‘เทวัญ ลิปตพัลลภ’ ชูแคมเปญ No Problem กุมบังเหียนชาติพัฒนา

No problem
“ไม่ขัดแย้งกับใคร ไม่เป็นภาระให้ใคร และจะไม่สร้างปัญหาให้กับใครด้วย ในวันที่กระแสเอาไม่เอา คสช.เกิดขึ้นชพน.จะขอเดินสายกลาง ไม่ซ้าย ไม่ขวา มุ่งมั่นอยู่ในเกมการเลือกตั้ง แล้วขอดูที่ผลการเลือกตั้งเป็นหลัก”

เป็นความหมายของมอตโต No problemž ของพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ยุคใหม่ที่ เทวัญ ลิปตพัลลภŽ ผู้นำรุ่นที่ 5 น้องชายแท้ๆ ของ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อธิบายขยายความให้ได้รับฟัง

อดีตส.ส.โคราช 3 สมัย เข้าออกการเมือง เล่นบ้าง ไปทำธุรกิจบ้าง เพื่อเปิดมุมมองของตัวเองให้กว้างขึ้น จากการติดโทษแบนที่บ้านเลขที่111 พร้อมๆกับการเข้ามาของสถานการณ์พิเศษ ทำให้การพักรอบ ล่าสุดสำหรับ เทวัญŽ จึงถือว่า นานเป็นพิเศษ

การกลับมาคราวนี้ ขึ้นกุมทัพนำชพน. ต่อจาก นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล

พร้อมๆ กับการนำมอตโต “น้าชาติ”Ž พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แม่ทัพใหญ่ยุครุ่งเรืองของพรรคมาใช้เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งปี 2562 

มติชนŽ จึงถือโอกาสชวน เทวัญ ลิปตพัลลภŽ มาสนทนาถึงแนวทาง และทิศทางทางการเมืองของชพน.ในอนาคตภายใต้การนำของแม่ทัพคนใหม่

ย้อนอ่าน : เทวัญ ลิปตพัลลภ นั่งหน.พรรค ชพน.คนใหม่ ชูสโลแกน ‘No problem’

ย้อนอ่าน : “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ชู ‘โน พรอบเบลม’ การเมืองสูตร ‘น้าชาติ’

 – หลายคนสงสัยว่าการนำมอตโตของ พล.อ.ชาติชายกลับมาใช้ จะเข้ากับยุคสมัยนี้หรือไม่

ก็คิดกันอยู่นาน แต่ในที่สุดก็มองในจุดที่ว่า หลายครั้ง การนำของเก่ากลับมาใช้แล้วประสบความสำเร็จ อย่าง ละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ก็น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนว่า ของเก่ามันยังใช้ได้ ตอบโจทย์คนทุกรุ่นในสังคม ฟีเวอร์ขนาดคนแต่งชุดไทยไปเที่ยววัดวาอารามต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้น การนำ No problem ของน้าชาติกลับมาใช้ในวันนี้ที่ 30 ปีผ่านไป เพราะคิดว่า ยังใช้ได้ โดยการนำส่วนที่ดีมาปรับใช้ให้ทันยุค ทันสมัยเหมือนกับละครเรื่องบุพเพสันนิวาส เพราะต้องยอมรับที่ผ่านมา พอการเมืองขัดแย้ง ไร้เสถียรภาพการลงทุนก็ไม่เกิด

วันนี้ การเมืองต้องเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ ทุกก็อย่างจบ การเมืองก็เหมือนเสาเข็ม ถ้าเสาเข็มแข็งแรง เราก็ต่อยอดได้สบาย ถ้าเสาเข็มสั่นคลอนใครจะอยากมาอยู่บ้าน ทุกอย่างอยู่ที่เสถียรภาพ เพราะคือฐานราก ถ้าแข็งแกร่ง ทุกอย่างก็จะดี สมัย พล.อ.ชาติชาย ก็เป็นตัวอย่างได้ดี การเมืองดี เศรษฐกิจก็ดี ความขัดแย้งไม่ว่า เกิดขึ้นที่ใด แม้แต่บริษัทก็ตาม ถ้าขัดแย้งกันเอง งานก็ไม่เดิน

– พอชพน.ประกาศว่า No problem ไม่สร้างปัญหา ก็ถูกมองว่า เข้าได้กับทุกฝ่าย

ใช่ หลายคนถาม สำหรับผมการเข้าได้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี การเข้าได้กับทุกฝ่ายไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีจุดยืนทางการเมือง แต่เราต้องการให้ทุกอย่างอยู่ในกติกา ใช้สภาเป็นหลักแล้วจบที่ห้องประชุม การเมืองก็จะนิ่ง บ้านเมืองก็สงบ ถามว่า การเมืองขัดแย้งได้ไหม สำหรับผมได้นะ ในสภาถือเป็นเรื่องปกติ เพราะที่นั่นเป็นเวที ใช้เหตุผลว่าไป ก่อนที่ให้เสียงข้างมากตัดสินใจ พอจบออกนอกห้องประชุมก็แยกย้าย นี่จึงเป็นที่มาของการนำ No problem มาใช้ เพราะวันนี้ถ้าเราหันหน้าเข้าหากันสร้างสรรค์เศรษฐกิจไทยอย่าง ที่ พล.อ.ชาติชายบอกทำให้การเมืองนิ่ง อย่างเดียว เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีขึ้น เมื่อนั้นความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ก็จะดีขึ้น

– ในวันที่กระแสเอาไม่เอา คสช.เกิดขึ้น วางจุดยืนของ ชพน.ไว้ตรงไหน

จุดยืนของเราคือ การไม่สร้างปัญหา ผมมั่นใจว่า ทุกคนไม่อยากเห็นความขัดแย้ง การเมืองไม่มีปัญหาคือความสงบ เราจึงต้องชูสโลแกนว่า No problem ไม่ขัดแย้งกับใคร ไม่เป็นภาระให้ใคร และจะไม่สร้างปัญหาให้ กับใครด้วย ชพน.จะขอเดินสายกลาง ไม่ซ้าย ไม่ขวา เป็นทั้งทางเลือก และเป็นทางออกให้กับประเทศ มุ่งมั่นอยู่ในเกมการเลือกตั้ง แล้วขอดูที่ผลการเลือกตั้งเป็นหลัก

– คิดว่า การเมืองในปี 2561 มัน No problem จริงหรือ

การเมืองวันนี้อาจจะดูเหมือนมีความขัดแย้ง แต่ผมว่า ไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติ เป็นบรรยากาศของการเลือกตั้ง โดยที่ต่างคนต่างก็พยายามทำพรรคให้ดี ชพน.ก็เช่นกัน เราก็จะทำพรรคของเราให้ดี ให้พร้อมเลือกตั้ง และเชื่อว่า ทุกอย่างจะจบเมื่อเลือกตั้งเสร็จ เพราะนักการเมือง และประชาชน ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง ทุกคนหวังให้ทุกอย่างสงบ เพื่อเดินหน้าสร้างประเทศกันต่อไป

– ที่เคยประกาศจะวางตัวเองไว้เป็นพรรคขนาดกลางจะมี จำนวนส.ส.เป็นตัวเลขเท่าไหร่

ณ วันนี้ถือว่า เลยกำหนดเส้นตายที่ต้องสังกัดพรรค 90 วันก่อนการเลือกตั้งแล้ว อีกซัก 1 สัปดาห์จากนี้ พอทุกอย่างเริ่มนิ่ง เห็นตัวคู่แข่งแล้ว ก็จะพอเห็นภาพแล้วว่า ชพน.จะได้สักกี่เก้าอี้ โดยเบื้องต้น ชพน.จะขอรักษาที่มั่นที่โคราชไว้ให้ได้ ที่ผ่านมาหัวหน้า ชพน.ทุกคนล้วนผ่านสนามเลือกตั้งโคราชมาดังนั้น เราคิดว่า ชาวโคราชคงเห็นถึงความตั้งใจจริง และจะเอ็นดูตอบรับ ชพน.เหมือนอย่างที่ผ่านมา ส่วนพื้นที่อื่นๆ อาทิ นครสวรรค์ สกลนคร ก็ถือว่า ยังมีโอกาส

อย่างที่บอก ชพน.ขอวางตัวเองไว้ ไม่ใหญ่เกินไป ก็ประมาณตัวเองว่า ไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่ แต่เราก็มั่นใจตัวเองว่า เราไม่ใช่พรรคขนาดเล็ก เพราะด้วยรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 การทำให้ตัวเองเป็นพรรคขนาดกลางไม่ใช่เรื่องยาก เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2540 ด้วยระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปัน ส่วนผสม การมีบัตรใบเดียว ทำให้พรรคขนาดกลางอยู่ได้ และอาจจะหวังผลกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย

– หลายพรรคแสดงออกจะปักธงเพื่อชิงคะแนนที่สนามโคราชอย่างจริงจัง


ผมดีใจนะ จริงๆ แล้วมันเหมือนห้างสรรพสินค้า เพราะนอกจาก กทม.แล้ว ไม่มีจังหวัดไหนที่มีห้างใหญ่ๆ ถึง 3 ห้าง The mall Central และ Terminal 21 เหมือนกับโคราช สิ่งเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของโคราชได้เป็นอย่างดี เศรษฐกิจโต ประชากรเยอะ จึงเกิดการลทุน การเมืองก็เช่นกัน พรรคการเมืองคงเห็นว่า โคราชเป็นเมืองใหญ่ รองแค่ กทม.ทุกคนก็ต้องมา ดีเสียอีก นอกจากคนโคราชจะมีห้างใหญ่ๆ ให้เดินถึง 3 ห้างแล้ว ยังมีพรรคการเมืองเป็น 10 พรรคมาเสนอตัวให้ประชาชนเลือก ชพน.ยินดีที่จะให้ทุกพรรคการเมืองมาปักธงนำเสนอตัวเองที่โคราช มากันเยอะๆ ประชาชนจะได้ตัดสินใจเองว่า เขาจะใช้บริการแบรนด์ไหน

– แสดงว่า ยังมั่นใจในที่มั่นของตนเอง

ผมว่า วันนี้ประชาชนเขาเก่งนะ เขาจะเลือกใคร ไม่ใช่เขาไม่ดูว่า ใครทำประโยชน์ให้เขาหรือไม่ ชพน.มั่นใจในความจริงใจของเราว่า เราลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อย่าง ผมก็ทำทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ถือว่า คุ้นเคยกับแฟนบอลชาวโคราช อ่านเฟซบุ๊กว่า ต้องมาทำการเมืองก็ดีใจ มีคนเข้ามาอวยพร สิ่งเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ต่อเราก็ได้

– ความเป็นพื้นที่ทหารในโคราชจะส่งผลต่อคะแนนเสียงของพรรคหรือไม่

คงไม่ได้เปรียบเสียเปรียบหรอก จากที่ผมสัมผัส เดี๋ยวนี้ หัวใจของทหารก็เป็นประชาธิปไตย เวลาเขาเข้าคูหา คงไม่มีใครมาบังคับกันได้หรอก เขาก็คงมีผู้แทนในใจเหมือนประชาชนทั่วไปว่า จะไปเลือกใคร

– มีสูตรคณิตศาสตร์การเมืองในใจไว้บ้างหรือเปล่า

คณิตศาสตร์ทางการเมืองใครๆ ก็คิดได้ แต่จะทำได้หรือเปล่า หลังเลือกตั้งก็จะเห็นชัดเจนว่า ผิดหรือถูก เพราะต้องยอมรับว่า วันนี้กว่าจะเลือกตั้งยังอีกไกล จะมีพลิกซ้ายพลิกขวากันอีกหรือไม่ก็ไม่ทราบ ทุกอย่างต้องรอ การเมืองวันนี้คาดคะเนยาก ไม่เหมือนเก่าแล้ว เราเว้นจากการเมืองปกติมาถึง 5 ปี เราไม่รู้ว่า ประชาชนคิดอะไรอยู่ในใจ โพลแต่ละสำนักออกมาก็ยังไม่เหมือนกัน วันนี้ ผมบอกได้เลยว่า ประชาชนเขาไม่ได้ตอบอย่างที่เขาคิดหรอก เพราะเขาตอบตามที่คำถามของโพลอยากให้ตอบ

– มองตัวเองว่า เป็นคนรุ่นใหม่หรือเปล่า

ผมว่า ผสมผสานนะ ไม่ใช่รุ่นเก่า แล้วก็ ไม่ใหม่จ๋า เรียกได้ว่า อยู่กึ่งกลาง ในทางการเมืองผมก็กลางๆ ไม่เก่ามาก แล้วก็ไม่ใหม่มาก ถามหาจุดยืนผมก็มีพอสมควร เข้าใจการเมืองทั้งแบบเก่า และแบบใหม่ แม้การจะเดินไปข้างหน้าจะต้องหลุดอดีตไปบ้าง มิเช่นนั้น เราจะเรียนประวัติศาสตร์กันไปทำไม ถ้าไม่นำอดีตมาใช้กำหนดอนาคต ผมยังเชื่อว่า การเมืองต้องผสมผสาน คนรุ่นใหม่ก็จำเป็น ประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าก็จำเป็นเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ว่า เราจะนำเสนอให้ประชาชนเห็นได้อย่างไรว่า ชพน.ไม่ใช่เก่าขนาดไม่รู้เรื่องปัจจุบัน และก็ไม่ใหม่จ๋า โดยที่ไม่เอาของเก่าเลย

– ตั้งแต่เชิญนายสุวัจน์มาเป็นประธานที่ปรึกษาได้ให้คำปรึกษาอะไรบ้างแล้วหรือยัง

ยังเลย เพราะเพิ่งไปเชิญได้ไม่ถึงสัปดาห์ จากนี้จะมีการประชุมร่วมทุกๆ สัปดาห์ เพราะต้องยอมรับในตัวพี่สุวัจน์ เป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีมาหลายตำแหน่ง เคยคุมเศรษฐกิจ กีฬา ถือว่า เป็นคนที่มีความช่ำชองในการประนีประนอม มีวิสัยทัศน์สามารถให้คำปรึกษาได้ รวมทั้งคนอื่นๆ ด้วย ทั้งหมอวรรณรัตน์ ชาญนุกูล พี่วินัย สมพงษ์ พี่ประพาส ลิมปะพันธุ์ เป็นต้น และยังได้ พี่เอ็กซ์ พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก มาเพิ่มด้วย ถือว่า เป็น การผสมผสาน

– ร้างเลือกตั้งมานานคิดว่า ประชาชนจะตื่นตัวแค่ไหนกับการเลือกตั้งที่จะถึง

ก็มองได้ 2 อย่าง อาจจะออกมาเยอะมาก กับ คนเบื่อไปเลยก็ได้ แต่ลึกๆ ส่วนตัวเชื่อว่า ประชาชนตื่นตัวมาก ช่องทางการ เสพข่าวก็มีมาก โซเชียลมีเดียเข้าถึงคนทุก กลุ่มจนหนังสือพิมพ์แทบไม่ใช่สิ่งสำคัญ คงมีคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งเลยเป็นหลักล้านคน จึงต้องขอร้องให้คนรุ่นใหม่ถ้าอยากเห็นสังคมดีชึ้นออกมาใช้สิทธิกันเยอะๆ ที่ผ่านมาพอความเป็นคนรุ่นใหม่ อายุน้อยไม่ค่อยออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกัน เมื่อเทียบกับคนมีอายุ

คิดว่า ทีเด็ดทีขาดจากบัตรเลือกตั้งใบเดียวประชาชนจะเลือกพรรคหรือเลือกที่คน ส่วนใหญ่นิสัยคนไทยเวลาเลือกพรรคไหนก็จะเลือกพรรคนั้น พรรคเก่าก็ที่มีฐานได้พื้นที่ก็คงจะมีโอกาสได้ ส.ส.กลับมาสูง ส่วนพรรคใหม่ๆ ก็เชื่อว่า พรรคอนาคตใหม่น่าจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถามว่าทีเด็ดทีขาดจากใบเลือกตั้งใบเดียวแล้วประชาชนเลือกตัดสินใจอย่างไรนั้น คิดว่าอยู่ที่แต่ละพื้นที่ นิสัยคนไทยเป็นระบบอุปภัมภ์ มองที่คนมาก่อนพรรค ใครไปมาหาสู่ ก็ทิ้งกันไม่ได้ แต่ใน กทม.ไม่ใช่ คนมาก่อนยาก มีน้อยนะ คน กทม.ทำบุญบ้านแล้วเชิญ ส.ส.มา

– หลังจากการเลือกตั้งอยากเห็นภาพการเมืองไทยเป็นแบบไหน

ที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่า การเมืองมันเครียดไป สมัยก่อนอยู่สภา พอปิดประชุม เดินมาคุยกัน ตะกี้แซวผมแรงไปนะ หัวเราะให้กันแล้วทุกอย่างก็จบ ผมก็หวังนะว่า การเมืองจะไม่มีความขัดแย้ง เพราะประเทศไทยมีศักยภาพ การเมืองนิ่งซะอย่างจะดีมากแล้วความเชื่อมั่นกลับมา การลงทุนก็จะเกิดขึ้น เสถียรภาพรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าดีทุกอย่างก็เดินได้ สิ่งเหล่านี้ เชื่อว่า ไม่ใช่ผมคนเดียวที่อยากเห็น แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนคิดเหมือนกัน ไม่อยากเห็นความขัดแย้งแล้ว แต่บนความสามัคคีก็ไม่ใช่ว่า จะมองข้ามกฎระเบียบ ใครทำผิดก็ต้องเป็นไปตามกติกา

นี่จึงทำให้เบื้องต้นเราถึงชูเลยว่า เราไม่มีปัญหากับใคร สบายใจได้ว่า ชพน.จะไม่มีทางทำให้เกิดปัญหาต่อบ้านเมือง เรายืนยันว่า จะเคารพกติกา มีความจริงใจในการเข้ามาเล่นการเมือง อยากให้บ้านเมืองเดินไปในทิศทางที่ดีที่สุด

 

บทความก่อนหน้านี้“รองหน.เพื่อชาติ” บอก สะเทือนใจ นักการเมืองแห่ย้ายพรรค สะท้อนไร้อุดมการณ์
บทความถัดไปนายกฯคนที่ 30 จัดครบจบในก๊อกเดียว