‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ชูธงพรรคชนะเลือกตั้ง ชิงเก้าอี้หัวหน้าประชาธิปัตย์

หมายเหตุ – นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผู้สมัครรับการหยั่งเสียงเลือกตั้งเป็นหัวหน้า ปชป. หมายเลข 1 ให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์ จุดยืน ตลอดจนแนวทางการนำพรรค ปชป.ในการเลือกตั้งที่จะเกิดในช่วงต้นปี 2562 หากได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.อีกครั้ง


 

ถ้าได้เป็นหัวหน้า ปชป.อีกสมัยจะมีวิสัยทัศน์ในการนำพาพรรคไปสู่เป้าหมายอย่างไร

ประชาชนต้องการให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปนำพาบ้านเมืองหลุดพ้นจากปัญหาเดิม ทั้งเศรษฐกิจที่ติดเหลื่อม ความเหลื่อมล้ำสูง หลุดพ้นจากสภาพบ้านเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คอร์รัปชั่น แก่งแย่งอำนาจผลประโยชน์ หัวหน้า ปชป.ต้องนำพาพรรคไปตอบโจทย์ใหญ่ให้กับประชาชนได้ ผมมีจุดยืนที่ยึดโยงกับอุดมการณ์ของพรรค ยึดมั่นในนโยบายที่ต้องมีระบบรองรับความคิด ต้องมองเห็นแล้วว่ารัฐบาลที่นิยมราชการ และขายประชานิยมที่ผ่านมาไม่ใช่คำตอบของประชาชน สำหรับ ปชป.คือเรื่อง เสรีนิยมประชาธิปไตย หรือการกระจายอำนาจ ลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน

ปชป.ต้องเป็นเส้นทางหลักให้กับประเทศไทย ปชป.ในการนำของผมจะต้องไม่ถูกลากหรือนำไปให้เลือกข้างให้ใครไปสนับสนุนใคร เราจะเป็นเส้นทางหลักที่ตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ รวมทั้งการสังคายนาระบบกฎหมาย แก้ระบบกฎหมายไม่ให้รัฐเข้ามาเป็นปัญหา ลดอำนาจการผูกขาดของรัฐ และผมจะนำพา ปชป.เข้าสู่การเลือกตั้งเพื่อเป็นคำตอบของประเทศ

จะมีการเปิดตัวทีมงานผู้สนับสนุนเหมือนผู้สมัครท่านอื่นๆหรือไม่

ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมาแสดงทีมเพื่อต้องให้เกิดความรู้สึกกันว่าใครเป็นคนของใคร เพราะผมต้องการให้กระบวนการหยั่งเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งนี้เดินไปข้างหน้า เราต้องทำให้พรรคโตขึ้น ไม่ใช่มาตั้งข้อรังเกียจทำให้พรรคเล็กลง และหากเสร็จการหยั่งเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคแล้วไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมไม่มีปัญหาที่จะทำงานร่วมกับคนอื่น และคนอื่นก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน

ความคาดหวังของสมาชิก ปชป.คาดหวังอะไรกับหัวหน้าพรรคคนใหม่

ผมคิดว่าทุกคนต้องการเห็น ปชป.ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และต้องการให้ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ทิ้งอุดมการณ์ คน ปชป.ก็ต้องการให้พรรคได้เป็นรัฐบาล แต่คงไม่อยากให้ ปชป.ไปเป็นรัฐบาลโดยที่ไม่สามารถผลักดันแนวคิดของเราได้ หรือไปเป็นรัฐบาลโดยไม่สนใจว่าจะกระทบต่อพรรคหรืออนาคตของบ้านเมืองอย่างไรบ้าง

ที่บอกว่า‘หมดเวลาเกรงใจใครแล้ว’คืออะไร

ที่ผ่านมามีข้อจำกัด เช่นตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องบริหารงานภายใต้วิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศและของโลก ต้องบริหารในสถานการณ์ที่มีการชุมนุมรุนแรงประท้วงกันอยู่ ผมต้องบริหารโดยมีรัฐบาลผสมที่มีข้อจำกัดทางการเมืองและปัจจัยอื่นๆ หลายเรื่องต้องประคับประคองสถานการณ์ได้บางเรื่อง ริเริ่มสร้างผลงานได้บางเรื่อง แต่พอจะเริ่มทำอะไรใหญ่โตจริงจังและใหม่ๆ ด้วยข้อจำกัดขณะนั้น ผมจึงไม่สามารถทำได้

แต่วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์แบบวันนั้นแล้ว วันนี้ผมรู้ตัวเองดีว่าผมต้องการทำให้ฝันของตัวเองที่อยากเป็นนักการเมืองและทำให้ประเทศไปในทางที่ดีเป็นจริง ตอนนี้เวลาเหลือไม่มาก ผมจึงบอกว่า วันนี้ผมต้องไม่เกรงใจใคร ไม่ลังเล ไม่ได้แล้ว เพราะผมรู้ว่านี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้าย หรือโอกาสท้ายๆ ที่หลายฝ่ายจะหยิบยื่นให้ผม ผมอยากทำและจะต้องทำให้ได้ในการเมือง

การรณรงค์ทำแคมเปญ #MakemyMark ในโซเชียลมีเดีย เป็นอย่างไร

เป็นแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะให้สมาชิกได้เห็นว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้าง การมาร์กในครั้งนี้
ผมมองว่ากระบวนการเปิดกว้างเช่นนี้ก็ทำให้คนทั้งประเทศมาสนใจถกเถียงกันในเรื่องนี้ด้วย ทำให้ผมเรียนรู้ทบทวนจุดอ่อน จุดแข็งของตัวเอง เป็นการสร้างใหม่ให้กับตัวเองด้วย และผมกำลังชวนให้ทุกคนไป Make My Mark คือไปสร้างใหม่ สร้างความแตกต่างใหม่ให้กับสังคมด้วย

ขณะที่คุณอภิสิทธิ์คิดว่าแนวคิดนี้เป็นการสร้างใหม่ แต่คู่แข่งและคนอื่นๆเขามองว่าคุณคือมวยที่ขึ้นชก ที่ช้ำแล้ว

คนเคยต่อสู้ก็ต้องมีบาดแผล คนที่ทำงานมาก็ต้องมีผิดบ้าง คนที่ทำอะไรมาเยอะก็ต้องมีคนไม่พอใจบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่านั่นคือสิ่งที่จะเป็นความเลวร้ายหรือความไม่เหมาะสม ถ้ามีการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลง และเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วย

ตั้งแต่มีการประกาศว่าจะมีการหยั่งเสียง ก็มีเสียงตอบรับมาเยอะมาก คนที่เคยชอบผมและไม่เคยชอบผม เขากลับมามีความสนใจ เช่น คนที่เคยชอบ เขาก็กลับมาสนับสนุนต่อ ส่วนคนที่ไม่เคยชอบ เขาก็บอกว่า ปชป.เปิดกว้างมากในครั้งนี้ ซึ่งจะมีส่วนสร้างตัวผมและสร้างพรรค นำไปสู่การสรรค์สร้างสังคมและประเทศของเราด้วย

ปชป.และคุณอภิสิทธิ์ถูกมองว่าไม่ติดดิน จะทำอย่างไรกับสิ่งที่คนติดภาพลักษณ์ตรงนี้

บางทีเราก็อยู่กับวาทกรรมบ้าง ภาพลวงตาบ้าง คะแนนเสียงของ ปชป.ที่มาจากชนบท เช่น ภาคใต้ คนเหล่านั้นไม่ติดดินหรือ ไม่มีคนที่ยากจนหรืออย่างไร ถามว่าเป็นไปได้หรือว่านักการเมืองที่ไม่มีความสัมพันธ์กับประชาชนจะยืนหยัดมาเป็นนักการเมืองมายาวนานได้ 20 กว่าปี และ ปชป.อยู่มา 70 กว่าปี ถ้า ปชป.ไม่อยู่
กับประชาชนจะอยู่มาได้ขนาดนี้หรือ ซึ่งเรื่องนี้ข้อเท็จจริงจะเป็นข้อพิสูจน์ และการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการก้าวข้ามทุกวาทกรรม และนำไปสู่ความเป็นสาระและเป็นปัญหาของประเทศมากกว่า เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ที่สุด ปชป.จะมานั่งเถียงกันว่า เก่า หรือใหม่ จะติดดิน หรือไม่ติดดิน แต่ถ้า ปชป.ยังไม่ใช่คำตอบของประเทศ ปชป.ก็เติบโตไม่ได้

ทำไมถึงพูดเรื่องการยึดอุดมการณ์พรรคในการหาเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งนี้บ่อยมากๆ เป็นเพราะมีกระแสข่าวว่ามีผู้สมัครหรือคู่แข่งบางคนที่อาจได้เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค แล้วอุดมการณ์ ปชป.จะถูกทหารกลืนใช่หรือไม่

ผมไม่วิจารณ์คู่แข่ง เรื่องนี้ต้องไปถามเขาเอง แต่ที่ผมต้องพูดเรื่องอุดมการณ์พรรค เพราะในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ปชป.อยู่ในการต่อสู้กับคู่แข่งซึ่งมีการใช้คำว่า ระบอบทักษิณ และบังเอิญคู่แข่งเขาก็มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ ปชป.ถูกมองว่า ตกลง ปชป.ยืนหยัดอย่างไรกับเรื่องประชาธิปไตย ผมถึงต้องการจะยืนยันว่าอุดมการณ์พรรค และอธิบายว่า คำว่าประชาธิปไตยสำหรับ ปชป.คือเสรีนิยมของประชาธิปไตย


นี่คือเหตุผลที่ผมกลับมาพูดถึงเรื่องอุดมการณ์พรรค เพราะถ้าไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย อาจจะถูกสถานการณ์ลากไปว่า ปชป.จะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่กลับไปขาดการยึดโยงที่ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคมีอุดมการณ์มา พอเราอยู่ในสถานการณ์การต่อสู้ที่เข้มข้นมาก ทำให้เห็นว่าเรากำลังต่อสู้กับอะไร คนรู้จักว่า ปชป.สู้กับอะไร ไม่รู้จักว่า ปชป.ต้องการสร้างอะไร วันนี้ผมจึงกลับไปที่อุดมการณ์ว่าเดิม ปชป.เป็นอย่างไร

คนชอบมองว่า ปชป.เมื่อชนะไม่ได้ แล้วยังแพ้ไม่เป็น และชอบเล่นนอกกติกา

ผมยังนึกไม่ออกว่าคำว่า แพ้ไม่เป็น เกิดขึ้นตอนไหน ปี 2550 ผมแพ้การเลือกตั้ง ผมก็เป็นฝ่ายค้าน และเมื่อแพ้การเลือกตั้งก็แสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าพรรคด้วยการลาออก เมื่อทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ผมทำหน้าที่แทนประชาชน แต่เมื่อมีความเคลื่อนไหวของประชาชน เราก็มีสิทธิใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ
แม้แต่การเลือกตั้งปี 2554 ผลนับคะแนนเลือกตั้งยังไม่ทันเสร็จสิ้นเลย ผมเดินมาแถลงความรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้การเลือกตั้งทันที และผมบอกด้วยว่า ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของผู้ชนะการเลือกตั้งที่จะเดินหน้าทำตามนโยบายที่สัญญากับประชาชนไว้ แต่อย่าเอาคะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้ไปใช้ในการทำทุจริตคอร์รัปชั่น หรือล้างผิดให้กับใคร เพราะประชาชนเขาไม่ได้เลือกคุณให้เข้ามาทำสิ่งนี้

เพราะฉะนั้น ถ้ามาบอกว่า ปชป.แพ้ไม่เป็น ปี 2554-2555 ผมต้องไปก่อม็อบสร้างความวุ่นวาย อันนี้ไม่ใช่ น้ำท่วมใหญ่ผมก็ไปช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมกับรัฐบาลขณะนั้น แต่ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2556 เพราะกฎหมายนิรโทษกรรม และคนที่เขาออกมาต่อต้านจำนวนมากส่วนใหญ่ที่ผมเจอเขาไม่เคยเลือก ปชป.หรือเขาไม่สนใจการเมืองมาก่อนก็ยังมีเลย

ดังนั้นอย่าไปตัดตอนประวัติศาสตร์ และสร้างวาทกรรมขึ้นมา ผมต้องถามกลับด้วยซ้ำว่า ถ้าอยากได้ประชาธิปไตยที่ไม่ล้มลุกคลุกคลานอีก คนชนะชนะเป็นหรือไม่ ชนะแล้วจะเอาอำนาจไปทำอะไร ผมไม่ได้บอกว่า ปชป.บริสุทธิ์ผุดผ่องหรือไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับสภาพบ้านเมืองในขณะนี้ เพราะทุกคนมีบทเรียนที่ต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งสิ้น และต้องเรียนรู้จากบทเรียนเหล่านั้น แต่หากจะมากล่าวหาว่า เป็นเพราะว่า ปชป.แพ้ไม่เป็น ผมบอกว่าไม่ใช่เลย แต่เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ จนการเมืองลงสู่ท้องถนนเป็นสงครามกลางเมืองจนเกิดรัฐประหารขึ้น

การเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าสมาชิกอยากเห็น ปชป.ประสบความสำเร็จ

แน่นอนว่าพรรคการเมืองไหนๆ ก็อยากได้ชัยชนะทั้งนั้น แต่ถ้าให้ผมไปโกง หรือซื้อเสียง ผมก็ไม่เอา ถ้าให้ผมสัญญาในสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย แล้วชนะการเลือกตั้ง ผมก็ไม่เอา แต่ว่าครั้งนี้ผมมุ่งหน้าสู่ชัยชนะการเลือกตั้งแน่ แม้การเลือกตั้งทั้งสองครั้งที่ผมเป็นหัวหน้าพรรคที่ผ่านมาจะแพ้การเลือกตั้ง แต่สัดส่วนคะแนนของพรรคตัวเลขที่เก็บสถิติไว้ของพรรคในการเลือกตั้งสูงที่สุดตั้งแต่ผมเล่นการเมืองมา 25 ปี

ยังมีกลุ่มคนที่มองว่าอยากให้ ปชป.เปลี่ยนผู้นำแล้วจะดีขึ้น โดยเฉพาะการเมืองฝ่ายตรงข้าม

ทุกอย่างจะพิสูจน์ในตัวของมันเอง บทพิสูจน์อันหนึ่งคือการถูกปลุกระดมว่าผมเป็นฆาตกร แต่เมื่อปี 2556 เป็นไปได้อย่างไรเมื่อมีการเสนอกฎหมายว่านิรโทษกรรมล้างคดีปี 2552-2553 ทั้งหมด ผมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรกลับเป็นคนค้าน ผมถูกกล่าวหาอยู่มีโทษประหารชีวิต ผมยังค้านเลยว่าไม่ต้องมานิรโทษกรรมผม แต่คนที่ปลุกปั่นกล่าวหาว่าผมเป็นคนฆ่ากลับพร้อมใจกันบอกว่านิรโทษไปเถอะ คิดดูแล้วกันว่าแบบนี้ผมจะเป็นฆาตกรจริงๆ หรือ

กลุ่มคนภายนอกที่ไม่รู้เรื่องภายในพรรค เขามีความเชื่ออย่างเดียวว่าเปลี่ยนคนแล้วจะดีขึ้น

คำว่า เปลี่ยน คงพูดลอยๆ ไม่ได้ ต้องดูว่าเปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนอะไร คำว่า ไม่เปลี่ยนคน แปลว่า ไม่เปลี่ยนแปลงหรือไม่ ผมบอกแล้วว่าต่อไปนี้จะไม่เกรงใจใคร และการเลือกตั้งหยั่งเสียงครั้งนี้ก็มาจากผมเองด้วย ผมจึงย้ำว่า เปลี่ยนแปลง กับเปลี่ยนคน อาจจะไม่เหมือนกัน

หลายฝ่ายมองว่า ปชป.เป็นพรรคที่เป็นตัวแปรสำคัญในคะแนนเสียงของ ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะชี้ขาดว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นจะได้เป็นรัฐบาล

ปชป.จะเป็นตัวหลัก จะไม่เป็นตัวแปร ไม่เป็นอะไหล่ให้ใคร ทุกอย่างต้องฟังเสียงประชาชนว่าจะเลือกแต่ละฝ่ายกี่คะแนนเสียง อย่างไรบ้าง ต้องรอดูผลการเลือกตั้งก่อนว่าใครจะร่วมกับใคร ใครไม่ร่วมกับใคร

ถ้าการหยั่งเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งนี้แพ้จะทำอย่างไร หรือชนะจะทำอย่างไร

ถ้าชนะผมก็บอกไปแล้วว่าแนวทางของผมมีอะไรบ้าง ถ้าแพ้ผมก็มีในใจอยู่แล้ว

ช่วยบอกความในใจที่เตรียมไว้เป็นอย่างไร

ผมเคารพความคิดเห็นของสมาชิก ผมก็จะอยู่ในสถานะที่เหมาะสมกับผลที่ออกมา แต่ผมไม่มีการไปอยู่พรรคอื่นแน่นอน ชีวิตการเมืองผมยืนยันตั้งแต่วันแรกที่ได้เป็น ส.ส. และมีคนสัมภาษณ์ผมว่า ถ้าไม่อยู่กับ ปชป.จะไปอยู่ที่ไหน ผมตอบไปว่า ถ้าผมไม่อยู่ ปชป.ก็จะไม่เล่นการเมือง และผมยังจำได้เลยว่ามีคนเขียนจดหมายมาหาผมว่า คุณกล้าพูดอย่างนี้ได้อย่างไร อายุแค่ 27 ปี ไปผูกมัดตัวเองทำไม ผมบอกกลับไปว่า ผมคำไหน คำนั้น

ที่บอกว่าถ้าแพ้ จะอยู่ในที่ที่เหมาะสม หมายความว่าจะเลิกเล่นการเมือง

ผมไม่คิดจะเล่นการเมืองไปอีก 20-30 ปี แต่ผมจะอยู่ในที่ที่เหมาะสม แต่คิดว่าคงไม่ได้รู้กันหรอกว่าที่ไหน เพราะถ้ารู้ก็แปลว่า ผมแพ้ (หัวเราะ)

บทความก่อนหน้านี้‘ธีรศิลป์’เชื่อกองหน้าไทยดีๆมีอีกเพียบ หวังมีคนขึ้นมาทดแทนได้
บทความถัดไปสลด!ชายสูงวัยใช้ ‘ปืนลูกซองสั้น’ ลั่นขมับดับคาเก้าอี้ในบ้าน