รายงานหน้า2 : ‘สุพัฒนพงษ์’นำทีมแถลง มาตรการสู้น้ำมันแพง

หมายเหตุนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน อาทิ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน รวมทั้งนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวชี้แจงสถานการณ์พลังงานมีราคาสูงขึ้นและมาตรการรองรับ ที่กระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เบื้องต้นรัฐบาลจะปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน 15 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม (กก.) หรือขึ้น กก.ละ 1 บาท มาอยู่ที่ 333 บาทต่อถัง 15 กก. จากปัจจุบันอยู่ที่ 318 บาทต่อถัง 15 กก. ในเดือนเมษายนนี้ แต่ยังคงช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.5 ล้านคน ที่ 45 บาทต่อถัง 15 กก.ต่อ 3 เดือน

ทั้งนี้ กระทรวงยังคงตรึงราคาขายปลีกดีเซลในประเทศไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรต่อไป โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบประมาณ 23,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีเงินกู้ 30,000 ล้านบาท เข้ามาช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งระหว่างนี้กองทุนยังมีกระแสเงินสดสามารถใช้ดูแลราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ถึงช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 ภายใต้สมมุติฐานราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่มีเงินไหลเข้ากองทุน 2,700-3,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่มีเงินไหลออกประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อเดือน

ส่วนประเด็นที่ว่าหากเงินกองทุนหมดแล้วจะทำอย่างไรต่อไปนั้น ก็ต้องรอ ระหว่างนี้ต้องประหยัด และอยู่ในสภาพนี้ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” รัฐบาลจะพยายามตรึงภายใต้กรอบวงเงินที่มีอยู่ ถ้าทุกคนประหยัดก็ตรึงได้นาน ถ้าราคาลดลงปกติ ยิ่งตรึงได้นานขึ้นอีก
ส่วนประเด็นเรื่องความชัดเจนที่จะตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร และขยายเวลาอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มอยู่ที่ 318 บาทต่อถัง 15 กก. ที่จะสิ้นสุด 31 มีนาคมนี้ออกไปหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะสถานการณ์ยังแกว่งขนาดนี้ เราจะทำยังไงได้ แต่ระหว่างนี้กองทุนที่เตรียมสำรองเงินกู้ไว้ที่ 40,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาในเดือนพฤษภาคม 2565 ที่จะนำมาใช้ดูแลสถานการณ์ชั่วคราวกันไป ทั้งยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ถ้าราคาน้ำมันดิบ ลดลงก็ไม่จำเป็นต้องอุดหนุนราคา แต่ถ้าราคาสูงขึ้นถึง 170 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็ต้องมีมาตรการอื่นออกมาดูแลต่อไป

เป็นธรรมชาติในเหตุการณ์ที่ผันผวน จะเอาคำตอบเป๊ะ กลับบ้านไปนอนหลับสบาย ผมคิดว่าไม่ได้เป็นลักษณะบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความผันผวน สื่อมวลชนต้องทำความเข้าใจ

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ศึกษาแนวทางรับมือวิกฤตราคาพลังงาน หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ยืดเยื้อรุนแรงเกินกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้น ผันผวนรุนแรงต่อเนื่องอีกด้วย
ส่วนประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่ยืดเยื้อมาแล้วกว่า 16 วัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนสูงในรอบ 14 ปี หรืออยู่ที่ 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนก๊าซแอลเอ็นจี เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 84.37 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ล่าสุดกองทุนชดเชยราคาดีเซลแล้วกว่า 14 บาทต่อลิตร ซึ่งการที่รัสเซียหยุดการส่งออกทั้งน้ำมันและก๊าซ ทำให้ซัพพลายในตลาดตรึงตัว มีความผันผวนหลายประเทศ ทำให้หลายประเทศมีนโยบายการเก็บสำรองในประเทศมากขึ้น อาทิ จีนมีการเก็บสำรองไม่ส่งออก ทำให้ราคาทั้ง 2 ปรับเพิ่มรุนแรง อีกทั้งโอเปคพลัส ยังคงปรับเพิ่มแค่ 4 แสนบาร์เรลต่อวัน
ส่วนการบริหารจัดการในไทยยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่มีผลกระทบ เนื่องจากมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียแค่ 3% ไม่กระทบสัญญาจัดหาในปัจจุบัน

กุลิศ สมบัติศิริ
ปลัดกระทรวงพลังงาน

ประเด็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซินนั้น กระทรวงพลังงาน พยายามหารือกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม โดยจะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีจำนวน 13.5 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันพบว่าประชาชนที่จดทะเบียนรถจักรยานยนต์กับกรมขนส่งทางบก มีประมาณ 21 ล้านคัน จึงจะต้องดูจำนวนรถกับจำนวนผู้ถือบัตรให้แน่ชัดก่อน แล้วมาดูงบประมาณให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินดังกล่าวต่อไป

ขณะที่ราคาไฟฟ้าต้องยอมรับว่าจะต้องปรับขึ้นแน่นอน ตามอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) แต่จะพยายามบริหารจัดการไม่ให้ขึ้นสูงมาก โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ทำการบ้าน และพยายามทำให้อยู่ในกรอบเดิม ซึ่งมีแนวคิดจะช่วยประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าระดับไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1,200 บาทต่อเดือน ให้อยู่ในราคาเดิม ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมหางบประมาณว่าจะต้องใช้เท่าไร

คมกฤช ตันตระวาณิชย์
เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

ยอมรับว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2565 ขึ้นตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้นเกินกว่าสมมุติฐานที่ประมาณการราคาน้ำมันดิบไว้ไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าเอฟทีที่สะท้อนต้นทุนจริงเพิ่มขึ้นไปเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันได 16.71 สตางค์/หน่วย

อย่างไรก็ตาม กกพ. จะพยายามบริหารจัดหาเชื้อเพลิงอื่นที่มีต้นทุนถูกกว่าก๊าซมาผลิตไฟฟ้า เพื่อประคองค่าเอฟทีให้ปรับขึ้นไม่เกินกรอบที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

นันธิกา ทังสุพานิช
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน

กรมได้มีการประสานไปยังโรงกลั่นทุกแห่ง ยืนยันมีแผนบริหารจัดหาปริมาณก๊าซธรรมชาติเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ 66 วัน หรือประมาณ 2 เดือน แบ่งเป็นปริมาณน้ำมันดิบสำรอง 5,686.44 ล้านลิตร และปริมาณน้ำมันสำเร็จรูป 1,703.61 ล้านลิตร รวมกับปริมาณนำเข้าน้ำมันของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 636 ล้านลิตร ขณะที่ปัจจุบันไทยมีความต้องการใช้น้ำมันดิบเฉลี่ย 123.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 119.88 ล้านลิตรต่อวัน

กรมได้เตรียมมาตรการรองรับวิกฤตพลังงาน โดยได้ประสานผู้ค้าน้ำมัน เพื่อเตรียมประกาศเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมาย ให้ปริมาณน้ำมันดิบสำรองเพิ่มเป็น 5% จากเดิม 4% และน้ำมันสำเร็จรูปสำรองเพิ่มเป็น 2% จาก 1% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากผู้ค้าน้ำมัน คาดว่าจะมีข้อสรุปภายใน 1 สัปดาห์ โดยยอมรับว่าการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันทุก 1% ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศเพิ่มขึ้น 60 สตางค์ต่อลิตร

สราวุธ แก้วตาทิพย์
อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

กรมได้เร่งบริหารจัดการในการเปลี่ยนผ่านการผลิตก๊าซแหล่งเอราวัณ ( G1/61) จากผู้รับสัมปทานรายเดิมสู่รายใหม่และเปลี่ยนแปลงระบบจากสัมปทานสู่ระบบแบ่งปันผลผลิต ที่จะเริ่มในปลายเดือนเมษายน 2565 เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้อย่างราบรื่นไม่ให้กระทบการจัดหาก๊าซเพิ่มเติมจากแหล่งที่มีศักยภาพในประเทศ และแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย

ตลอดจนได้เร่งดำเนินการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 24 บริเวณทะเลอ่าวไทย เพื่อนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่และเพิ่มโอกาสในการพบแหล่งปิโตรเลียมในประเทศ เป็นต้น

ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ
อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

กรมได้เปิดแคมเปญ “รวมพลังคนไทย ลดใช้พลังงาน หาร 2” โดยความร่วมมือของทุกหน่วยงานทั้งในสังกัดกระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมงานจัดนิทรรศการเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องการประหยัดพลังงานสำหรับประชาชนทั่วไป และข้อแนะนำการประหยัดพลังงานทั้งผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานเพิ่มความเข้มข้นในการประหยัดพลังงานมากขึ้นจากเดิม 10% เป็น 20%

ทั้งนี้ ยังมีมาตรการเพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงานในระดับธุรกิจ โดยผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน อาทิ โครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนปรับปรุงเครื่องจักร อุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ปี 2564 โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานรวม 400 ล้านบาท โครงการเงินสนับสนุนเพื่อลดการใช้พลังงานแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการขนส่ง โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานรวม 600 ล้านบาท

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

สำหรับการบริหารปริมาณน้ำมันสำเร็จรูป ได้เตรียมความพร้อมจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม รวมถึงระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลเป็นการชั่วคราว โดยนำเข้าน้ำมันเบนซินเฉลี่ย 30 ล้านลิตรต่อเดือน
ยืนยันความพร้อมปฏิบัติภารกิจด้านการจัดการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรองรับความต้องการใช้ในประเทศอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางพลังงานของประเทศจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงอยู่ที่ทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจประหยัดและรู้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ทั้งนี้ จัดแคมเปญ ก๊อตจิชวนใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและประหยัด สื่อสารรณรงค์ประหยัดพลังงานด้วยสื่อหลายรูปแบบในทุกช่องทาง พร้อมทั้งจัดให้มีการตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์ โดย บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ เพื่อให้เครื่องยนต์มีความสมบูรณ์ ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง พร้อมด้วยโปรโมชั่นต่างๆ จนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ ณ FIT Auto สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon