จับท่าที-จุดยืนพรรค ทิศทางแก้ไข รธน.’60

หมายเหตุ – ความคิดเห็นของฝ่ายการเมืองกรณีจุดยืนและแนวทางต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 หลังจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จุดพลุประกาศจุดยืนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ


 

สามารถ แก้วมีชัย
อดีต ส.ส.เชียงราย ในฐานะคณะทำงานติดตาม
การยกร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย (พท.)

รัฐธรรมนูญ 2560 ที่เขียนออกมาโดยขาดหลักการประชาธิปไตยในหลายเรื่อง และเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้อง เหมาะสมกับประชาธิปไตยมากที่สุด ดังนั้น

โดยหลักการทุกคนจึงเห็นตรงกันหมดหากเป็นฟากประชาธิปไตยว่าจะต้องแก้ไขปรับปรุง แต่ปัญหาคือวิธีการจะทำอย่างไร เพราะถ้าแก้ไขโดยวิธีปกติประเภทแก้ทีละส่วน ทีละเรื่อง ก็ทำยาก ทั้งวิธีการแก้รัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้ยากเพราะข้อกำหนดที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เขียนไว้ คือ 1.ต้องใช้เสียงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 1 ใน 3 ซึ่งเป็น ส.ว.แต่งตั้งให้เห็นชอบด้วย 2.ต้องให้ฝ่ายค้าน 10 เปอร์เซ็นต์ เห็นชอบด้วย แถมซ้ำก่อนลงมติวาระสาม ต้องไปผ่านการทำประชามติจากประชาชนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก ดังนั้น ดูแล้วคิดว่า พูดได้ แต่ทำยาก ถามว่าอยากให้มีการแก้ไขไหมตอบได้ว่า อยาก และควรจะต้องแก้แบบยกเครื่องใหม่ทั้งหมด นั่นคือ แก้ทั้งฉบับ แต่หนทางที่จะทำได้นั้นยากมากถ้าไม่ใช่เป็นกระแสเรียกร้องของคนทั้งหลายทั้งปวงในสังคมร่วมกันกดดัน เอาแค่ให้ได้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 จาก 250 คน หรือประมาณ 84 คน เห็นชอบด้วย ส.ว.เขาก็ไม่เอาด้วยแล้ว

ถ้าพูดลอยๆ ว่ามีนโยบายให้แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แบบนี้พูดได้ แต่ทางปฏิบัติจะทำอย่างไร ก็ต้องอยู่ที่ความเห็นพ้องต้องกันของคนในสังคม ไม่ใช่พรรคการเมืองอย่างเดียวแล้ว เพราะพรรคการเมืองพูดได้แต่ทำยาก


 

องอาจ คล้ามไพบูลย์
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

ส่วนตัวไม่ทราบบริบทที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พูดถึงการฉีกธรรมนูญว่า มีความหมายว่าอย่างไร นายธนาธรอาจจะไม่ได้หมายถึงการฉีกรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการยึดอำนาจแบบที่ทหารเคยทำ แต่อาจจะหมายถึงการยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญในบางประเด็นใช่หรือไม่ ดังนั้น ในประเด็นนี้นายธนาธรจึงต้องอธิบายต่อสังคมให้ชัดเจนว่า ตามเจตนารมณ์แล้วเป็นอย่างไรกันแน่

อย่างไรก็ดี หากใช้วิธีการตามกระบวนการกฎหมายแบบปกติ หรือใช้กระบวนการแบบรัฐสภา นายธนาธรต้องชี้แจงด้วยว่าจะเป็นไปด้วยวิธีการไหน อย่างไรบ้าง เรื่องนี้ก็มีความเป็นไปได้ เพราะถือว่า เป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด หรือ แก้ไขรัฐธรรมนูญในบางส่วน หรือ บางประเด็น ถือเป็นสิทธิโดยชอบธรรม ที่จะสามารถนำเสนอนโยบายต่อสาธารณชนได้ โดยไม่มีความผิดแต่อย่างใด

ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีขั้นตอนระบุไว้ชัดเจนตามหมวด 15 เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะต้องใช้ทั้งเสียงข้างมากและข้างน้อยในรัฐสภา และจะต้องใช้เสียง ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของทั้งสองสภา ซึ่งรวม 750 คน นั่นคือ สภาผู้แทนราษฎรบวกกับสมาชิกวุฒิสภา

นอกจากนี้ กระบวนการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะใช้วิธีการให้ประชาชนจำนวน 50,000 คน ที่มีสิทธินำเสนอเข้าชื่อขอเสนอให้สภาแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เห็นว่า ควรจะแก้ไขขั้นตอนนี้มีรายละเอียดพอสมควร

การแก้ไขรัฐธรรมนูญในระบบรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญปี 2560 การลงมติในวาระสาม เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะต้องใช้วิธีการเรียกชื่อเพื่อลงคะแนนเสียงอย่างเปิดเผย และต้องมีผู้เห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของ 2 สภารวมกัน นั่นคือ ต้องมีเสียงเห็นชอบมากกว่าจำนวน 375 เสียง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงจะผ่านวาระที่สาม

นอกจากนี้ จะต้องมีเสียงของ ส.ส.ฝ่ายค้านจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เห็นชอบด้วย รวมทั้งจะต้องมีเสียง ส.ว.จำนวน 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.ทั้งหมดที่เห็นชอบด้วยเช่นกัน ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับนี้

ในส่วนของภาพพรรค จะมีนโยบายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ยังไม่ได้คุยกัน ที่พูดออกมาเป็นเพียงการให้ความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ยังไม่มีการตกลงอะไรเกี่ยวกับนโยบายในเรื่องของรัฐธรรมนูญนี้

ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญนี้ และพรรคแสดงจุดยืนพร้อมประกาศว่า ลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย และมีหลายประเด็นที่ยังคงเป็นปัญหา หากพรรคมีโอกาสได้แก้ไขในประเด็นที่มีปัญหา ก็จะทำทันทีที่มีการประชุมพรรคการเมืองได้ หรือ ทำทันทีที่คำสั่ง คสช.ยกเลิกให้พรรคการเมืองประชุมได้ จะมีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องนโยบายของพรรคทันที

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่านโยบายจะออกอย่างไรนั้น ส่วนตัวเห็นว่า ทุกอย่างต้องไม่ออกมาเพื่อสร้างปัญหาใหม่ และต้องไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม รวมทั้งไม่สร้างปัญหาให้กลับไปเพื่อให้ประเทศติดกับดักแบบเดิม จะต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ ที่ส่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมอย่างแน่นอน


 

นิกร จำนง
ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชพท.)

ในความเห็นของพรรค คือต้องมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 แต่การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องดูบริบทด้วย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้บังเอิญผ่านการทำประชามติมา การจะแก้ไขต้องอาศัยกลไกต่างๆ หลายประการ จึงต้องได้รับความเห็นที่เกือบเป็นเอกฉันท์จากทุกฝ่ายถึงจะแก้ไขได้ แถมสุดท้ายยังต้องไปทำประชามติด้วย ฉะนั้น ที่เป็นอยู่คือแทบจะแก้ไม่ได้เลย ทำให้การปรับปรุงแก้ไขสุ่มเสี่ยงที่จะฉีกรัฐธรรมนูญ เขาถึงใช้คำว่า ฉีก

ในส่วนของ ชทพ. มีความเห็นว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ว่าจะยังไงเราก็เคารพสิ่งที่ประชาชนลงมติมา ไม่ว่าจะลงโดยการชี้นำ หรือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ตั้งโดยทหารก็ตาม แต่เมื่อผ่านการลงมติมาแล้ว ก็เลยขอใช้คำว่า ปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แม้ในส่วนของพรรค ชพท.มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถแก้ไขได้เลย เพราะในช่วงที่ผมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) เคยอธิบายไว้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับค่ายกล 7 ดาว ออกจากค่ายกลไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ ล็อกไว้ถึง 7 ชั้น ผมไม่เห็นด้วย เป็นการเขียนออกมาเพื่อไม่ให้สามารถแก้ไขได้เลย เพราะต้องได้เสียงจากฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เสียงจากสมาชิกวุฒิสภา และเสียงอื่นๆ รวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ มาใช้ในการแก้ไข

ส่วนการออกมาเสนอให้ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2560 ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก็เป็นความเห็นทางการเมือง แต่ว่าการใช้คำว่าฉีก ถ้าเป็นแค่คำแถลงทางการเมืองเป็นแค่คำปราศรัยที่เน้นย้ำว่าปัญหามันหนักไม่ได้หมายถึงการฉีกจริงๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าหมายความถึงการฉีกจริงก็มีปัญหาอยู่ เพราะการฉีกคือการกระทำโดยการล้มล้างที่ทำโดยการยึดอำนาจรัฐประหาร

การที่พรรคอนาคตใหม่เข้ามาสู่การเมือง แสดงให้เห็นว่า เป็นการเข้ามาตั้งพรรคการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งอย่างเคารพกฎหมาย ก็ถือว่ายอมรับในบางส่วนของรัฐธรรมนูญแล้ว และถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ต้องแก้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จะไปแก้ด้วยวิธีการอื่นได้อย่างไร เพราะโดยวิธีการตามรัฐธรรมนูญก็ยากพออยู่แล้ว ฉะนั้น หากจะมีการปรับปรุงแก้ไขก็ว่ากันไป และก็ต้องมีการตกลงกันในทางการเมือง เหมือนในสมัยของนายบรรหาร ศิลปอาชา ทำในรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มีการตกลงยินยอมของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล นักวิชาการ ซึ่งจะเกิดความสำเร็จก็ต่อเมื่อเกิดขึ้นบนความร่วมมือกัน แต่หากทำบนความขัดแย้งก็ไม่สามารถทำได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้หากไปค้านแค่นิดเดียวก็ไปต่อไม่ได้แล้ว

ทั้งนี้ หากจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็มีหลายส่วนที่เป็นปัญหา แต่ก็มีหลายส่วนที่เป็นข้อดี เช่น มาตรา 77 ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีการกระจายอำนาจให้คนส่วนล่าง มีเพียงแต่การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญในส่วนอื่น และในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะต้องทำให้อ่อนลง เพราะที่เป็นอยู่คือแทบจะแก้ไม่ได้เลย ทำให้การปรับปรุงแก้ไขก็สุ่มเสี่ยงที่จะฉีกรัฐธรรมนูญ

บทความก่อนหน้านี้แม่ค้าสลากเร่ศรีสะเกษโอดยอดขาดอืด ชี้ขาดทุนช่วงเปิดเทอม-บอลโลก
บทความถัดไป“คลัง”เลื่อนใช้ประกาศลูกจ้างฉบับใหม่ นัดส่วนราชการเคลียร์ทุกข้อบ่ายนี้ (ชมคลิป)