยู่เหนือสักเท่าไหร่ อาจจะมีเสียงเพิ่มขึ้น แต่เพื่อไทยเองก็ยังไม่ได้มีอะไรรับประกันว่าจะชนะแบบแลนด์สไลด์ได้จริง เนื่องจากกลุ่มฐานเสียงเดิมของเพื่อไทยที่ย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐก็ยังมีอยู่ แม้ว่าจะมีคนไม่พอใจรัฐบาลเยอะ แต่ประเด็นก็ยังอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังคงมี 250 ส.ว.อยู่ดี ฉะนั้นการเล่นเกมแบบนี้ของเพื่อไทย ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ เรายังไม่มีหลักประกันอะไรที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ เพราะ ส.ว. 250 ยังมีอำนาจเลือกนายกฯอยู่ ยังไม่เปลี่ยนตรงนี้

นี่คือการเมืองแบบไทยอย่างแท้จริง

ฝ่ายค้านควรจะร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวในการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมา นโยบาย, พ.ร.บ.หรือประเด็นต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน บางครั้งฝ่ายค้านก็ไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียวในการผลักดันประเด็นดังกล่าว ส่วนหนึ่งถ้าเราดูจุดยืนทางการเมืองของฝ่ายค้านแต่ละพรรค หลายพรรคก็ไม่ได้มีจุดยืนที่อิงกับอุดมการณ์ชัดเจน พรรคก้าวไกลมีความชัดเจนในเรื่องอุดมการณ์ แต่พรรคอื่นยังไม่ได้เห็นมากนัก การเปลี่ยนแปลงของพรรคเพื่อไทยตอนนี้ก็ทำให้เห็นว่าเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในการดึงกลุ่มคนหน้าใหม่ๆ เข้ามาขับเคลื่อน อย่างเรื่องนโยบายสมรสเท่าเทียม ฯลฯ เพื่อไทยชัดเจนในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ที่เหมือนจะอิงกับนโยบายด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวในการหาเสียง

การยุบสภาตอนนี้ไม่น่าจะทำให้อะไรดีขึ้น คงไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนัก ทางออกที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือ แก้รัฐธรรมนูญ และยุบอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ ซึ่งจะทำให้เรามีความหวัง ในแง่ของการมีตัวเลือกอื่น ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนี้เหมือนตำแหน่งถูกผูกขาดไว้ให้ผู้นำ คสช. แม้ว่าสมัยหน้าอาจจะไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แต่ก็อาจเป็นคนที่มีความสัมพันธ์กับ คสช.ก็ได้ นี่คือปัญหาใหญ่

ดังนั้น ฝ่ายค้านควรจะมุ่งหาเสียง สร้างนโยบาย และให้ความรู้กับประชาชน เช่นการพูดถึงประเด็นต่างๆ พยายามให้ข้อมูลเรื่องการใช้งบประมาณให้มากที่สุด ไปหวังในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะดีกว่า เพราะท่าทางไม่น่าจะได้ยุบสภา และวิธีนี้ไม่น่าจะดีสำหรับฝ่ายค้านเอง

ธเนศวร์ เจริญเมือง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรื่องการยุบสภาคิดว่าเราต้องดูภาพรวมก่อน อย่างข้อแรกความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่ชอบยึดอำนาจหรือชอบการแต่งตั้งกับฝ่ายประชาธิปไตยนั้นยังไม่จบ ข้อที่สองพอเรามีรัฐบาลที่มีลักษณะครึ่งใบ มีทั้งแต่งตั้ง มีพรรคมีพวก ทำให้ระบบการบริหารแบบประชาธิปไตยของเรามันครึ่งๆ กลางๆ ไม่จะแจ้งว่าเป็นดำหรือเป็นขาวไปเลย เพราะฉะนั้นในข้อที่สาม ผลที่ตามมาคือในพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็จะมีพรรคที่ค่อยเป็นค่อยไป หรืออีกพรรคที่ต้องการที่จะรุกเร็วมากๆ อย่างพรรคก้าวไกลซึ่งยังเป็นพรรคใหม่ จึงต้องการเก็บคะแนนทุกอย่างที่ทำได้ ยกตัวอย่างคะแนนของปัญหาสุรา หรือปัญหาบำนาญ

ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็มีความคิดว่าเขามีฐานที่แน่นอน คาดหวังว่าจะชนะแบบแลนด์สไลด์ ซึ่งเขาก็อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงและเชื่อว่าประชาชนส่วนหนึ่งก็อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นสองฝั่งนี้จึงเกิดความขัดแย้งกันคือ ฝ่ายหนึ่งมองว่าต้องยุบสภา นายกรัฐมนตรีบริหารงานไร้ประสิทธิภาพมาก แต่ในขณะเดียวกันพรรคก้าวไกลก็เก็บตกระหว่างทางคือทำอะไรได้ก็ทำ

ประเด็นเรื่องยุบสภาไม่ใช่ปัญหาจากความขัดแย้งตรงนี้ แต่คือเรื่องที่รัฐบาลบริหารงานไม่ได้ ไร้ประสิทธิภาพ คุณไม่ระดมสรรพกำลังเชิญผู้มีความรู้เปิดเสวนากันทั่วประเทศ นำคนเก่งๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีบางคน แต่ไม่มีเลย เวลานี้เหมือนอยู่เพื่อซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ในเหตุผลนี้ก็คือยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือหัวหน้ารัฐบาลลาออกเพื่อเปิดให้มีการคัดเลือกผู้บริหารใหม่ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ชอบธรรมอยู่แล้วในเมื่อเขาไม่ฟัง เขาไม่สนเรื่องนี้ จึงเกิดปัญหาอื่น ต้องหาทางทำอย่างไรให้ยุบสภาให้ได้ เช่น ทำสภารวน และการที่สภารวนเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าไม่ใช่ปัญหาของฝ่ายค้าน เป็นปัญหาคนไม่เข้าประชุม หรือคนไม่แสดงตนอะไรต่างๆ ซึ่งก็ต้องถามถึงวินัยที่คุณมาเป็นตัวแทนประชาชนพวกคุณประชุมกันอย่างไร จัดการกันอย่างไรถึงมีปัญหา และมีคนออกมาพูดว่าเป็นปัญหาที่ฝ่ายค้านทำสภารวน อีกฝ่ายก็บอกว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไม่เข้าประชุม ต้องเอาตัวเลขข้อเท็จจริงออกมาดูเลยว่าการประชุมในแต่ละครั้งว่าคนมาหรือไม่มากี่คน จึงเกิดการสร้างวาทกรรมขึ้นมาว่าสภาขัดแย้งกันเพราะฝ่ายค้านแตกกัน หรือสภาล่มบ่อยเพราะ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่ควรจะมีหน้าที่ดูแลปกป้องรัฐบาลไม่เข้าประชุม อะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นตกลงวาทกรรมนี้จะขึ้นมาเป็นเหตุผลหลักของการยุบสภาหรือ เพราะเหตุนี้จึงเป็นประเด็นขึ้นมาว่าตกลงการยุบสภานั้นสาเหตุจริงๆ คืออะไร

ทางออกที่ง่ายที่สุดคือถ้านายกฯไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่หวังของสังคม ก็ได้เวลาแล้วที่ท่านควรจะไป เพราะทำงานมา 7-8 ปี ไม่ได้แสดงฝีไม้ลายมืออะไรให้เห็นเลย ทางออกถัดไปคือต้องมาคุยกันในสภาว่าตกลงจะทำอย่างไร จะเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ แต่ปัญหาคือเวลานี้กลายเป็นว่าสังคมของเรามีความเป็นพรรคพวก อย่างไรก็ไม่ออก มีการมาร้องเพลงอย่ายอมแพ้ หรือใช้วิธีการดื้อ ไม่ฟัง ใครจะพูดอะไรก็พูดไป จึงเกิดเป็นภาวะเครียดที่สภาเพราะทำอะไรกันไม่ได้ เมื่อมีฝ่ายเสนอกฎหมายที่ดีให้พิจารณาแต่อีกฝ่ายบอกว่ายุบดีกว่าอย่าอยู่เลย เพราะนายกฯไม่ไหวแล้ว ก็ต้องหาทางกัน ซึ่งมีหลายวิธีการ คือในอีกด้านหนึ่งบอกว่าฝ่ายค้านยังไม่มีเอกภาพในการบริหารจัดการ ในความเห็นผมต้องบอกว่าได้เวลาที่ต้องมาคุยกัน แลกเปลี่ยนกันให้ดีๆ มีเหตุผล รับฟังทั้งสองฝ่าย ไม่โจมตีกันในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่แบบนี้สำหรับฝ่ายค้าน เพราะจุดมุ่งหมายใหญ่คือทำอย่างไรเราจะได้การเลือกตั้งที่เป็นประโยชน์และมีฝ่ายบริหารที่ทำงานให้ประชาชน

พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลจนสภาล่มอยู่หลายครั้ง ปรากฏการณ์นี้มีภาพสะท้อนชัดเจนอยู่แล้ว ว่ามันเกิดการแตกแยก แต่จะถึงขั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องยุบสภานั้น ส่วนตัวคิดว่าอาจจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะในที่สุดเขาจะทำอย่างไรเวลาจะลงมติสำคัญ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัสยังลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอยู่ดี เขาก็ไม่จำเป็นต้องยุบสภา ผมว่าที่สำคัญที่สุดคืออภิปรายไม่ไว้วางใจจะลงมติกันอย่างไร แต่การลงมติอย่างที่ผมคาดเดา เขาก็ยังลงมติสนับสนุนกันอยู่ ซึ่งอยู่ข้างเดียวกันอยู่ดี อยู่ข้างอำนาจ ภาพทุกอย่างที่ออกมาไม่ได้เป็นภาพที่เห็นแล้วเป็นอย่างนั้นแน่ๆ สรุปไม่ได้ มีภาพลวงตาที่เยอะมากที่ออกมาสู่ประชาชน

การยุบสภาอย่างน้อยสุดก็ดีกว่าอยู่ไปอย่างนั้น จริงอยู่ที่ว่าอาจจะมีการทลายขบวนกันใหม่ พรรคที่มาร่วมรัฐบาลอาจจะเป็นพรรคอื่น เป็นไปได้ทั้งสิ้น และผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยก็หวังว่าถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ และใช้กฎหมายเลือกตั้งใหม่ โอกาสที่เขาจะชนะมีสูง และเมื่อเขาชนะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ก็รวมกับพรรคคณะอื่นพรรคขนาดกลาง ซึ่งพร้อมที่จะร่วมอยู่แล้วขอให้ได้เป็นรัฐบาล ถ้าเขารวมเสียงเลือกตั้งได้เหมือนพรรคพลังประชารัฐคราวที่แล้ว พรรคเพื่อไทยก็จะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งผมคิดว่าถ้าหากเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีจุดยืนอย่างไรก็แล้วแต่ ยังดีกว่าให้พรรคที่นำโดยคนที่ได้อำนาจมาโดยการทำรัฐประหาร โดยการอาศัยการเป็นทหารเข้ามา มันเป็นประชาธิปไตยมากกว่า

การทำให้สภาล่มไม่ใช่จุดยืนที่ดีทีเดียว เพราะหน้าที่ของ ส.ส.ก็ต้องเข้าประชุมสภา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น การบอกว่าไม่มาประชุมสภาเพื่อให้สภาล่มตามหลักการมันก็ไม่ถูก แต่ว่าด้วยทางชั้นเชิงทางการเมือง มีความถูกต้องชอบธรรมแค่ไหน คิดว่าก็เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน เพราะทางฝ่ายพรรคเพื่อไทยก็บอกว่าถ้าจะไม่ให้สภาล่ม ทำไมทางฝ่ายรัฐบาลไม่มาเพราะตัวเองก็มีคะแนนเสียงรวมกันแล้วทำให้สภาไม่ล่มได้อยู่แล้วไม่ต้องโทษว่าตัวเองหายไป มองในแง่นี้เพื่อไทยเขาก็พูดมีเหตุผล แต่ถ้าถึงขั้นเจตนาให้สภาล่มเลยโดยการไม่ยอมมาเข้าประชุมก็ไม่ถูก แต่เท่าที่ผมฟังมาทางพรรคเพื่อไทยที่ไม่เข้าร่วมประชุมเขาก็มีเหตุผลของเขาทั้งนั้นที่ไม่เข้าร่วมประชุม ดังนั้น ทางรัฐบาลจะมาโทษว่าเหตุที่สภาล่มเพราะฝ่ายค้านไม่มาประชุมก็ไม่ถูกเหมือนกัน โดยหลักแล้วรัฐบาลต้องพยายามไม่ให้มันล่ม ลำพัง ส.ส.ที่มีอยู่ก็ได้องค์คณะประชุมอยู่แล้ว แล้วทำไมมาให้ครบไม่ได้ ผมคิดว่าเป็นความผิดของพรรคร่วมรัฐบาลล้วนๆ อยู่แล้ว ปฏิเสธอะไรไม่ได้ จะมาโทษคนอื่นเขาไม่ได้

การยุบสภามีวิธีเดียวคือนายกรัฐมนตรีต้องยุบเอง เพราะที่จริงแล้วในระบอบประชาธิปไตยเขาจะยุบสภากัน เมื่อเขาเห็นว่าเขาได้เปรียบ ยิ่งของประเทศอังกฤษตอนพรรคคอนเซอร์เวทีฟยุบสภา เขาก็เห็นว่าเขาได้เปรียบเขาก็ยุบ แล้วได้คะแนนมากยิ่งขึ้น การยุบสภาเป็นเครื่องมือของฝ่ายพรรครัฐบาลที่คุมเสียงข้างมากที่คิดว่าเขาได้เปรียบ แต่ถ้าหากการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีการโหวตกันแล้ว ทางฝ่ายรัฐบาลแพ้ถึงเป็นเหตุว่าอย่างไรตัวเองก็ต้องออก แต่ของเรากลายเป็นว่าชิงยุบสภาเสียก่อนก็เป็นเรื่องที่ผิดหลักการที่ปฏิบัติกันมา ผิดประเพณีในประชาธิปไตยโดยแท้ ที่เขาทำกันในต่างประเทศ ถ้ารัฐบาลหากเห็นท่าไม่ดีในอดีตที่ผ่านมา ถูกอภิปรายมากๆ ก็ยุบสภาเลย ผิดตามรัฐธรรมนูญทำไม่ได้ แต่อำนาจยุบสภาเป็นของนายกรัฐมนตรี อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ยุบใครก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องอาศัยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าลงมติแล้วฝ่ายค้านชนะต้องออกแน่ๆ อยู่แล้ว สภาก็ต้องยุบไปโดยปริยาย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon