ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร
กรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

หมายเหตุ – เป็นการสัมภาษณ์ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัล โดยนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา “เศรษฐกิจดิจิทัล พลิกฟื้นประเทศ” ซึ่ง “มติชน” จะจัดขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม ณ แกรนด์ฮอลล์ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก (เพลินจิต)


⦁เทคโนโลยีใหม่ทดแทนสิ่งเก่า
โลกใบเดิมเมื่อมองย้อนไป 7-8 ปีก่อน เทียบกับปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง ที่เห็นได้ชัดคือพวกอุปกรณ์สื่อสารในยุคเก่า ยกตัวอย่าง วิทยุทรานซิสเตอร์ กลายเป็นของที่ต้องเดินหา เพราะหาซื้อยาก เช่นเดียวกับธุรกิจทีวีตอนนี้แทบไม่มีสัญญาณอนาล็อกหลงเหลือ เพราะปรับเปลี่ยนเข้าสู่สัญญาณดิจิทัลกันหมดแล้ว โดยใช้วิธีนำเสาสัญญาณมารวมกันหรือที่เรียกว่า มักซ์ (MUX) เหมือนไวไฟขนาดใหญ่เพื่อยิงสัญญาณไปหาสถานีโทรทัศน์โดยตรงได้เลย
ในเทคนิคแล้วโทรศัพท์มือถือแบบเดิมเป็นแค่อุปกรณ์สื่อสารที่ไม่มีเมมโมรี เพิ่งจะขยับมาเป็นสมาร์ทโฟนในช่วงที่นำโครงข่าย 3G เข้ามาใช้ และในสมัยนี้โทรศัพท์มือถือที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ มีการประมวลผลมีการเก็บข้อมูลสตอเรจในตัวเอง
ปัจจุบันมีโครงข่าย 4G จนพัฒนามาเป็นโครงข่าย 5G ในวันนี้ ทำให้สามารถเก็บและดูข้อมูลได้อย่างมหาศาล มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกแห่งหนึ่งได้คาดการณ์ว่าในช่วง 10-15 ปีต่อจากนี้ โทรศัพท์มือถือในไซซ์ปกติที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พลังในการคำนวณที่มีอยู่จะเทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์ ข้อมูลสามารถจัดเก็บได้ในมือถือเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ขณะที่ราคาจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอีกด้วย คือประมาณ 400-500 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 12,000-15,000 บาท แสดงให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงที่เผชิญอยู่ มีทั้งการสร้างเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา และทำลายสิ่งเก่าๆ ทิ้งไป

⦁เปิดบริการใหม่อิเล็กทรอนิกส์เมล์
จากการเปลี่ยนแปลงที่ฉายภาพให้เห็นในเบื้องต้น เมื่อย้อนกลับมาดูการดำเนินการของไปรษณีย์ไทยซึ่งยังเป็นบริษัทเพื่อการส่งสื่อแบบเก่า ที่ยังใช้วิธีส่งจดหมายแบบเดิมๆ ส่งจดหมายจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ซึ่งถือเป็นบริการพื้นฐานที่ยังต้องมีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ และเชื่อมจุดต่างๆ เข้าด้วยกันด้วยรถยนต์ ปัจจุบันเมื่อดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนคือ การส่งจดหมายแบบซองลดลงมาก ไปรษณีย์ไทยจึงมีแนวคิด เรื่องอิเล็กทรอนิกส์เมล์แบบลงทะเบียน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาในหลายๆ เรื่องที่ยังต้องพัฒนาปรับปรุง อาทิ การกรอกที่อยู่กับหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานสรรพากร สำนักงานประกันสังคม ปัญหาคือเมื่อประชาชนมีเหตุต้องเปลี่ยนที่อยู่ ข้อมูลดาต้าเบสที่อยู่ในหน่วยงานเหล่านั้นจะไม่ถูกเปลี่ยนตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของการจัดทำอิเล็กทรอนิกส์เมล์ขึ้นมา
หลังจากนี้ ประชาชนจะสามารถมาเปิดเมล์กับไปรษณีย์ไทยได้ แต่เมล์นี้จะต้องใช้กระบวนการยืนยันตัวตน เพื่อให้มั่นใจว่า เป็นตัวจริง หากบริการนี้เกิดขึ้นจริงจะส่งผลให้การค้าขายง่ายต่อการตรวจสอบที่มาที่ไป และอธิปไตยด้านไซเบอร์จะกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง นอกจากตรวจสอบได้แล้ว เมล์นี้ยังสามารถกำหนดที่อยู่ที่อยากจะให้ส่งใบเสร็จตามประเภทได้อีกด้วย โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บโดยไปรษณีย์ หน่วยงานใดที่ต้องการนำไปใช้ก็สามารถมาขอดึงข้อมูลจากไปรษณีย์ได้ จะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน อีกทั้งเมล์ดังกล่าวยังสามารถใช้ยืนยันตนเองในประเทศได้อีกด้วย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของไปรษณีย์ไทยสู่อีกระดับหนึ่ง

⦁ลุยแพลตฟอร์มตลาดกลาง‘ระวางว่าง’
ส่วนการทำงานของบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ที่เป็นบริษัทลูกของไปรษณีย์ไทย จะเป็นลักษณะการทำงานแบบจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง จึงเตรียมจัดทำแพลตฟอร์มในชื่อ “ระวางว่าง” ที่เปรียบเหมือนตลาดกลาง โดยต้องการเพิ่มมูลค่าให้กับประชาชนที่ต้องขับรถส่งของไปต่างจังหวัด แล้วตีรถเปล่ากลับมา ในรอบขากลับก็สามารถเพิ่มมูลค่าโดยการขนของจากที่ที่ ไปส่งกลับมายังปลายทางได้ และให้คนซื้อมีโอกาสได้เลือกการขนส่งในราคาถูกลง โดยแพลตฟอร์มนี้จะมีการบริการทั้งแบบฟรีและพรีเมียม มีคนตรวจสอบมาตรฐานหลักคือไปรษณีย์ไทย แต่จะมีการตรวจสอบที่แตกต่างกันไปแต่ละประเภท ซึ่งบริษัทจะได้ส่วนต่างกำไรจากค่าสมัครสมาชิกพรีเมียม
ความคืบหน้าของแพลตฟอร์มดังกล่าวจัดทำให้เรื่องหลักการเสร็จสิ้นแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หากผ่านการอนุมัติจะเสนอขอใช้เงินกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ต่อไป และไปรษณีย์ไทยจะเป็นผู้หาคนมาทำแพลตฟอร์ม คาดว่าใช้งบประมาณไม่เกิน 100 ล้านบาท คาดว่าจะได้เห็นแพลตฟอร์มนี้ออกมาทดลองใช้ในช่วงไตรมาส 1/2564
ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมแพลตฟอร์มนี้ จะต้องมาขึ้นทะเบียนยืนยันตัวเองให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการขนสิ่งผิดกฎหมายและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ตั้งแต่ประชาชนที่มีรถยนต์คันเดียวไปจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีรถเป็น 100 คัน เพียงแต่จะต้องผ่านการคัดกรองจากไปรษณีย์ไทยว่า สามารถดำเนินการในแต่ละประเภทสินค้าได้จริงหรือไม่ต่อไป
ในการดำเนินการแพลตฟอร์ม “ระวางว่าง” เนื่องจากไปรษณีย์มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จึงสามารถดูแลจัดการในเรื่องของการชำระค่าขนส่งได้ เพราะคนจ้างกับคนรับจ้างไม่ได้รู้จักกันทุกคน ส่วนการให้บริการแบบพรีเมียมจะเพิ่มการประกันเข้าไป ตอนนี้ไปรษณีย์ไทยอยู่ระหว่างหารือร่วมกับบริษัทประกันในเรื่องการคุ้มครองกรณีของชำรุดเสียหาย การขายลักษณะนี้ไม่ได้เป็นการขายทั่วไป แต่ถือเป็นบริการเสริมเข้ามา เพื่อให้ผู้จ้างและลูกค้ามีความมั่นใจมากขึ้น ส่วนจุดประสงค์จริงๆ ของระวางว่างคือต้องการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และเห็นว่ามีพื้นที่ที่จะสร้างได้
กระบวนการดิจิทัลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าควรมีการประเมินรัฐวิสาหกิจใหม่ เพราะเดิมการที่จะให้รัฐวิสาหกิจดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังหรือผู้ถือหุ้นของไปรษณีย์ไทยได้กำหนดไว้ว่า ต้องประเมินจากผลกำไรและขาดทุนที่ให้น้ำหนักสูงมาก แต่แพลตฟอร์มดิจิทัลใช้งบประมาณในการทำค่อนข้างมาก หากรัฐวิสาหกิจยังให้หลักเกณฑ์เดิมในการประเมินรัฐวิสาหกิจ จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจประเภทแพลตฟอร์มได้เลย ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยได้ยื่นขอใช้งบประมาณกองทุนดีอี หากได้รับอนุมัติเชื่อว่าในการให้บริการฟรีในช่วงแรกจะสามารถไปได้ แต่สำหรับการให้บริการแบบพรีเมียมหาก 5 ปีแรกติดปัญาหาค่อยมานั่งคิดว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร อีกทั้งมองว่าแพลตฟอร์มระวางว่าง หรือแพลตฟอร์มลักษณะนี้ไม่ควรให้เอกชนต่างประเทศเป็นคนทำ เพราะข้อมูลจะไปอยู่กับเขาหมด แต่สิ่งที่ไปรษณีย์ไทยจะทำแพลตฟอร์มและดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ที่ไทยทั้งหมด ผู้ดูแลคือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จึงสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหลอย่างแน่นอน
เมื่อแพลตฟอร์มระวางว่างสำเร็จ เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากได้ เพราะปัจจุบันไทยยังมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 20-30% หากวิ่งขาเดียวรายได้อาจน้อยเกินไป แพลตฟอร์มระวางว่างจึงเข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ได้หารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อใช้พื้นที่ว่างบนรถในการขนสินค้า ซึ่งปกติทั้ง 2 องค์กรนี้ก็มีบริการรับส่งของอยู่แล้ว แต่ยังให้บริการไม่ถึงบ้านคน ในอนาคตจึงอาจร่วมกับไปรษณีย์ไทยในการรับสินค้าไปส่งถึงหน้าบ้านอีกด้วย แต่หัวใจหลักๆ ของไปรษณีย์ไทยคือต้องช่วยกลุ่มคนตัวเล็กหรือประชาชนฐานรากก่อนเป็นอันดับแรก

⦁ไม่ทิ้งฐานรากส่งจดหมาย-พัฒนาสะดวกขึ้น
แม้ว่าโลกจะปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้ว แต่หัวใจของไปรษณีย์ไทยยังคงเป็นเรื่องของการส่งจดหมายในลักษณะซองอยู่ อาจจะได้รับความนิยมน้อยลงแต่ก็ยังมีคนใช้บริการอยู่ ซึ่งปัจจุบันทางไปรษณีย์ได้มีการติดเซ็นเซอร์ไว้ที่ตู้ไปรษย์ณีสีแดงที่มีประมาณ 22,000 ตู้ เพื่อใช้ตรวจสอบแทนการไปเปิดตู้ทุกวันแบบในอดีต หรือที่เรียกว่าสมาร์ทไปรษณีย์ ส่วนไอ บ็อกซ์
(I BOX) ใช้ในกรณีที่ผู้รับของไม่อยู่บ้าน บุรุษไปรษณีย์จะนำกล่องไปใส่ไว้ที่ตู้ไอ บ๊อกซ์ ซึ่งวิธีใช้เจ้าของพัสดุจะต้องใส่รหัสในการเปิดตู้ หรือใช้บัตรประชาชนในการยืนยันตนเอง ตู้นี้จะนำไปจัดวางไว้ในหมู่บ้านที่มีคนจำนวนมากหรืออาคารสำนักงานต่างๆ เพื่อป้องกันการขโมย ในอนาคตอาจจจะมีการพัฒนาในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านให้เปลี่ยนจากรับอย่างเดียวเป็นส่งได้ด้วย ในเบื้องต้นอาจใช้ส่งในรูปแบบของซองก่อน เพราะรูปแบบกล่องต้องมีเรื่องของน้ำหนักในการจัดส่งและการตรวจว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจะมีการพัฒนารูปแบบเพื่อให้ประชาชนหันกลับมาใช้บริการของไปรษณีย์ให้มากขึ้นต่อไป ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างจ้างที่ปรึกษามาดำเนินโครงการ เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้วิธีไปรษณีย์ลงทุนรายเดียว หรือเป็นการร่วมลงทุน
ในปี 2564 จะมุ่งเน้นไปที่การให้บริการรูปแบบซองจดหมายที่เป็นหัวใจของไปรษณีย์ไทยให้มากขึ้น แม้ว่าจะไม่ใช่รายได้หลักแต่เสน่ห์ของไปรษณีย์ไทยที่คนรู้จักเกิดจากการทำซอง เชื่อว่าหากทำซองให้ดีปรับปรุงคุณภาพซองให้ดีอย่างอื่นก็จะตามมา โดยในปี 2564 จะเริ่มเพิ่มออปชั่นให้กับบุรุษไปรษณีย์ เพราะปีหน้าอาจไม่ใช่ปีที่สดใสของธุรกิจการค้า แต่สำหรับรัฐวิสาหกิจ ทุกปีคือต้องทำงานบริการประชาชน ตอนนี้ไปรษณีย์ไทยมีอายุกว่า 137 ปี ซึ่งยังต้องอยู่ให้บริการต่อไป การที่ผู้รับสินค้าได้รับกล่องอาจดีใจประมาณหนึ่ง แต่การรับซองจดหมายบางคนแค่หนึ่งซองสามารถเปลี่ยนชีวิตเขาได้ ผมค่อนข้างจริงจังกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยทุก 1 สัปดาห์ผมจะเขียนจดหมายถึงพนักงาน 1 ฉบับ เพราะสามารถหยิบมาอ่านได้เรื่อยๆ รวมถึงสื่อถึงความรู้สึกได้มากกว่า แม้ว่าดิจิทัลจะสะดวกและสามารถส่งถึงกันได้ทุกที่ แต่สิ่งที่แทนการส่งจดหมายรูปแบบซองไม่ได้คือความรู้สึกที่จับต้องได้ มองว่าจะอย่างไรโลกใบนี้ยังขาดเรื่องนี้ไม่ได้

⦁เล็งปชช.ส่งพัสดุฟรี-ร้านค้าส่งสินค้าราคาถูก
ในด้านบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของไปรษณีย์ไทย ตอนนี้อยู่ระหว่างยื่นขอเงินกู้จากทางภาครัฐประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชนในเรื่องของการส่งพัสดุฟรี สำหรับร้านค้าก็จะช่วยให้ส่งสินค้าในราคาถูก อาจจะมีการกำหนดให้ชัดเจนว่า 1 คนสามารถส่งของได้จำนวนเท่าไร ปีละกี่ครั้ง โดยจะเชื่อมโยงกับแอพพลิเคชั่นเป๋าตังของธนาคารกรุงไทย แนวทางนี้จะสอดรับกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ช่วยเหลือประชาชน แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยในเรื่องของการค้าขายออนไลน์ให้มีต้นทุนด้านโลจิสติกส์ถูกลงอีกด้วย ส่วนรูปแบบจะเป็นแบบไหนคงต้องรอให้ผ่านการอนุมัติงบประมาณก่อน แต่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการพัฒนาร้านกาแฟ อาจเปลี่ยนแนวคิดปรับที่ทำการไปรษณีย์ให้มีบริการที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ เพิ่มบริการฝาก-รับของ หรือนำตู้เอทีเอ็มมาตั้ง เพื่อให้ประชาชนใช้เวลาในไปรษณีย์เพิ่มขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ร้านบุฟเฟ่ต์ดังรับไม่ได้ สลายชุมนุม ลั่นห้ามสลิ่มเข้าร้าน
บทความถัดไป‘ปุ้มปุ้ย-ก้อย ฮอร์โมน’ เมินถูกยกเลิกงาน เพราะไม่ลบโพสต์การเมือง บอกทำให้ไม่ได้!