‘ธนาธร’เปิดแผน‘ก้าวหน้า’ สู้ศึก‘เลือกตั้งท้องถิ่น’ (ชมคลิป)

‘ธนาธร’เปิดแผน‘ก้าวหน้า’ สู้ศึก‘เลือกตั้งท้องถิ่น’

‘ธนาธร’เปิดแผน‘ก้าวหน้า’
สู้ศึก‘เลือกตั้งท้องถิ่น’

หมายเหตุ – นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงการนำคณะก้าวหน้าเตรียมพร้อมลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น ชูนโยบายแข่งขัน สร้างสัญญาประชาคม อาสาเดินงานส่วนล่าง บรรจบเส้นกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

⦁ท่าทีของรัฐบาลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่น ผ่านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เวลาพูดถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นผมคิดว่าเป็นที่น่าเสียดายโอกาสของประเทศไทยมาก เพราะไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นมาตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร เดือนพฤษภาคม 2557 และความจริงก่อนหน้านั้นหลายท้องถิ่นก็ไม่มีการเลือกตั้งมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว ดังนั้นหลายพื้นที่อาจไม่ได้เลือกตั้งท้องถิ่น 8-10 ปีด้วยซ้ำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มี 5 ประเภท ประกอบด้วย แบบพิเศษ คือ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา แบบทั่วไป คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มี 76 อบจ. (ไม่รวม กทม.) เทศบาล มีประมาณ 100 กว่าแห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มี 7 พันกว่าแห่ง อปท.ประเภทนี้บริหารงบต่อปีประมาณ 8 แสนล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้บริหารของ อปท.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ท่าทีของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็น 2 เรื่องคือ ทัศนคติของคุณประยุทธ์ คงเส้นคงวาเสมอ ตั้งแต่การทำรัฐประหารเป็นต้นมา นั่นก็คือการไม่เชื่อมั่นและไม่เชื่อใจประชาชน คุณประยุทธ์ถามตลอดเวลาว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วหรือสำหรับการกระจายอำนาจ คนไทยพร้อมแล้วหรือ และนี่ก็คือคำถามที่คุณประยุทธ์ถามคนไทยมาตลอดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เป็นทัศนคติแบบเจ้าขุนมูลนาย ไม่เชื่อว่าคนในท้องถิ่นมีศักยภาพ มีพลังจะเรียนรู้ที่จะเติบโตและสร้างสรรค์ท้องถิ่นของเขาเองขึ้นมา ไม่ต้องรอรับทิศทางจากกรุงเทพฯ ทัศนคติของคุณประยุทธ์ถูกสั่งสมมาจากการอยู่ในค่ายทหาร ไม่เคยออกไปพบปะประชาชน

ทุกท้องถิ่นมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ จะทำให้ท้องถิ่นของพวกเขาเติบโต และเบ่งบาน ประชาธิปไตยในระดับประเทศจะเข้มแข็งได้ ประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นจะต้องเข้มแข็ง อีกสิ่งสะท้อนจากท่าทีของรัฐบาลคือ อำนาจอยู่ที่คุณประยุทธ์คนเดียว ขอแค่คุณประยุทธ์มีความชัดเจน และประกาศให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไหร่ 90 วันก็สามารถจัดเลือกตั้งท้องถิ่นได้เลย หรือเร็วสุดก็อาจจะ 60 วัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อม ประชาชนพร้อม และนักการเมืองท้องถิ่นพร้อม คนไม่พร้อมคือ คสช.และคุณประยุทธ์ ต้องเข้าใจว่า คสช.ไม่ได้มีที่มาจากประชาชน แต่มาจากองค์กรอิสระ เช่น กกต. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ มีที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2560 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ปืน รถถัง และห้องขัง นี่คือฐานที่มาของอำนาจของ คสช.

การเปิดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น หมายความว่า เขาจะเสียกลไกการครอบคลุม การครอบงำ และการกดขี่ประชาชน กลไกนี้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจของเขา หากปล่อยให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเขาจะเสียอำนาจควบคุม ผู้บริหาร อปท. แต่งตั้งขึ้นมากว่า 7 พันกว่าแห่ง พ่วงมากับงบประมาณกว่า 8 แสนล้านบาท เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นหมายถึง คนจะเข้ามาใหม่จะถูกแต่งตั้งโดยประชาชน ใช้อำนาจของประชาชนในท้องถิ่นจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น คุณประยุทธ์จะเสียอำนาจในการเข้าถึงเงินจำนวน 8 แสนล้านบาทไป ดังนั้น ทัศนคติของคุณประยุทธ์ที่มีปัญหาต่อการพัฒนาประเทศเรื่องการกระจายอำนาจ และความกลัวจะเสียอำนาจของตัวเอง ไม่ไว้วางใจประชาชน กลัวประชาธิปไตย กลัวหีบเลือกตั้ง สองเรื่องนี้มีปัญหา จึงไม่ยอมปลดล็อกการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งที่มีการเลือกตั้งระดับชาติมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562

⦁ความสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่นต่อระบอบประชาธิปไตย

หากเราเคยฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงแรกจะมีการหารือของ ส.ส. จะได้ยินเขาพูดว่า “ท่านประธานครับ ถนนข้ามห้วยนี้ขาด ทำถนนให้หน่อยได้ไหม” “ท่านประธานครับ ชาวบ้านที่นี่เดือดร้อน เพราะมีโรงงานปล่อยน้ำเสีย ส่งกลิ่นเน่าเหม็น” “ท่านประธานครับ ไฟที่นี่ไม่สว่าง เป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชน” นี่คือการอภิปรายในสภาระดับชาติ แต่เป็นเรื่องของหมู่บ้าน เป็นเรื่องของชุมชน ทำไมเราไม่ยกอำนาจและงบประมาณให้เขาไปจัดสรรกันเอง ไม่ต้องนำเรื่องเหล่านี้มาที่สภาผู้แทนราษฎรเลย หน้าที่ของ ส.ส.คือฝ่ายตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร แต่ทุกวันนี้ ส.ส.ต้องออกไปเดินช่วยเหลือประชาชน เพราะกลไกของ อปท. ไม่มีอำนาจและงบประมาณอย่างแท้จริง หากชาวบ้านต้องการให้ปัญหาได้รับการแก้ไข ชาวบ้านต้องไปบอก ส.ส. ให้อภิปรายในสภา เป็นกลไกการเมืองที่ตลก และทำให้ประเทศไทยไปไกลกว่านี้ไม่ได้

แต่เมื่ออำนาจถูกรวมศูนย์อยู่ที่ระบบราชการที่ กทม. สิ่งที่ผมพูดไปจึงไม่เกิดขึ้น ประเทศแถบยุโรป เช่น เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ หรือฝรั่งเศส ประเทศเหล่านี้กระจายอำนาจมาก และที่สำคัญคือ งานฝ่ายนิติบัญญัติและงานฝ่ายบริหารเป็นงานที่ใช้คนละความสามารถกัน เพราะฝ่ายนิติบัญญัติเป็นงานทางกฎหมาย ส่วนฝ่ายบริหารไม่จำเป็นต้องเป็นงานกฎหมาย แต่ต้องสามารถซื้อใจและบริหารคนได้ และงานที่จะบ่มเพาะสร้างผู้บริหารได้ดีคือ นายกฯ ระดับท้องถิ่น โจโกวี ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เคยเป็นผู้ว่าเมืองจาการ์ตา บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคยเป็นนายกเทศมนตรีลอนดอน หรือสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ก็เคยบริหารเมืองเซี่ยงไฮ้ งานสายบริหารจะบ่มเพาะคนจากนายก อบต. กลายเป็นนายก อบจ. รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี จะตรงสายมากกว่าเยอะ เพราะมีการใช้ทักษะแบบเดียวกัน

ประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมเหล่านี้ เพราะท้องถิ่นไม่ได้รับความสนใจ ชนชั้นนำอภิสิทธิ์ชนมีความกลัว เพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้ เขาจึงพยายามกดไว้ไม่ให้เกิดขึ้น นี่คือประชาธิปไตยระดับรากฐาน ที่ใกล้ตัวมากที่สุด แต่เขาไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เขารู้ว่าถ้าอำนาจถูกกระจายออกจากระบบราชการเมื่อไหร่ ประชาชนจะเติบโตเบ่งบาน ประชาชนจะตระหนักถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง และเขาไม่ต้องการให้ประชาชนไทยไปถึงจุดนั้น

⦁กฎหมายที่กำกับการเลือกตั้งท้องถิ่นถูกแก้ไข และออกใหม่ยุค คสช. จะเอื้อต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่

ในส่วนนี้ผมไม่รู้ อย่างที่บอกคืออำนาจอยู่ฝั่งเขา หากไปดูการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อเดือนมีนาคม 2562 มีเครือข่ายข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น กฎกติกาการเลือกตั้ง ก็เป็นโทษต่อฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.อยู่แล้ว เราไม่มีอำนาจจัดสรรตรงนั้น แต่ไม่เป็นไร เราพร้อมลงสนาม ถึงแม้เราจะรู้ว่าเราจะเป็นรอง ผมยืนยันว่าเราไม่ซื้อเสียง ไม่ใช้อิทธิพล ไม่มีเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือหัวคะแนน เราทำแบบนี้ตั้งแต่การเมืองเลือกตั้งระดับชาติแล้ว เพราะต้องการทำการเมืองใช้ความคิดนำ ใช้นโยบายนำ ใช้อุดมการณ์นำ

สิ่งที่เราจะทำคือ การผลิตนโยบายที่ดี ถ้าผู้สมัครของคณะก้าวหน้ามีนโยบายที่ดีไปให้ประชาชน นักการเมืองท้องถิ่นทำงานแบบดั้งเดิม เขามีทางเลือก 2 ทาง คือ เขามายิงเรา หรือเขาจะเปลี่ยนตัวเอง มาสร้างนโยบายแข่งขันกัน สุดท้ายคนได้ประโยชน์คือประชาชน นี่คือความหมายของการเขย่าการเมืองท้องถิ่น ให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการนำเสนอนโยบาย เมื่อแข่งกันด้วยนโยบายแล้วจะเกิด สัญญาประชาคม หากเราสัญญาว่าจะสร้างสวนสาธารณะ วันหนึ่งประชาชนก็สามารถมาทวงถามสัญญากับเราได้ เมื่อมีการพูด เมื่อมีการเปล่งวาจา จะกลายเป็นสัญญา ประชาชนสามารถมาทวงถามได้หลังการเลือกตั้ง

⦁ไม่หยุดเตรียมความพร้อมสนามท้องถิ่น

ใช่ครับ แต่ก็ชะงักไปช่วงการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ทำให้เราเป๋ไปนิดหนึ่ง เพราะไม่สามารถลงพื้นที่ได้ คุยกับใครก็ลำบาก เพิ่งจะมาเริ่มจัดทำกันใหม่หลังเปิดเมืองเมื่อเดือนที่แล้ว

⦁หารือหรือตกลงกับพรรคฝ่ายค้านอื่นโดยเฉพาะกับพรรคเพื่อไทย จะส่งเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่

ไม่ได้คุยครับ เพราะว่าความเข้าใจของผมตอนนี้คือ พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งในนามพรรค สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นพรรคใหญ่ เช่น พรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนกลางจะไม่ยุ่ง แต่จะให้ ส.ส.ในพื้นที่จัดการกันเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งเป็นชื่อทีมแยกต่างหาก ดังนั้นต่อให้คุยกับพรรคก็คุยไม่รู้เรื่องเพราะพรรคไม่ได้ไปกำกับดูแล

⦁กระแสความนิยมในพรรคอนาคตใหม่ช่วงเลือกตั้งระดับชาติจะส่งผลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ของคณะก้าวหน้าหรือไม่

ไม่รู้ แต่เรายืนยันว่า เราใช้ฐานความคิดแบบเดิมคือ ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ไม่ทุจริต ไม่ใช้อิทธิพล ใช้ความคิดนำใช้นโยบายนำ เรายืนยันเรื่องการทำงานการเมืองแบบสร้างสรรค์แบบนี้เหมือนเดิมทำให้มันสนุก หากมีเงิน 100 ล้าน เอามากองบนโต๊ะคิดว่าจะนำไปจัดการปัญหาขยะอย่างไร หรือทำอย่างไรให้อาหารในโรงเรียนของลูกหลานเราครบโภชนาการมากกว่านี้ นี่คือสิ่งที่เราฝันหาคือการเมืองที่สร้างสรรค์ที่ผลักสังคมไปข้างหน้า ดังนั้น ผมไม่รู้ว่าความนิยมในตัวแกนนำพรรคอนาคตใหม่เดิมจะช่วยการเลือกตั้งท้องถิ่นของคณะก้าวหน้าหรือเปล่า แต่เรายืนยันว่าเราจะใช้วิธีแบบเดิมในการทำงานการทำนโยบายที่ดีโดยตั้งฐานจากความคิด ไม่ใช่อิทธิพลหรือเงิน

ที่สำคัญคือเราจะไม่ทิ้งการเมืองภาพใหญ่คณะก้าวหน้าจะทำการเมืองท้องถิ่นเพื่อผลักดัน ทำให้คนเห็นว่าการเมืองท้องถิ่นใกล้กับตัวเรา ประชาธิปไตยท้องถิ่น เป็นประชาธิปไตยรากฐาน หากเราทำจุดนี้สำเร็จก็สามารถเปลี่ยนในระดับชาติได้ ในขณะเดียวกันเพื่อนของเราที่อยู่ที่พรรคก้าวไกล ผมก็หวังว่าพวกเขาจะผลักดันแก้ไขกฎหมายที่โอนอำนาจ โอนงบ โอนคนจากหน่วยงานราชการส่งมาท้องถิ่นมากขึ้น “ดังนั้นมันจะเป็นกระบวนการล่างขึ้นบน บนลงล่าง และมาประสานกัน”

⦁เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ในการปะทะกับกลุ่มอิทธิพลในแต่ละพื้นที่

ใช่ครับ มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ จึงขอฝากพี่น้องประชาชนให้ช่วยกัน เพราะเราไม่มีบอดี้การ์ด เราไม่มีซุ้มนักเลง เราไม่มีซุ้มมือปืน ถึงแม้ว่าในการปรากฏตัวในที่สาธารณะผมอาจจะดูขึงขังหรือจริงจัง แต่ผมไม่ใช่คนที่นิยมใช้ความรุนแรง ปืนสักกระบอกก็ไม่มี ดังนั้น คนที่จะปกป้องพวกเราได้ก็มีแต่ประชาชนแน่นอน ที่สุดการส่งผู้สมัครลงในท้องถิ่นโดยเฉพาะท้องถิ่นที่ยังมีการใช้อิทธิพลสูง แค่ผู้สมัครของเราลงสมัครพื้นที่นั้นก็ถือว่ากล้าหาญแล้ว หากเกิดเหตุการณ์ต่างๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับเราช่วยปกป้องผู้สมัครของคณะก้าวหน้าด้วย

⦁ผู้สมัครของคณะก้าวหน้า

ผู้สมัครของเราเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่เลือกปฏิบัติแบ่งแยกอายุ แต่เราจะคัดเลือกคนที่มีความสมัยใหม่ทางความคิดเท่าทันโลก และมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง แต่ปฏิเสธไม่ได้ในเชิงอายุ ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อายุต่ำกว่า 45 ปี

เท่าที่พูดคุยผู้สมัครของเราทุกคนตื่นเต้นกันมาก ผมคิดว่ามันมีกระแสหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เช่น กลุ่มรักษ์บ้านเกิด คือกลุ่มคนที่เรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนในจังหวัดของตัวเอง สอบเข้ามาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยและทำงานในกรุงเทพฯ พอทำไปจนถึงอายุเกือบ 30 ปี ก็ตัดสินใจกลับไปพัฒนาบ้านเกิด จึงเกิดกลุ่มรักษ์บ้านเกิดขึ้น สมัยใหม่ขึ้นมาหน่อยก็คือ กลุ่มพัฒนาเมือง เช่น โคราชพัฒนาเมือง ภูเก็ตพัฒนาเมือง เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกมาตั้งบริษัทพัฒนาเมือง เพื่อพัฒนาเมืองของเขาให้ดีขึ้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายส่วนของประเทศมันแสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ต้องการทำให้บ้านเมืองของเขาน่าอยู่ ให้ทุกคนมีงานทำไม่ต้องไปหางานที่กรุงเทพฯ ชลบุรี หรือสมุทรปราการ

สมมุติเราให้งบประมาณและอำนาจแก่คนเหล่านี้ใช้บริหาร ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทจะลดลงเพียงใด ทำไมต้องนำภาษีของคนทั้งประเทศไปรวมที่กรุงเทพฯ เพื่อหล่อเลี้ยงระบบราชการที่ใหญ่เทอะทะไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เข้าใจปัญหาของคนที่แท้จริง

สุนันทา บวบมี

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดกลยุทธ์ คณะก้าวหน้าเขย่าท้องถิ่น

‘ธนาธร’ เปิดกลยุทธ์ คณะก้าวหน้าเขย่าท้องถิ่น https://www.matichon.co.th/politics/news_2246595

โพสต์โดย Matichon Online – มติชนออนไลน์ เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2020

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ศรีสุวรรณจี้อธิบดีกรมสรรพากรสอบบัญชีเงินรับบริจาค “ฌอน” ใช้แอบอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่
บทความถัดไปสถานีคิดเลขที่ 12 : ภารกิจหนักถัดจากนี้ : โดย ปราปต์ บุนปาน