สงคราม‘อิสราเอล-ฮามาส’ สะเทือนเศรษฐกิจไทย-โลก?

สงคราม‘อิสราเอล-ฮามาส’
สะเทือนเศรษฐกิจไทย-โลก?

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการ ภาคเอกชนกรณีสงครามระหว่างกลุ่มติดอาวุธฮามาส ชาวปาเลสไตน์ กับอิสราเอล ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ รวมทั้งแรงงานไทยที่ไปทำงานด้านเกษตรที่อิสราเอล

อมรเทพ จาวะลา
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT)

สถานการณ์สงครามที่ประเทศอิสราเอล โดยกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอล และมีการตอบโต้จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อีกทั้งสถานการณ์ยังเสี่ยงรุนแรงและยืดเยื้อออกไป โดยผลกระทบต่อไปมีทั้งทางตรงและทางอ้อม

Advertisement

โดยผลกระทบทางตรง ประกอบด้วย การส่งออก การท่องเที่ยว และรายได้แรงงาน แต่เป็นผลทางตรงจำกัด เพราะอิสราเอลไม่ใช่คู่ค้าหลักของไทย โดยภาคส่งออกเน้นสินค้าเกษตรและอาหาร อีกทั้งนักท่องเที่ยวไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวสำคัญ แต่ให้ระวังด้านการขนส่งทางอากาศที่อาจต้องเปลี่ยนเส้นทางในตะวันออกกลางจนกระทบการท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ

ด้านแรงงาน แม้คนไทยไปทำงานส่งรายได้เข้าประเทศอยู่มากแต่ยังเป็นรองสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ขณะที่ด้านการลงทุนก็ยังไม่มาก

สำหรับผลกระทบทางอ้อมประกอบด้วยราคาน้ำมันพุ่ง นักลงทุนในตลาดเลือกถือสินทรัพย์ปลอดภัย (เงินเหรียญสหรัฐ) และราคาทองคำขึ้น แม้จะมองว่าผลทางอ้อมไม่น่ารุนแรง เพราะอิสราเอลไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันอีกทั้งประเทศรอบข้างอย่างจอร์แดนก็ไม่ได้มีน้ำมันมากแต่กรณีที่สงครามทวีความรุนแรง หรือเกิดความเลวร้ายมากขึ้น และขยายวงกว้างไปประเทศอิหร่าน หรือซาอุดีอาระเบียจะมีผลทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นทะลุ 100 เหรียญต่อบาร์เรล

ที่กังวลคือประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิจะทำให้ต้นทุนสินค้าหลายรายการสูงขึ้น และเป็นความกังวลต่อเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงแล้ว ขณะเดียวกัน เงินบาทจะอ่อนค่าลง แทนที่ดุลการค้าไทยจะกลับมาเกินดุลการค้าต่อเนื่อง ก็อาจจะขาดดุลทางการค้าจากต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงแนวโน้มเงินเฟ้อที่เป็นห่วง ถ้าราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่อง และเงินเฟ้อที่กำลังจะลดลงอาจมีจังหวะลดช้าลง หรือจะขยับขึ้นได้ ซึ่งน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเงินเฟ้อสหรัฐ ที่ถ้าการเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอาจส่งต่อการตัดสินใจการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อเนื่อง หรือจะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง และมีโอกาสลดลงช้ากว่าที่คาดการณ์

ขณะเดียวกัน สงครามจะส่งผลกระทบการขนส่งน้ำมันดิบผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยุโรปแม้ทำได้หลายช่องทางแต่อาจต้องระวังกระทบการขนส่งสินค้าทางเรือผ่านช่องแคบ อาทิ คลองสุเอซ และภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน ในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ จึงมองว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นไม่น่าไปไกล เว้นแต่กรณีที่ประเทศอื่นเข้าร่วมสงครามนี้ เพราะเมื่อราคาน้ำมันพุ่งจะส่งผลต่อราคาทองปรับตัวขึ้นตามจนทำให้สถานการณ์เงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งเพราะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

ส่วนความกังวลต่อตลาดทุนน่าจะมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยิลด์) พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ยังขึ้น จนเกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง หรือสินทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีไทยด้วย ดังนั้น ปัญหานี้จะส่งผลให้เงินบาทอ่อนได้อีก และที่บอนด์ยิลด์สหรัฐขึ้นน่าจะมาจากข่าววันศุกร์ (6 ตุลาคม 2566) ที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐยังเพิ่มแม้อัตราว่างงานจะคงที่ 3.8% และอัตราเพิ่มของค่าจ้างจะเริ่มชะลอที่ 0.2% จากเดือนก่อน แต่ยังห่วงว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีกในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้รวมถึง CME Fed watch มองโอกาสการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มไปมากกว่า 20% แล้ว และหากราคาน้ำมันเพิ่มยาวความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงก็มี

อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อปัญหาสงครามในอิสราเอลจะยืดเยื้อและลามไปกระทบประเทศอื่นในตะวันออกกลางจะทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจนไทยขาดดุลการค้าตลาดการเงินเสียเสถียรภาพเงินบาทอ่อนห่วงการคุมราคาน้ำมันยิ่งทำให้รัฐบาลขาดทุนในกองทุนน้ำมันหนี้เพิ่มไปอีก น่าหาทางใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ และอุดหนุนเฉพาะที่จำเป็นและยังเชื่อว่าสงครามจะจบในไม่ช้า แต่ก็ไม่มีใครรู้อย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ลากมาเป็นปีก็ยังทำได้ ไทยต้องหาทางลดผลกระทบ

ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี
ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch)
อาจารย์นักวิจัยประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD)
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ปัญหาปาเลสไตน์กับอิสราเอล เป็นปัญหาที่ยาวนานมากตั้งแต่ประวัติศาสตร์มาแล้ว มีความขัดแย้งกันเรื่องดินแดนความขัดแย้งระหว่างชนชาติอาหรับกับอิสราเอล และสัญชาติที่เกี่ยวข้องอื่นด้วย ซึ่งก่อให้เกิดการทำสงคราม มีการเจรจาสันติภาพมาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ เป็นความขัดแย้งระยะใกล้ระยะไกล สะท้อนให้เห็นว่ามันเป็นความล้มเหลวของกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางเพราะความขัดแย้งตลอดจนการพูดคุย พยายามเจรจาสันติภาพหลายต่อหลายครั้ง แต่แก้ไม่ตก ยังไม่จบ มีการละเมิดของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ตลอดเวลา มีการแก้แค้นกันกลับไปกลับมาตลอดเวลา ในทางการเมืองถือเป็นความล้มเหลวของประชาคมระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ต้องคิดเป็นบทเรียนว่าต้องหาทางช่วยเรียกร้องไม่ให้เกิดความรุนแรง เรียกร้องให้ยุติ และหันมาเจรจาสันติภาพหาทางออก

ถามว่ารัฐบาลอิสราเอลจัดการได้ไหม อย่างไร ความยืดเยื้อจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีความรุนแรงจากการปฏิบัติการครั้งแรกของกลุ่มฮามาสโจมตีอย่างรุนแรง และมีการโจมตีกลับของอิสราเอลด้วยอาวุธหนักที่รุนแรงมากขึ้น เป็นการนำความรุนแรงกับความรุนแรงใส่กันทั้ง 2 ฝั่ง การสูญเสียที่เกิดขึ้น ได้รับรายงานล่าสุดว่าฝ่ายอิสราเอลตาย 700-800 คน และฝั่งปาเลสไตน์ อีก 300-400 คน ประเมินข้างต้นเฉพาะหน้า

แต่ความเป็นจริงยังเกิดการต่อสู้อยู่ตลอดเวลา มีการยิง การโจมตี ต่อสู้กัน ตัวเลขจริงๆ คงจะทะลุพันกว่าไปแล้ว จากที่เห็นจากภาพข่าวการต่อสู้รบกันอยู่ ฉะนั้นการหยุดยิงในระยะสั้นคงจะยังไม่เกิด ประเทศที่เกี่ยวข้อง และประเทศมหาอำนาจที่มีการหนุนหลังต้องเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันอีก จึงไม่น่ายุติลงง่ายๆ ทั้งฝ่ายอเมริกาและตะวันตกสนับสนุนอิสราเอลชัดเจน และฝ่ายโลกอาหรับ อิหร่านก็ประกาศชัดเจนเช่นกันว่าหนุนฝ่ายฮามาสและเอสบุลลอฮ ยังมีรัสเซียกับจีนที่จะตามมาหนุนหลัง โดดร่วมอีกเป็นเรื่องของปีก 2 ขั้วที่ปะทะกันอยู่ จะส่งผลกับเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เรื่องน้ำมัน เรื่องเศรษฐกิจสงคราม ตอนนี้ก็เกิดภาวะโหลดลงอย่างมากแล้วจากสงครามยูเครนกับในรัสเซีย มารอบนี้เกิดความขัดแย้งสงครามครั้งล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ หรือกลุ่มฮามาสอีก ยิ่งทำให้เกิดภาวะโหลดลงมากยิ่งขึ้นไปอีก เศรษฐกิจย่อมถดถอยลง

ทั้งประเทศที่สนับสนุนหรือหนุนหลังอยู่นั้น คงต้องประเมินว่าจะแบกภาระต่อไปไหวหรือไม่ คุ้มค่ากับการทำสงครามแค่ไหน อย่างไร เพราะกระทบกับประเทศของตนในภาวะเศรษฐกิจสงครามที่ต้องแบกภาระนี้

สำหรับแรงงานไทยที่อยู่ในอิสราเอลกว่า 20,000 คน เกิดผลกระทบโดยตรง ทั้งการเสียชีวิตและลักพาตัว คนที่ยังอยู่ก็มีอีก คนที่อยากกลับบ้าน แรงงานเราเป็นแรงงานหลักเช่นกัน จึงทำให้เกิดสภาวะตึงเครียดของแรงงานและประเทศรอบๆ เราอาจต้องโยกย้ายคนงานของเราและหาทางเยียวยารัฐบาลต้องหาทางรีบเร่งจัดการ เยียวยาแรงงานเหล่านี้ เพื่อให้สามารถพยุงเศรษฐกิจปัญหาด้านแรงงานไปด้วย

จากสงครามนี้จะเห็นว่า ปัญหาสันติภาพในบ้านเรา ปัญหาความรุนแรงและการดำเนินงานเจรจาสันติภาพเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรักษาไว้ให้มั่น การเจรจาต้องอยู่และดำเนินอย่างต่อเนื่อง การลดความรุนแรง ความขัดแย้ง การแก้แค้นตอบโต้ที่มีอยู่ จะต้องรักษาและลดความรุนแรงให้ดี เมื่อกลับมามองประเทศไทย เรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการที่มีการเจรจาสันติภาพมากว่า 10 ปีแล้ว ทำให้เห็นว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นน้อยลงไปมาก ลดระดับความรุนแรงลงมา แต่ใช่ว่าความรุนแรงจะยังไม่เกิดต่อไป ปัญหาที่ท้าทายกับรัฐบาลไทย คือ การเจรจาสันติภาพ หรือสันติสุขจะเอาอย่างไรต่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ จะเดินหน้าต่อ หรือจะหยุด ถ้าจะทำจะเดินงานอย่างไร แนวทางการแก้ปัญหาอาจมีการทำใหม่ๆ ภาคประชาสังคมจะเดินงานอย่างไร เพราะยังมีกระบวนการและวิธีอีกหลายอย่างมากที่ต้องทำในบ้านเรา และต้องให้ชาวบ้านศึกษากรณีของสงครามอิสราเอลกับปาเลสไตน์ด้วย

การเจรจาที่ไม่ต่อเนื่อง การพูดคุยที่มีปัญหา การเจรจาที่หยุดๆ ติดขัด จะนำไปสู่ความรุนแรงต่อเนื่องได้ สิ่งที่เราทำได้ในประเทศในมุมใหญ่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราทำได้ในมุมใหญ่ ค่อนข้างผ่อนคลาย แต่ยังมีการปฏิบัติเชิงวิธีที่ต้องทำอีกเยอะ ที่จะให้เกิดสันติภาพ ต้องมีสิทธิ ที่ต้องเดินหน้าทำเรื่องนี้ และรัฐบาลต้องสนับสนุนการดำเนินงานครั้งนี้

สุจิตรตรา ฤทธิ์สกุลชัย
าจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส)

การมองสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล ต้องแยกการมองออกเป็นมิติ เช่น มิติทางด้านการเมือง ซึ่งแน่นอนว่าสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอลไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อเร็วๆ นี้ แต่มันมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องของความขัดแย้งในการแย่งชิงดินแดน มีปัญหาเกี่ยวกับมุมมองในเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนาด้วย อีกเรื่องคือการเข้ามาเกี่ยวข้องของมหาอำนาจที่เข้ามาสนับสนุนและอยู่เบื้องหลัง หากถามว่าเรื่องนี้จะรุนแรงไปถึงขั้นการทำสงครามกันหรือไม่นั้น หากเราดูตามสื่อสารมวลชนต่างๆ ก็จะเห็นข่าวการยิงสู้รบกันด้วยอาวุธที่รุนแรง ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปด้วย รวมทั้งประชากรไทยที่ไปทำงานที่อิสราเอลที่เสียชีวิตจากความขัดแย้งนี้ ต่อมาคือ มิติด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากปาเลสไตน์ ตั้งอยู่ในดินแดนตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบในเรื่องของน้ำมันที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบอุตสาหกรรมของโลก ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ ต่างก็ได้รับผลกระทบไปทั่วโลก ราคาน้ำมันเกิดการผันผวน คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้น่าจะยาวนานไปอีกในระยะหนึ่ง และจะไม่จบลงอย่างง่ายๆ

หากเราไปสรุปหรือประณามกลุ่มต่างๆ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงอดีตด้วยว่าในพื้นที่ตรงนี้คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นความขัดแย้งที่เกี่ยวกับศาสนา ดังนั้น เราจึงมองเฉพาะภาพรวมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้อย่างเดียวไม่ได้ เพราะยังมีมิติต่างๆ ที่มากไปกว่านั้น

เมื่อดูในมิติทางสังคม จะเห็นว่ามีบางประเทศที่ออกมาประณามเกี่ยวกับความรุนแรง และหลายๆ ประเทศก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการเปิดเวทีเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก ซึ่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ที่ทำให้เกิดภาพความรุนแรงและส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาประกอบกัน

อย่างแรกคือ บทบาทของมหาอำนาจที่ช่วยเหลือและสนับสนุน การมีกลุ่มฮามาสที่มีบทบาทสำคัญ และเรื่องของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ใช่แค่ในส่วนของปาเลสไตน์กับอิสราเอล ซึ่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้ที่เรียกว่า “ฉนวนกาซา” เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งในมุมมองของศาสนา รวมทั้งปัจจัยในเรื่องสื่อต่างๆ ก็ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกส่งต่อและเป็นที่รับรู้ของผู้คนในวงกว้างมากขึ้น

ในเวลานี้เราจะต้องหาองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ เข้าไปเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง กำหนดให้เป็นวาระเร่งด่วน ซึ่งสหประชาชาติ ที่เป็นองค์กรในด้านการดูแลสันติภาพและความมั่นคงของโลกจะต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากการคาดการณ์แล้ว คิดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะยังไม่ยุติลงง่ายๆ

ขณะเดียวกันทางรัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ก็พยายามที่จะช่วยเหลือพาประชากรไทยกลับมาที่ประเทศไทยให้เร็วที่สุด ซึ่งตอนนี้ก็ทำได้ค่อนข้างดี

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image