งบเลือกตั้งบาน 5.8 พันล. สูงเว่อร์หรือเหมาะสมเบอร์ไหน

หมายเหตุ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีที่ กกต.จะใช้งบประมาณ 5,800 ล้านบาท ในการจัดเลือกตั้งครั้งหน้า เพิ่มขึ้นกว่า 2,800 ล้านบาท จากการจัดการเลือกตั้งครั้งก่อนที่ใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่นักวิชาการและอดีต ส.ส.ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการตั้งงบประมาณที่สูงเกินไป


พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา

รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ กกต.ตั้งงบประมาณที่จะใช้ในการเลือกตั้ง วงเงิน 5,800 ล้านบาท จากเดิม 3,000 ล้านบาท เพิ่มมา 2,800 ล้านบาทนั้น ขอชี้แจงว่างบประมาณที่ กกต.ตั้งไว้เป็นไปตามกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจากเดิม

การเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา ใช้งบประมาณเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งประมาณ 3,700-3,800 ล้านบาท แต่ขณะนี้กฎหมายเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งเรื่องการให้เงินสินบนกับผู้ที่นำพยานหลักฐาน เบาะแส ที่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งมาให้กับ กกต. การคุ้มครองพยาน การสืบสวนสอบสวน การป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง รวมถึงการที่ กกต.จะต้องช่วยพรรคการเมืองและผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศด้วย เพื่อไม่ให้ระบบทุนเข้ามาในระบบการเมือง นอกจากนี้ ยังมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งจะใช้งบสูงมาก จากเดิมที่เราใช้ กกต.จังหวัด

ตัวเลขงบประมาณเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ กกต.ตั้งขึ้นมานั้นเราต้องประเมินไว้ก่อน แต่เมื่อนำไปใช้จริงอาจจะไม่ถึงก็ได้ เพียงแต่ว่าเราจำเป็นต้องตั้งงบไว้ก่อน ไม่ใช่เรารับเงินมา 5,800 ล้านบาท แล้วใช้หมดเลย หากใช้ไม่หมดเราก็คืน ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งก็จะมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คอยดำเนินการตรวจสอบด้วย จึงไม่มีความกดดัน เพราะเราดำเนินการภายใต้กฎหมายทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม อยากฝากให้ประชาชนเห็นคุณค่าของเงิน การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งควรเลือกคนดี ที่มีความรู้ ความสามารถ อย่าไปเห็นแก่อามิสสินจ้างหรือการซื้อสิทธิขายเสียง ถ้าไม่มีการทุจริต งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งก็จะไม่สูงแบบนี้ เพราะกฎหมายใหม่ที่ออกมาเขียนเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง งบประมาณที่เราตั้งไว้ก็จะนำมาใช้จ่ายในเรื่องของสินบนรางวัล การลดระบบนายทุนต่างๆ ด้วยการช่วยผู้สมัครหาเสียง หากเลือกคนไม่ดีเข้ามาก็จะทำให้ระบบการเมืองไม่มีคุณภาพ จึงอยากให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญของเรื่องนี้


โอฬาร ถิ่นบางเตียว

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

งบประมาณ 5,800 ล้านบาท ที่ กกต.จะขอเพื่อใช้ในการจัดการเลือกตั้งครั้งหน้า เมื่อเทียบกับงบจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นงบประมาณที่เกินเลยจากความเป็นจริงเยอะ การเสนองบประมาณขนาดนี้ กกต.ไม่ได้แสดงค่าใช้จ่ายว่ามีอะไรบ้าง ทำให้สังคมกังขา โดยเฉพาะการบริหารงานของ กกต.ชุดนี้ ตั้งแต่ต้นที่มีลักษณะหลายอย่างที่สังคมตั้งคำถามต่อการใช้จ่ายงบประมาณ เช่น การศึกษาดูงานต่างประเทศ แล้วไม่มีผลทางปฏิบัติจริงๆ สังคมตั้งข้อสังเกตมาตลอด

เมื่อมาเสนอของบประมาณจัดเลือกตั้ง 5,800 ล้านบาท ยิ่งทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยมากขึ้นว่าทำไมใช้จ่ายเยอะขนาดนี้ ในขณะที่ประเทศอยู่ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี

ทำไมเราไม่แสวงหาภาคีเครือข่ายในการจัดเลือกตั้ง เช่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาคประชาสังคม ภาคราชการหรือเอกชน ที่มีงบประมาณเข้ามาช่วยส่งเสริม เพราะผมคิดว่าการจัดเลือกตั้งไม่ใช่หน้าที่ของ กกต.ฝ่ายเดียว แต่เป็นหน้าที่ขององค์กรทางสังคมทั้งหมดที่จะเข้ามาร่วมกันทำให้การเลือกตั้งน่าสนใจมากขึ้น การระดมเครือข่ายแบบนี้ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก และทำให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้งด้วย

การใช้จ่ายแบบนี้สังคมคลางแคลงใจแน่นอน และในบรรยากาศสถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้ความแคลงคลางใจนี้ไม่สามารถทำให้คนรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีอะไรที่หมกเม็ดหรือไม่

ส่วนเหตุผลที่บอกว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายพรรคการเมือง เพื่อไม่ให้ทุนสามานย์เข้ามาในระบบการเมือง ผมคิดว่าเป็นการมองโลกแบบขาดความรู้อย่างมาก ขาดข้อมูลความเข้าใจเรื่องระบบการเลือกตั้ง

ที่บอกจะไปซัพพอร์ตเขานั้น เป็นวิธีคิดที่เราไม่เข้าใจกันเพราะจริงๆ นักเลือกตั้งแต่ละคนเขาเตรียมความพร้อมมานาน เขาลงทุนมานาน การเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ 30 วัน ที่ประกาศ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง การเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งของ ส.ส.และนักการเมืองท้องถิ่นเขาทำการเมืองมาเป็นระยะเวลา 3-4 ปี ใช้เงิน 10-100 ล้านบาท เรามาจัดการเพื่อความเสมอภาค 30 วันนั้น เราไม่มีความรู้เลย น่าเสียดายมากที่ใช้เงินทองศึกษาเรียนรู้งานการเลือกตั้ง แต่ไม่เข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองจริงๆ ของสังคมการเมืองไทย

เมื่อทำแบบนั้นเหมือนเราให้ความเสมอภาคทุกฝ่าย แต่คนที่มีโอกาสชนะเลือกตั้งเป็นคนที่ทำงานการเมืองมาตลอด คือหาเสียงตลอดเวลาก่อนการเลือกตั้งเสียด้วยซ้ำ

ส่วนที่บอกว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนผู้ตรวจการเลือกตั้งเพิ่มเข้ามานั้น เป็นวิธีคิดแบบไร้เดียงสา ทำไมไม่ส่งเสริมให้หน่วยงานอื่นเข้าไปร่วมตรวจการเลือกตั้ง เอ็นจีโอ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น อย่าผูกขาดการจัดการ ต้องกระจายให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม เพราะในการเลือกตั้งทุกคนเป็นเจ้าของประชาธิปไตย การทำอย่างนั้นจะทำให้คนกลุ่มเดียวได้ผลประโยชน์ ได้ค่าตอบแทน และไม่มั่นใจว่าประสิทธิภาพหรือคุณภาพการเลือกตั้งนั้นจะดีหรือไม่

วิธีคิดแบบนี้ผมคิดว่า กกต.ล้าหลังมาตลอด ไปผูกติดอยู่กับราชการ คิดแบบท็อปดาวน์ ต้องคิดใหม่หมด ทำยังไงจะสร้างภาคีเครือข่ายในการจัดการเลือกตั้ง วิธีคิดแบบนั้นเป็นการปฏิรูปแบบล้าหลังมาก

ถ้าอยากเข้าใจการเลือกตั้ง ผมคิดว่าคนในท้องถิ่นจำนวนมากเข้าใจพฤติกรรม เข้าใจเรื่องการเมืองในระดับพื้นที่มาก ต้องดึงเขาเข้าไป ไม่ใช่ใช้กลไกราชการแบบนี้

กกต.ล้มเหลวเพราะทำงานแบบกลไกราชการมากเกินไป ทำงานแบบท็อปดาวน์ ทำงานแบบอำนาจราชการ ไม่ได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจริงๆ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่ทำมาแต่ละโครงการเป็นผักชีโรยหน้าหมดเลย เช่น ลูกเสือ กกต. อาชีวะ กกต. ล้มเหลวไม่เป็นท่าหมด

ยืนยันว่างบประมาณที่ กกต.ขอมานั้นมากเกินไป และการชี้แจงเหตุผลการใช้งบประมาณไม่สะท้อนความเป็นจริง ไม่ได้ช่วยสร้างสรรค์การเลือกตั้งให้มีทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งสถานการณ์ทางการเมือง สถานะของ กกต. และการเมืองของ กกต.เองด้วยซ้ำ


แฟ้มภาพ

สามารถ แก้วมีชัย

อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย(พท.)

ที่ผ่านมาการดำเนินการของ กกต.ในเรื่องสนับสนุนผู้สมัครนั้นก็มี เช่น ประสานท้องถิ่นท้องที่ให้เอาป้ายไปติดตามสถานที่ต่างๆ ก็ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรมากนัก ที่เสียมากๆ อาจจะเป็นการเช่าช่วงเวลาของโทรทัศน์เพื่อให้ผู้สมัครได้มาดีเบตกัน แต่ตรงนี้สามารถขอความร่วมมือจากสถานีโทรทัศน์ได้เช่นกัน และช่วงเวลาก็ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากขนาดนั้น

อีกกรณีหนึ่งคือการจัดเวทีในแต่ละพื้นที่เพื่อให้ผู้สมัครได้ขึ้นไปแสดงวิสัยทัศน์ ตรงนี้ก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่ เพราะไม่มีคนฟัง ทางที่ดีคือ ควรประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยให้จัดผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. ไปฟังเพื่อให้เกิดประโยชน์ และสามารถนำไปถ่ายทอดต่อได้

กกต.ควรคิดบริหารจัดการการใช้งบประมาณให้ดีกว่านี้ ทั้งนี้ ไม่รู้ว่าการขอเพิ่มงบประมาณขึ้นมาอีก 2,000 กว่าล้านบาทนี้ ไม่รู้จะมากไปหรือไม่ กกต.จะต้องทบทวนเพื่อให้สมประโยชน์กับสิ่งที่ได้รับ ถ้าไม่เช่นนั้นเราจะสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก

นอกจากนี้ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไปตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งใหม่ จะไม่มี กกต.จังหวัด ก็ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณไปจ่ายให้เหล่า กกต.จังหวัดแล้ว แม้จะมีผู้ตรวจการเลือกตั้งจากส่วนกลางมีเบี้ยเลี้ยงในค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายต่างๆ อาจจะสามารถประหยัด และบริหารจัดการได้

อย่างไรก็ตาม การตั้ง กกต.ขึ้นมานั้น ตามกฎหมายให้อำนาจ กกต.เต็มที่ เพื่อประสานกับหน่วยงานทั้งหลาย ทั้งสั่งการได้ และขอความร่วมมือได้ ดังนั้น งบประมาณที่ใช้จัดการเลือกตั้งไม่น่าจะสูงถึงขนาด 5,800 ล้านบาท แม้จะมีงบประมาณเรื่องการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง พิมพ์เอกสารแจกให้แต่ละครัวเรือน หรืออื่นๆ อาจเป็นภาระที่หนักหน่อย แต่ก็ไม่น่าแตกต่างจากเดิมมากถึง 2,000 กว่าล้านบาท

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ILO เผย“แรงงานข้ามชาติ” กว่า 320,000 คน คือกลไกสำคัญขับเคลื่อนอุตฯประมง และอาหารทะเลไทย
บทความถัดไปเผยคลิป นาทีเจ้าหน้าที่บุกจับ ‘เปรมชัย’ กลางป่าทุ่งใหญ่ พบซากสัตว์-อาวุธปืนเพียบ