‘เอ็มโอยู’ รัฐบาลก้าวไกล ล็อกขั้ว-ผูกมัด ‘การเมือง’?

‘เอ็มโอยู’ รัฐบาลก้าวไกล ล็อกขั้ว-ผูกมัด‘การเมือง’?

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีพรรคก้าวไกลประกาศจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก พร้อมเตรียมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) หรือ MOU ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

Advertisement

MOU ในการจัดตั้งรัฐบาล ถือว่าเป็นมิติใหม่ทางการเมืองไทย ที่จะทำข้อตกลงกันว่า ทิศทางนโยบายของรัฐบาลในอนาคตจะเป็นอย่างไร เอาวาระเชิงนโยบายมาเป็นวาระหลักในการขับเคลื่อนนโยบายในการบริหารประเทศ มากกว่าการจัดสรรผลประโยชน์ หรือตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล

ขอย้ำว่า MOU เป็นการบันทึกข้อตกลง ไม่มีผลทางกฎหมายเป็นสัญญาเฉยๆ

หากพรรคก้าวไกลได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องแถลงนโยบายต่อสภา ในเรื่องนี้นโยบายสำคัญๆ ที่จะต้องแสดงความชัดเจน คือ เรื่อง ม.112 เพราะมาตราดังกล่าวเป็นเรื่องกังวลใจของคนทั้งประเทศ ท่าทีของพรรคก้าวไกลว่าจะแก้ไข หรือยกเลิก ม.112 หากจะแก้ไข ควรจะแก้ไขอย่างไร และแก้ไขแล้วจะเกิดผลกระทบต่ออะไรบ้าง ต้องมีการอธิบายให้ชัดเจน 1-2-3 ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักที่จะต้องทำความเข้าใจ และเรื่องต่อไปคงจะเป็นเรื่องที่มีการหาเสียงเอาไว้ อาทิ ปฏิรูปกองทัพ เลือกตั้ง
ผู้ว่าราชการจังหวัด เรื่องการตั้งสหภาพแรงงานเรื่องค่าจ้างแรงงาน รวมถึงนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

ช่วง 60 วันก่อนจัดตั้งรัฐบาล สังเกตได้ว่าช่วงนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจนเลย ถือเป็น 60 วันอันตรายที่อาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ อาทิ ส.ส.อาจโดนใบเหลือง ใบแดง สัดส่วน ส.ส.จะน้อยลง เพราะต้องเลือกตั้งใหม่

สำหรับบรรทัดฐานของพรรคก้าวไกล ผมมองว่าสังคมคาดหวังกับพรรคก้าวไกลสูง

หากจะเคลียร์เรื่อง ส.ว. มองดูแล้วคงยากเหมือนกัน ดูได้จากสังคมพยายามกดดันในเรื่อง ส.ว. หากมองไปแล้วจะเห็น ส.ว.เพียง 250 คน

แต่เราไม่เห็นว่า ส.ว.เหล่านี้ยังมีการสัมผัสกับกลุ่มชนชั้นนำหลายฝ่ายมากที่อยู่เบื้องหลัง ส.ว. และการที่พรรคก้าวไกลได้รับเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ทำให้กลุ่มชนชั้นนำที่ผูกขาดเรื่องอำนาจ ความมั่งคั่ง และผลประโยชน์ในประเทศตั้งหลักไม่ทัน ก็จำเป็นที่ต้องหากลไกในการต่อสู้ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแกนหลักกับ ส.ว.เท่านั้น

ที่สำคัญไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคก้าวไกลกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ทำ MOU จะหา ส.ว. 70 คน มาสนับสนุนยกมือโหวตให้ได้เกิน 376 คน ซึ่งต้องใช้พลังกดดันกันเยอะมาก

ส่วนกระแสการจองเก้าอี้รัฐมนตรีของรัฐบาลชุดใหม่ ในเรื่องนี้พรรคก้าวไกลต้องระวังอย่างหนัก เพราะไม่ได้สนใจในเรื่อง MOU กันแล้ว พอมีโผและตำแหน่งออกมาก็เริ่มเห็นชัด พรรคเพื่อไทยเริ่มจองตำแหน่งรัฐมนตรี แต่สังคมยังรับได้ เพราะกระทรวงสำคัญๆ ที่มีผลในเชิงโครงสร้างพรรคก้าวไกลไม่ให้พรรคเพื่อไทยเลย ถือว่าพรรคเพื่อไทยแพ้ทางเด็ก พรรคเพื่อไทยจะได้กระทรวงต่างๆ อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะสัมพันธ์กับกลุ่มทุนของพรรคเพื่อไทย

แต่สังคมอาจจะกดดันว่า หากพรรคเพื่อไทยจะเอากระทรวงที่กล่าวมาไปจริง แต่สังคมจะกดดันบางคนไม่ให้รับตำแหน่งนี้ เพราะถูกมองว่าเป็นนักธุรกิจการเมือง ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลเสียหาย

กรณีรัฐบาลไม่มีทหารหนุนหลัง อาจทำให้อายุรัฐบาลสั้นลง ผมมองว่า ช่วงนี้กองทัพยังตั้งหลักไม่ทันเหมือนกัน มองว่ากองทัพไร้ประสิทธิภาพในการควบคุม ดูได้จากการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่เขตเลือกตั้งในกองทัพแพ้ยับเยินให้พรรคก้าวไกล แสดงว่ากองทัพไม่สามารถควบคุมใครได้แล้ว กำลังกลายเป็นกองทัพอัมพฤกษ์ อัมพาต กลไกทางอำนาจใช้การไม่ได้แล้ว

ดุลยภาค ปรีชารัชช
รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

MOU ของรัฐบาลใหม่ เป็นเรื่องใหม่ในทางการเมืองไทย หลักๆ เป็นการให้พรรคร่วมที่มีหลักการร่วมกันในการฟอร์มรัฐบาล แต่ว่าในเรื่องของการแบ่งโควต้ารัฐมนตรีต่างๆ หรือนโยบายยิบย่อยที่เป็นรายละเอียด คิดว่าควรไปว่ากันในขั้นตอนถัดไป ในแง่ของการที่พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ร่าง MOU ขึ้นแล้วไปเชิญพรรคร่วมต่างๆ มามีสัญญาใจร่วมกัน แต่มันไม่สามารถบังคับได้ในทางกฎหมาย เพราะธรรมชาติของ MOU เป็นเอกสารที่ให้ผู้เห็นพ้องร่วมกันได้มาลงนามเพื่อกระชับความร่วมมือ ให้มีความเข้าใจ สอดคล้องตรงกันในหลักการ แต่ไม่เป็นข้อผูกพันว่าพรรคที่มาร่วม MOU ตรงนี้ จะต้องอยู่ด้วยกันตลอด หรือมีผลบังคับลงโทษทางกฎหมาย เพราะฉะนั้นก็ต้องจับตาดู เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องดีลให้ลงตัว ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังฟอร์มกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรา 112โควต้ารัฐมนตรี นโยบายต่างๆ ซึ่งพรรคก้าวไกลมีนโยบายมากมายที่ต้องการขับเคลื่อน จะแบ่งจะเกลี่ยกันอย่างไรก็ต้องไปว่ากันอีกทีหนึ่ง

มันต้องเป็นหลักการพื้นฐานว่า แต่ละพรรคมารวมตัวกันเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ให้ฝ่ายชนะการเลือกตั้งหรือได้เสียงส่วนใหญ่ เสียงข้างมากจากประชาชน ได้ขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาประเทศ ตอกย้ำในเจตนาของประชาชนและประชาธิปไตย และอาจจะมีนโยบาย เป็นหลักการ เป็นนโยบายภาพใหญ่ร่วมกัน เช่น นโยบายพัฒนาประชาธิปไตย นโยบายขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจให้ไทยมีบทบาทสูงในเวทีโลก นโยบายพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชน จะมีลักษณะเป็นหลักการคร่าวๆ ไว้ก่อน แต่ยังไม่ถึงกับจับมัดโดยรายละเอียด หรือว่าแตกรายละเอียดอย่างมากมาย

เพราะเพิ่งผ่านพ้นจากการเลือกตั้งมาไม่กี่วัน คิดว่ายังต้องคุยกันอีกหลายยก และปริมาณของพรรคที่มาร่วม 7-8 พรรคนี้ หลักๆ ก็เป็นเพื่อไทยกับก้าวไกลที่ต้องไปเกลี่ยกันให้ลงตัว กระทรวงเศรษฐกิจจะให้เพื่อไทยคุมมากน้อยแค่ไหน เพราะพรรคก้าวไกลเองก็มีธงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ จะแบ่งโควต้ากันอย่างไร หรือจะใช้สูตรพรรคหนึ่งถ้าไม่ได้เป็น 9 กระทรวงนี้ ก็จะใส่นโยบายของทางพรรคตัวเองเข้าไปบูรณาการร่วมกับพรรคที่เป็นเจ้าของโควต้าของกระทรวงนั้นๆ มันมีสูตรในการประนีประนอม สูตรในการจัดตั้งรัฐบาล เกลี่ยโควต้ารัฐมนตรีอะไรต่างๆ หลายสูตร คิดว่าตรงนี้ไม่น่าเป็นอุปสรรคสักเท่าไหร่ แต่ปัญหามันคือขั้วอำนาจที่เป็นระบบทวิขั้ว ก็คือก้าวไกลกับเพื่อไทยที่เสียงพอกัน พรรคเพื่อไทยเองจะเด่นเรื่องทางเศรษฐกิจ ทางก้าวไกลเขาก็อาจจะวางคนไว้ มีคุณศิริกัญญา ตันสกุล คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ดูกระทรวงมหาดไทย (มท.1) มันก็จะมีโผมีการเกลี่ยของมัน

แต่ปัญหาคือเป็นทวิขั้ว คือในร่มนี้จะมี 2 มหาอำนาจที่ต้องบาลานซ์กันให้ดี ถ้าจับมือกันได้รัฐบาลก็มีเอกภาพ แต่ถ้าเกลี่ยกันไม่ลงตัว ด้วยกำลังที่พอกัน 2 พรรคนี้จะเป็นตัวชี้ขาด ในเรื่องของเสถียรภาพรัฐบาล ส่วนพรรคอื่นไม่เลย เพราะปริมาณเสียง อำนาจต่อรองมีความต่าง ห่างกันเยอะ ฉะนั้นการฟอร์มรัฐบาลครั้งนี้จะออกมาเป็นทวิขั้ว คือเป็นระบบ 2 ขั้วอำนาจ ที่อยู่ในปีกของรัฐบาลเดียวกัน ต้องมีการถ่วงดุล ต่อรอง รักษาน้ำใจ อาจจะมีแข่งขันปะทะกำลังกันบ้างระหว่าง 2 พรรค ส่วนนี้เป็นลักษณะที่พิเศษอยู่เหมือนกัน

MOU มันออกมาเป็นกรอบแนวคิด เป็นหลักการพื้นฐาน ซึ่งหลักตัวนี้ก็จะถูกพัฒนาต่อยอดไปเป็นนโยบายสำคัญที่จะต้องไปแถลงต่อสภา ถ้าจะผิดจากหลักตรงนี้มาก คิดว่าคงไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ แต่ทุกอย่างค่อนข้างจะพลิ้ว จะปรับ หรือพรรคการเมืองต่างๆ จะมีแฮตทริกทางการเมืองที่ต้องเข้าไปต่อรอง หรือจะอยู่ขั้วเดิมกันต่อไปหรือไม่ก็ค่อยว่ากันอีกที

แต่ต้องจับหลักพื้นฐานให้มั่น เพื่อให้มีพรรคร่วมรัฐบาลมารวมตัวกัน แล้วมีกำลังเพียงพอในการมูฟออนเข้าไปสู่ขั้นตอนต่อไปในการจัดตั้งรัฐบาล ตัวนี้จะเป็นพื้นฐานที่กรุยทางไปสู่ขั้นต่อๆ ไป ซึ่งคิดว่าในแง่หลักการพื้นฐาน ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ตัวที่เป็นปัญหาชัดคือเรื่อง ม.112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และกระทบต่อการโหวตของ ส.ว. เกมยังค่อนข้างซับซ้อนอยู่

ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

นิยามของ MOU ลักษณะนี้ ส่วนตัวขอนิยามว่าเป็นสัญญาใจที่บ่งบอกว่าแต่ละพรรคมีจุดร่วม หรือมีนโยบายร่วมกันอย่างไรบ้างแล้วจึงนำส่วนเหล่านี้มาทำเป็น MOU โดยมีจุดร่วมตรงกลางคือทุกพรรคจะร่วมสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากพูดง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น คือ MOU มีหลากหลายรูปแบบ และหลากหลายลักษณะ ทั้งลักษณะที่มีผลทางกฎหมาย และลักษณะที่ไม่มีผลทางกฎหมาย ซึ่ง MOU ครั้งนี้ดำเนินการในลักษณะที่ไม่มีผลทางกฎหมาย เนื่องจากไม่รู้ว่าจะนำกฎหมายอะไรมาบังคับ กล่าวง่ายๆ ว่าเป็นเหมือนสัญญาใจจะถูกต้องที่สุด

การทำ MOU หากจำไม่ผิด เคยเกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว พรรครวมฝ่ายค้านได้มีการแถลงการณ์ร่วมกัน แต่จะเป็นในลักษณะของการทำ MOU หรือไม่ บอกตามตรงว่าไม่แน่ใจ แต่ถ้าเป็นไปในลักษณะแถลงการณ์ร่วมกันนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยการทำ MOU พูดตามความเป็นจริงไม่เชิงเป็นมาตรฐาน เพราะจะทำหรือไม่ทำ MOU ส่วนตัวก็คิดว่าไม่ได้เป็นผลอะไร เหมือนเป็นการแสดงตัวรวมสิทธิ รวมเสียง ร่วมกันเพื่อให้อีกฝ่ายรับทราบมากกว่า เป็นสัญญาใจที่ถูกเขียนขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่มีผลในทางกฎหมาย สมมุติวันนี้อยากจะไม่ทำตามที่ระบุไว้ใน MOU ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้

ในส่วนเนื้อหาภายในของ MOU ส่วนตัวคิดว่าเนื้อหาข้างในนั้น ทางพรรคก้าวไกลและว่าที่พรรคร่วมทั้งหมด 6 พรรค น่าจะร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะว่ากำหนดการที่จะเปิดเผยรายละเอียดคือวันที่ 22 พฤษภาคม ที่จะมีการแถลงข่าวถึงประเด็นดังกล่าว

ส่วนตัวมองว่าเนื้อหาหลักเรื่องแรกเลยคือการสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถัดมาคือน่าจะเป็นหลักการเกี่ยวกับนโยบายว่าพรรคร่วมแต่ละพรรคจะผลักดันนโยบายใดร่วมกันบ้าง หลักๆ คิดว่าน่าจะเป็นไปในทำนองนี้ เมื่อวานคุณไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล ก็ได้ออกมาพูดว่าประเด็นที่เป็นปัญหาคือ ม.112 ซึ่งกรณีของกฎหมายนี้ทางพรรคก้าวไกลออกมาพูดอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่นำมาร่วมใน MOU แต่จะนำไปผลักดันในสภาด้วยจำนวนเสียงที่มีคือ 152 เสียง ประเด็นที่มีความแตกต่าง แต่ละพรรคก็จะนำไปผลักดันด้วยตนเอง แต่หากเป็นประเด็นที่เห็นพ้องต้องกันก็จะมีใน MOU

ส่วนการแบ่งกระทรวงต่างๆ ให้แก่พรรคแต่ละพรรคอย่างที่สื่อแต่ละสำนักกำลังประโคมข่าว และลองทายกันดูนั้น ตามมารยาทผมมองว่าไม่ควรมี และอยู่ใน MOU ไม่ได้ ส่วนตัวมองว่าผิดมารยาท เนื่องจากเราไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่าวันนั้น กกต.จะรับรองผลแล้วหรือยัง อย่างที่สองคือไม่ว่าอย่างไรก็ดูไม่เหมาะสม การที่สื่อออกมาทำข่าวว่าแต่ละพรรคจะได้คุมกระทรวงใดบ้างนั้น จริงๆ แล้วหากเป็นการวิเคราะห์ด้วยตนเองทำได้ แต่ใน MOU ถ้ามีมันค่อนข้างจะผิดมารยาท

ด้านนโยบายใน MOU จะมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายที่มีการเตรียมแถลงต่อสภาด้วยหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าจะต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้อง เพราะอย่างน้อยนโยบายของ 6 พรรคที่เหมือนกันน่าจะได้รับการถูกบรรจุไว้ใน MOU และอาจจะมีความเป็นไปได้ ที่จะมีการนำนโยบายของพรรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะพรรคร่วมเข้ามาด้วย นโยบายบางอย่างของพรรคฝ่ายค้าน ในอนาคตก็อาจจะนำมาทำ แต่อาจจะนำมาปรับให้สอดคล้องกับภาพของทางรัฐบาล

ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่

การทำ MOU 8 พรรคการเมือง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก 313 เสียงถือเป็นมิติหรือปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมือง ที่ไม่มีรัฐบาลไหนทำมาก่อน การทำ MOU โดยทั่วไปกำหนดกรอบความร่วมมือแบบกว้างๆ เป็นภาพรวมไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก เพื่อใช้อ้างอิงและเป็นแนวทางปฏิบัติเท่านั้น เป็นเพียงสัญญาผูกมัด ความรับผิดชอบทางการเมืองร่วมกันทั้ง 8 พรรคไม่สามารถโต้แย้ง หรือปฏิเสธความรับผิดชอบภายหลังได้

ทุกพรรคมีนโยบายที่คล้ายและแตกต่างกัน ดังนั้น การทำ MOU ต้องยึดหลักทางสายกลาง เพื่อหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง สร้างและปรับนโยบายให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อสร้างความสมดุล และยืดหยุ่นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริงๆ พร้อมจัดลำดับความสำคัญ เร่งด่วน ภายใต้สถานการณ์การเงิน การคลัง และหนี้สาธารณะประเทศ ซึ่งบางนโยบายไม่ได้ใช้งบประมาณมากนัก สามารถทำได้เลย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน และต่างชาติด้วย

นโยบายเร่งด่วนที่ควรกำหนดไว้ใน MOU คือ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า อาทิ สุราก้าวหน้า ธุรกิจเอสเอ็มอี ท่องเที่ยวชุมชน เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ส่วนนโยบายทางสังคม มุ่งเรื่องรัฐสวัสดิการ พัฒนาคุณภาพชีวิต และการออกเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน

ส่วนการกระจายอำนาจ ปฏิรูประบบราชการ กองทัพ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร เพื่อนำไปสู่ทหารอาชีพแท้จริง ต้องทำในปีแรก ที่สำคัญต้องแก้รัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. 250 คน ให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ใช่แต่งตั้งจากผู้มีอำนาจเท่านั้น ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ในฐานะแคนนิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และพรรคร่วมรัฐบาล

ส่วนการแถลงนโยบายต่อสภาของ 8 พรรคร่วมรัฐบาลใหม่นั้น ต้องลงรายละเอียด และแนวทางดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ ติดตาม ตรวจสอบได้ว่า ได้ปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้น 8 พรรคร่วมรัฐบาล ต้องใช้นโยบายและ MOU นำการจัดสรรโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเพื่อคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งพรรค ก.ก.และ พท. มี ส.ส.มากที่สุด ต้องคุมกระทรวงหลัก หรือกระทรวงสำคัญ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างคล่องตัวและราบรื่น

การทำ MOU 8 พรรคการเมือง จึงเป็นความร่วมมือทางการเมืองแบบภาพรวมเท่านั้น ถ้าจับมือกันแน่น ไม่มีความขัดแย้งภายในเชื่อรัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image