‘ชัยธวัช ตุลาธน’ ช่วยนำ‘ก้าวไกล’ กองหน้าฝ่าย ปชต.

รายงานหน้า 2 : ‘ชัยธวัช ตุลาธน’ ช่วยนำ‘ก้าวไกล’ กองหน้าฝ่ายปชต.

“ชัยธวัช ตุลาธน” เพื่อนร่วมอุดมการณ์ตั้งพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตหัวหน้าพรรค อนค.และแกนนำคณะก้าวหน้า สู่เก้าอี้เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เดินหน้าปักธงความคิด เขยื้อนการเมืองไทย ท่ามกลางขวากหนาม-แรงเสียดทาน ในวันที่ถอยหลังกลับไม่ได้ แบ่งทางเดินกับคณะก้าวหน้าที่กำลังมุ่งสู่สนามท้องถิ่น สลายรัฐราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจสู่ประชาชน

ย้อนประวัติ-จุดเริ่มต้นสนใจการเมือง

ผมเรียนจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Engineering) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ไปสังเกตการณ์ม็อบสมัชชาคนจน รอบทำเนียบรัฐบาลที่มีการชุมนุม 99 วัน จึงลงพื้นที่เรียนรู้และพูดคุยกับคนที่อยู่ในม็อบสมัชชาคนจน ว่ามีปัญหาอะไรจึงมาชุมนุม ตอนนั้นเขาไปเพราะอยากรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นหรือมีปัญหาอะไรกัน

เมื่อได้พูดคุยก็ทราบว่ามีปัญหาเยอะมาก ตรงจุดนั้นเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ผมและเพื่อนได้ไปกินนอนอยู่กับม็อบจนชุมนุมครบ 99 วัน รู้สึกว่าได้เรียนรู้มากมายจากตรงนั้น หลังจากนั้นในปี 2540 จึงได้เข้าร่วมกิจกรรมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) พอปี 2541 ได้เป็นเลขาธิการ สนนท. และนั่นก็เป็นจุดที่ทำให้สนใจปัญหาการเมืองอย่างจริงจัง ย้อนกลับไปสมัยเรียนมัธยมก็ติดตามการเมืองผ่านข่าวเป็นหลัก โดยได้รับอิทธิพลการอ่านหนังสือพิมพ์จากคุณพ่อ แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยก็เจอเรื่องการเมืองของจริง

การพบกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ความจริงผมพบกับคุณธนาธรตั้งแต่ช่วงมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา คุณธนาธรเป็นรุ่นน้องผม 1 ปี ตอนนั้นเราเรียนโปรแกรมเดียวกันคือ แผนกเตรียมวิศวะ ก็รู้จักกันในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องแต่ไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมือง พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้มาพบกันในแวดวงนักกิจกรรมเคลื่อนไหว เขาเข้ามารุ่นถัดจากผม

ก่อนเข้ามามีตำแหน่งในคณะกรรมการของ สนนท. ผมและคุณธนาธรมีแนวคิดทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน จะเรียกว่าสนิทเป็นพิเศษไหม ขอเรียกว่าเป็นความสนิทสนมในหมู่นักกิจกรรมที่มีเท่าๆ กันมากกว่า หลังจากที่เราเรียนจบก็ยังติดต่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองอยู่เป็นระยะๆ โดยคุณธนาธรก็ไม่ได้ตั้งใจอยากจะทำธุรกิจ จึงผันตัวเองไปเป็นเอ็นจีโอ เมื่อจำเป็นต้องกลับไปสานต่อธุรกิจของครอบครัวเราก็ยังติดต่อกันเสมอ

ส่วนตัวผมหลังจากเรียนจบก็ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับวิศวะเลย เพราะสนใจงานวิชาการ โดยก่อนที่จะเรียนจบก็ได้ไปทำงานอยู่ฝ่ายวิชาการที่สถาบันพัฒนาการเมือง พอทำไปได้สักพักด้วยความที่ชอบหนังสือและงานวิชาการ จึงไปตั้งสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ดำรงตำแหน่งเป็นบรรณาธิการ คุณธนาธรก็มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยู่บ้าง

ผมคิดว่าหลังการทำรัฐประหาร 2557 ในหมู่ของคนที่ให้ความสำคัญเรื่องประชาธิปไตย เริ่มมีความคิดว่าหลังจากนี้น่าจะจริงจังในการต่อสู้เพื่อฟื้นประชาธิปไตยกลับมาสู่สังคมไทย เราเองจึงเริ่มพูดคุยว่าในอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรทางการเมืองของประชาชน ที่จะใช้ต่อสู้ทางการเมือง เพื่อนำประชาธิปไตยกลับคืนมา เราจึงพบปะแลกเปลี่ยนกันเป็นระยะ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นตกผลึกเรื่องการตั้งพรรคการเมือง จนกระทั่งช่วงรณรงค์คัดค้านรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ของ คสช. ก็ได้ร่วมช่วยเหลือกันรณรงค์คัดค้านด้วย แต่สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผ่านประชามติ

จากนั้นเห็นว่า บรรยากาศในทางการเมืองไม่ค่อยดี เห็นได้จากประชาชนที่ต้องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเริ่มรู้สึกที่จะท้อแท้ และหมดหวัง ว่าน่าจะทำอะไรไม่ได้ แล้วเราก็เห็นว่าบรรยากาศที่ประชาชนหันหลังให้กับการเมือง เป็นบรรยากาศที่อันตราย เพราะเท่ากับว่าเป็นการช่วยให้คณะรัฐประหารสืบทอดอำนาจต่อไปได้ จึงกลับมาคิดอีกครั้งอย่างจริงจังว่าองค์กรทางการเมืองหรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะใช้ต่อสู้เพื่อนำประชาธิปไตยกลับคืนมาควรจะเป็นอย่างไร

พอมาช่วงกลางปี 2560 ผมก็เริ่มคุยกับคุณธนาธร ว่าสงสัยเราจะต้องคิดอย่างจริงจังสักครั้ง อาจจะถึงขั้นต้องมีพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนจริงๆ และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจริงๆ ขึ้นมา จึงเริ่มชวนคนที่มีความคิดใกล้เคียงกันและน่าจะเห็นด้วยกับแนวทางแบบนี้ เริ่มจากกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน หลังจากนั้นจึงหารือว่าหากจะมีพรรคการเมืองแล้วจะออกมาในรูปแบบใดจะมีใครมาเข้าร่วมบ้าง กระทั่งมาตกผลึกกันในช่วงสิ้นปี 2560 ก็ตัดสินใจว่าคงจะต้องลองสักตั้ง

การจัดวางตำแหน่งแห่งที่การทำงานในช่วงเริ่มก่อตั้งพรรคอนค. ถือว่าเป็นมือขวา-ที่ปรึกษาส่วนตัวของนายธนาธร

ตอนเริ่มต้นก็ไม่ได้มีการจัดวางตำแหน่ง ทำงานแบบไม่มีมือซ้ายมือขวา ก็ทำงานแบบเพื่อนร่วมงานเหมือนที่ผ่านมา ช่วยกันคิดช่วยกันทำ จึงไม่ได้มีสมองเดียว คิดเพียงว่าจะรวบรวมคนที่พร้อมที่จะตัดสินใจมาเปิดหน้าต่อสู้กันได้สักกี่คน ในตอนนั้นก็มีคนที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากเห็นประเทศดีขึ้น และอยากเห็นประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย แต่ก็มีน้อยคนที่จะเปิดหน้าออกมาต่อสู้ เพราะอยู่ภายใต้บรรยากาศของคณะรัฐประหาร

คุณธนาธรเองก็ไม่ได้อยากขึ้นมาเป็นผู้นำ แต่เมื่อเรียกร้องใครไม่ได้ก็ต้องเรียกร้องตัวเองเป็นหลักขึ้นมาก่อน โดยการประกาศตัวออกมาเพื่อรวบรวมคนว่าใครจะเอาด้วยบ้าง หลังจากพรรคเริ่มก่อรูปร่างขึ้นมา จากนั้นถึงเริ่มคุยกันว่าใครจะทำงานในตำแหน่งไหน

ช่วงที่ตั้งพรรค อนค.ได้ประเมินแรงเสียดทานทางการเมืองไว้มากขนาดไหน

ความจริงแรงเสียดทานทางการเมืองที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือที่เราคาดหมายไว้ เป็นสิ่งที่เราประเมินไว้อยู่แล้วว่าเมื่อเราเข้ามาอยู่ตรงนี้ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ ก็คงจะเจอแรงเสียดทานที่สูงมาก สูงขนาดที่อาจจะไปกระทบกับร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินและเสรีภาพของทุกคนได้

ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจสร้างพรรคอนาคตใหม่ บรรดาแกนนำพรรคทุกคนต้องกลับไปทบทวนให้ดีและคิดว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจะไม่ถอยหลังกลับไปอีกแล้ว เป็นเหมือนการให้สัตยาบัน ว่าคุณต้องยอมแบบนี้ อย่างที่เห็นคือ แม้คุณธนาธรและคุณปิยบุตร (แสงกนกกุล) จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้วทั้งคู่ก็ไม่หันหลังกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมคือ ไม่กลับไปเป็นนักธุรกิจหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยอีกแล้ว

ความจริงเจอคมหอกคมดาบทางการเมืองตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นรณรงค์เลือกตั้งอย่างรุนแรงมาโดยตลอด พอผลการเลือกตั้งออก แรงเสียดทานทางการเมืองก็เพิ่มระดับมากขึ้น ทั้งการส่งสัญญาณข่มขู่กดดันว่า หากอยากให้พรรคอนาคตใหม่อยู่ต่อไปก็ให้คุณธนาธรและคุณปิยบุตรออกจากพรรค เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจตั้งเป้าไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะทำลายพวกเราให้ได้

ดังนั้นคดีความต่างๆ เป็นแค่สิ่งที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายเท่านั้นเอง ไม่ได้เรื่องนี้ก็จะต้องเอาอีกเรื่องหนึ่ง มีการพูดกันว่าไม่ต้องการเห็นคุณธนาธรเข้าสภา หลายคนก็คิดว่าจะไม่ให้เข้าได้อย่างไร แต่สุดท้ายก็ได้เห็นว่าอภินิหารทางกฎหมาย ทำให้คุณธนาธรเข้าสภาได้ไม่กี่นาที จึงได้รับบทเรียนว่าอย่าประเมินผู้มีอำนาจต่ำเกินไป

เตรียมตัวออกมาเปิดหน้านั่งเลขาธิการพรรคหรือไม่

ภายหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ เราก็ได้พูดคุยกับ ส.ส.ที่เหลืออยู่ว่าใครเหมาะจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค สำหรับผมก็ได้พูดคุยกับแกนนำก่อตั้งพรรคว่ายังไม่ขอเข้าสภา จึงไม่มีชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส. ผมขอปวารณาตัวใช้เวลาช่วงนั้นเพื่อสร้างฐานและระบบกลไกการทำงานของพรรคให้เข้มแข็ง

เราต้องการสร้างพรรคที่มีความเข้มแข็งตั้งแต่ฐานราก เป็นพรรคที่ยึดโยงกับสมาชิกและประชาชน ในส่วนนี้เป็นงานที่ต้องใช้เวลามาก ดังนั้นแกนนำส่วนหนึ่งจึงยังไม่เข้าสภาในสมัยแรก การมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค เหตุผลก็มาจากความจำเป็นของสถานการณ์

มาตรฐานที่นายธนาธรและนายปิยบุตรทำไว้ ถือว่าเป็นแรงกดดันให้ผู้บริหารพรรค ก.ก.ต้องทำหน้าที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า

หลายอย่างต้องทำงานสืบเนื่องต่อจากพรรคอนาคตใหม่ การสร้างบทบาทที่เข้มแข็งในสภาผู้แทนราษฎร การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดว่าทำงานได้ดีพอตั้งแต่สมัยเป็นพรรคอนาคตใหม่ การทำรากฐานพรรคให้เข้มแข็งก็ยังถือว่าทำได้ไม่ดีพอ ดังนั้นไม่ว่าพรรคจะถูกยุบหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องเดินหน้าต่ออยู่แล้ว

ระหว่างที่ทำงานเราเจอความท้าทายหลายอย่าง เช่น การสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นกับประชาชนต้องใช้เวลา ไม่ใช่เฉพาะหัวหน้าพรรคหรือเลขาธิการพรรค แต่เป็นทั้งพรรคก้าวไกล เพราะสังคมเฝ้าดูว่าเมื่อเปลี่ยนมาเป็นพรรคก้าวไกลแล้ว จะยังดำเนินแนวทางได้เหมือนพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ ก็เป็นความท้าทายของเราในช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะต้องช่วยกัน ในตอนนี้ถือว่าเป็นเราเป็นพรรคหลัก ถือเป็นกองหน้าที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

หากไม่มีนายธนาธร นายปิยบุตร และนายชัยธวัช พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาจะสามารถตั้งมั่นในการเมืองไทยได้หรือไม่

ถ้าเราสามารถบรรลุเรื่องการปักธงทางความคิดได้ ผมก็เชื่อว่าสามารถเกิดขึ้นได้ อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ การมีพรรคการเมืองที่มีระบบที่มาจากฐานรากจริงๆ เพราะที่ผ่านมาพรรคการเมืองของไทยไม่มีสมาชิกพรรคหรือฐานของพรรคจริงๆ อยู่ในแต่ละจังหวัด มีแต่คนที่จะส่งลงเลือกตั้งในนามของพรรคเท่านั้น ทำการเลือกตั้งผ่านหัวคะแนนที่อยู่ในพื้นที่

ตอนที่เริ่มทำพรรคคือ อยากให้เป็นพรรคการเมืองจริงๆ ทำกิจกรรมสร้างพรรค ช่วยกันลงแรง ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมบริหาร คุณธนาธรจะพูดเสมอว่าเขาไม่ต้องการสร้างพรรคการเมืองให้เป็นพรรคของตัวเอง พรรคอนาคตใหม่จะต้องมีอายุยืนนานกว่าตัวเขาเอง ซึ่งพวกเราก็ตั้งใจแบบนั้นเช่นกัน

ต้องปักธงทางความคิดให้แก่ประชาชนจำนวนมากเพียงใดจึงจะสามารถเขยื้อนความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

ในส่วนนี้คงบอกเป็นจำนวนไม่ได้ แต่เหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการปักธงทางความคิด สืบเนื่องจากเห็นประสบการณ์ในอดีตว่าลำพังการชนะการเลือกตั้ง ลำพังการมี ส.ส.จำนวนมากก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไทยหรือการเมืองไทยได้อย่างแท้จริง หากไม่สามารถเอาชนะความคิดทางการเมืองและความคิดทางสังคมได้ เราก็จะไม่สามารถผลักดันนโยบายที่ก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง

เมื่อต้องพบกับแรงเสียดทานและความขัดแย้งทางการเมือง ก็เห็นว่าพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากในสภากลับต้องแพ้ในสนามข้างนอก เพราะไม่สามารถยึดกุมทางความคิดในสังคมได้ การปักธงทางความคิดจึงเป็นยุทธศาสตร์ของพรรคอนาคตใหม่ ว่าต้องเอาชนะความคิดทางสังคมให้ได้

การเรียนรู้จากนักการเมืองรุ่นเก่า

ก็มีบ้างเพราะเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ เราทุกคนก็ใหม่ในการเมือง การเรียนรู้ประสบการณ์จากนักการเมืองเก่าก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่เราเรียนรู้อย่างหนึ่งก็คือ เราคิดถูก ที่จะต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ ขึ้นมา เมื่อมาทำงานในสภาจริงๆ ทำให้เราเห็นว่าบางครั้งเราเหมือนแกะดำในสภา เพราะในบางเรื่องที่เกิดในสภาไม่มีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล มีวิธีคิด วิธีการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น เรื่องการใช้ตำแหน่งทางการเมืองไปแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง เป็นการตอกย้ำในเรื่องของการเรียนรู้และการยืนยันความคิดว่าคิดถูกแล้วที่ทำพรรคการเมือง

แน่นอนว่าเหตุผลในการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่คือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การคัดค้านต่อต้านการทำรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร หากเราต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องประชาธิปไตยและต่อต้านการทำรัฐประหาร ต้องทำทั้งสองขา คือขาแรกเราต้องยืนหยัดเรื่องการต่อต้านรัฐประหาร แสดงให้เห็นว่าการทำรัฐประหารหรือการทำการเมืองนอกระบบประชาธิปไตยไม่สามารถช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้หนำซ้ำยังซ้ำเติมปัญหาเดิมๆ ที่มีอยู่ด้วย เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่น และการทำรัฐประหารกลับทำให้ประเทศถอยหลังลงคลองด้วยซ้ำ

ขาที่สองคือ ต้องทำให้พรรคการเมือง นักการเมือง และระบบรัฐสภากลับมาเป็นที่ศรัทธาของประชาชนให้ได้

วางยุทธศาสตร์การเมืองแบบสองขาที่มีพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้าอย่างไร

การเมืองแบบสองขาไม่ใช่ความตั้งใจของเราตั้งแต่แรก แต่มาจากสภาพเงื่อนไขทางการเมืองที่เป็นจริง เพราะแกนนำพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เข้าสภาไม่ได้ ก็ต้องหาแนวทางทำงานทางการเมือง เพื่อการผลักดันข้อเสนอ จึงจำเป็นต้องทำงานนอกสภา ที่อยู่บนพื้นฐานที่เรายืนหยัดว่าต่อให้เจออะไรเราก็จะไม่ถอย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องของการวางยุทธศาสตร์การเดินการเมืองแบบสองขา

การถูกตัดสิทธิทางการเมือง คือไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่สามารถทำพรรคการเมืองได้ แต่สิทธิทางการเมืองอื่นๆ ยังเป็นของเขาอย่างสมบูรณ์ สามารถรณรงค์ทางการเมือง แสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือการสนับสนุนการกระจายอำนาจ ยุติระบบราชการรวมศูนย์ ผ่านการสนับสนุนการเมืองท้องถิ่นได้ สำหรับพรรคก้าวไกลวันนี้อยู่ในสภาก็ต้องทำงานในสภาให้ดีที่สุด

คณะก้าวหน้าเดินหน้าการเมืองท้องถิ่นเต็มตัว

ผมเข้าใจว่าการที่คณะก้าวหน้าประกาศลงสนามเลือกตั้งท้องถิ่น หัวใจหลักคือการพยายามผลักดันความคิดว่าสังคมไทยจำเป็นต้องยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์ ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะมีกำแพงและเพดานที่กดทับสังคมอยู่ หากอยากให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงไม่ใช่แค่การพูด แต่ต้องลงไปเล่นด้วย คือ ต้องลงไปสู่การปฏิบัติ และมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งท้องถิ่น

ผมเข้าใจว่าสิ่งที่คณะก้าวหน้าทำไม่ใช่เพื่อบอกว่าจะชนะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจำนวนมากเท่าใด แต่เป็นเรื่องการผลักดันการกระจายอำนาจให้เป็นวาระหลักของสังคมให้ได้

ความตั้งใจตั้งแต่สมัยเป็นพรรคอนาคตใหม่ ยังมีหลายเรื่องที่ยังไม่บรรลุผล เพราะต้องใช้เวลาและการลองผิดลองถูกอีกเยอะ ความยากสำหรับเราคือการแปลงความคิดให้นำไปสู่การปฏิบัติ สำหรับบางเรื่องเราคิดว่าทำแบบนี้น่าจะได้ แต่พอลองทำจริงๆ ก็ย้อนกลับมาถามตัวเองว่าเราคิดง่ายเกินไป มันไม่สำเร็จตามที่หวัง แต่กลับส่งผลให้ออกไปอีกแบบหนึ่ง

เชื่อว่าการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่บนแผนที่การเมืองไทย ได้ขยับหมุดหมายสำคัญหลายอย่าง ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางอนาคตของประเทศได้ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้มีความหวังที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าสามารถทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ตร.บุกจับ”ตี๋ “แก๊งปาร์ตี้บางบัวทอง คดีลันลาเบล ปมกำไลอีเอ็มแจ้งเตือนถูกทำลาย
บทความถัดไปพ่อแม่’ผู้กองทรงกรด’เครียด รับช็อกกับเรื่องที่เกิดขึ้น ยันไปงานศพลูกสะใภ้