เปิดเส้นทางสู่บัลลังก์ ‘ประธานสภา’ ต้องอาวุโส หรือ มาจากพรรคชนะอันดับ 1 ?

26.05.23 | 18:37 น.

เปิดเส้นทางสู่บัลลังก์ ‘ประธานสภา’ ต้องผู้อาวุโส หรือ มาจากพรรคชนะอันดับ 1 ?

ก้าวไกลต้องหยุดกินรวบ ขณะที่ก้าวไกลก็ยืนยัน ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกที่พรรคอันดับ 1 จะต้องการ 

เป็นวาทะวุ่นๆ ชิงตำแหน่ง “ประธานสภา” ของ 2 พรรคใหญ่ ก้าวไกล Vs เพื่อไทย กลายเป็นเรื่องไวรัสว่อนโซเชียล ร้อนขนาดขึ้นเป็นเทรนด์ยอดฮิตที่สุดในโลกทวิตเตอร์

แน่นอนเรื่องนี้เป็นประเด็นทันที ตั้งแต่ ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงก้าวไกล ได้โพสต์กระตุกผู้บริหารพรรคก้าวไกลว่า ยอมยกตำแหน่งนี้ให้พรรคไหนไม่ได้เด็ดขาด

โดย พรรคก้าวไกล ได้ออกมาระบุ 3 เหตุผลประธานสภาต้องเป็นของพรรคก้าวไกล ท่ามกลางกระแสข่าวพร้อมๆ กับโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พรรคเพื่อไทย พรรคอันดับ 2 ในการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยื่นเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาลก้าวไกล โดยขอเก้าอี้ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ

นอกจากจะให้เหตุผลเรื่องความอาวุโส เสียงที่ห่างกันไม่มาก ระหว่าง พรรคอันดับ 1 กับ พรรคอันดับ 2 ยังระบุด้วยว่า ในเมื่อฝ่ายก้าวไกลได้นายกรัฐมนตรี เบอร์ 1 ฝ่ายบริหารไปแล้ว ถ้าเพื่อไทยจะมีโอกาสทำงานตรงนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร พร้อมกับเสนอชื่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค เป็นผู้มีความเหมาะสม

Advertisement

ล่าสุด พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ที่มี 313 เสียง จาก 8 พรรคร่วมสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ออกมาชะลอความร้อนแรงนี้ ด้วยการประกาศรับนำวิธีคิด หลักการ เหตุผลที่ถกเถียงกันในเรื่องนี้ กลับไปพูดคุยกันผ่านตัวแทนของแต่ละพรรคในวงเจรจากันต่อไป

แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า เส้นทางสู่ประธานสภา ในรอบ 30 ปี ล้วนมีที่มาจากพรรคชนะเลือกตั้งอันดับ 1

ในการเลือกตั้งปี 2535 ได้ นายมารุต บุนนาค จากพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นประธานสภา

นายมารุต เป็นตัวแทนของพรรคชนะอันดับ 1 มี 79 เสียง ขณะที่พรรคชาติไทยอันดับ 2 มี 77 เสียง

ในการเลือกตั้งปี 2538 ได้ นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ จากพรรคชาติไทย ขึ้นเป็นประธานสภา

นายบุญเอื้อเป็นตัวแทนของพรรคชนะอันดับ 1 มี 92 เสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์อันดับ 2 มี 86 นั่ง เสียง

ในการเลือกตั้งปี 2539 ได้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคความหวังใหม่ ขึ้นเป็นประธานสภา

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นตัวแทนของพรรคชนะอันดับ 1 มี 125 เสียง ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์อันดับสอง มี 123 เสียง

แต่ในช่วงนี้ มีการพลิกขั้วโดยภายหลัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอันดับที่ 2 ชิง ส.ส.พรรคประชากรไทย มาร่วมรัฐบาลได้ เมื่อ นายชวน หลีกภัย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็ลาออก เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกประธานสภา คนใหม่ จากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในที่สุด นายพิชัย รัตตกุล ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภา แทน

ในการเลือกตั้งปี 2544 ได้ นายอุทัย พิมพ์ใจชน จากพรรคไทยรักไทย ขึ้นเป็นประธานสภา

นายอุทัย เป็นตัวแทนของพรรคชนะอันดับ 1 มี 248 เสียง ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์อันดับ 2 มี 128 เสียง

ในการเลือกตั้งปี 2548 ได้ นายโภคิน พลกุล จากพรรคไทยรักไทย ขึ้นเป็นประธานสภา

นายโภคิน เป็นตัวแทนจากพรรคชนะอันดับ 1 มี 377 เสียง ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 มี 96 เสียง

ในการเลือกตั้งปี 2550 ได้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช จากพรรคพลังประชาชน ขึ้นเป็นประธานสภา

นายยงยุทธ เป็นตัวแทนจากพรรคชนะอันดับ 1 มี 233 เสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 มี 164 เสียง

ในช่วงนี้เกิดอุบัติเหตุ โดย นายยงยุทธ ถูกใบแดงในคดีทุจริตการเลือกตั้ง ได้ขอลาออก และเปิดทางให้มีการเลือกประธานสภาคนใหม่ ได้ นายชัย ชิดชอบ ผู้อาวุโสขึ้นมาทำหน้าที่แทน ก่อนจะย้ายสังกัดไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ในเวลาต่อมา ภายหลังจากที่พรรคพลังประชาชนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค

ในการเลือกตั้งปี 2554 ได้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ จากพรรคเพื่อไทย ขึ้นเป็นประธานสภา

นายสมศักดิ์ เป็นตัวแทนจากพรรคชนะอันดับ 1 เช่นเดียวกัน มี 265 เสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 มี 159 เสียงง

เว้นแต่เพียงครั้งล่าสุด เมื่อปี 2562 ครั้งเดียวเท่านั้น ที่พรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยอมให้ นายชวน หลีกภัย ผู้อาวุโสจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคอันดับ 4 ขึ้น ทำหน้าที่ประธานสภา