พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.ป้ายแดง-ลุยล้างมาเฟีย

สัมภาษณ์พิเศษ : พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.ป้ายแดง-ลุยล้างมาเฟีย

หมายเหตุ – พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เลื่อนตำแหน่งจากรอง ผบช.ก. เป็น ผบช.ก. โดยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 จัดเป็นผู้บัญชาการหนุ่มจะเกษียณอายุราชการในปี 2579 ถือเป็น
นายพลตำรวจที่น่าจับตามอง ได้เปิดให้ “มติชน” สัมภาษณ์

  • รู้สึกกดดันไหมที่เป็นผู้บัญชาการอายุน้อยที่สุด

ไม่เท่าไหร่ ท้าทายดี เหมือนการสร้างทีมฟุตบอลต้องทำให้ดี ถ้าทำได้มีความสุข แต่โจทย์ยากหน่อยเพราะ บช.ก.มี 13 บก. แต่จะใช้โมเดลสมัยเป็น ผบก.ป.ที่ทำมาแล้วมายกระดับให้สูงขึ้น ความตั้งใจคืออยู่ที่ไหนต้องทำที่นั่นให้ดีให้พัฒนาขึ้น

  • ทำไมยึดคติ บช.ก.“มืออาชีพ เป็นกลาง เคียงข้างประชาชน” เหมือนเช่น บก.ป.

เป้าหมายคือยกระดับสอบสวนกลางให้โกอินเตอร์ ให้เป็นแบบเอฟบีไอมีความเป็นมืออาชีพ คุณภาพสูง ทันสมัย ตอนที่อยู่กองปราบฯได้นำหน่วยงานให้มุ่งสู่มาตรฐานสากล จะใช้โมเดลนี้กับ บช.ก.ต่อไป

คำว่า มืออาชีพ คือ มีความรู้ความสามารถ เอาคนมีคุณภาพมาพัฒนาต่อ มีโรงเรียนสืบสวน มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง เวลาทำคดีถ้าทีมผมทำ ตามจับคนร้ายได้สูง การสอบสวนยกระดับ ได้ให้โจทย์ว่าเวลาส่งฟ้อง สำนวนแน่น เรามีหน่วยปฏิบัติการพิเศษหนุมาน เป็นหน่วยสนับสนุน กอง 1-6 เปรียบเหมือนเป็นพระเอกลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน ถ้าคดีไหนต้องลงพื้นที่เคลียร์ก่อน หนุมานจะเข้าไป อาจมีปะทะต่อสู้กันสูง แล้วกองตัวเลขเข้าไปเก็บพยานหลักฐาน

หน่วยสนับสนุนถัดไปคือ Intelligent Unit แต่ละกองตัวเลขทำ จะเก็บข้อมูลภายใน ภายนอก และมีวิเคราะห์ข้อมูลระดับประเทศ และมีโครงการบิ๊กดาต้าเรียกว่าเป็นหน่วยติดตามข้อมูลอาชญากรรมเรียลไทม์ สมมุติจับเล็งล็อกเป้าผู้ต้องหาดูได้เลยว่าเครือข่ายเป็นใคร เคยก่อคดีใดมาบ้าง ทำให้กองตัวเลขทำงานภาคสนามมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นระบบที่รองรับอนาคต เพราะทุกอย่างเป็นดิจิทัล

ที่คนบอกว่าอาชญากรรมมากขึ้น ต้องเพิ่มตำรวจมากขึ้น ผมเห็นต่าง คือที่ตั้งศูนย์ข้อมูลอาชญากรรมเรียลไทม์ขึ้นมา ต่อไปให้คอมพิวเตอร์ทำงานแทนตำรวจ ช่วยตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายด้วยเทคโนโลยีต่างๆ เช่น มีคนขับรถไปห้าง ที่ห้างตรวจกับศูนย์ของผมได้ เรียกว่า API ปรากฏว่าถ้ารถขโมยจาก 3 ชายแดนภาคใต้ สงสัยว่าวางระเบิดหรือไม่ ศูนย์นี้ทำงานแทนตำรวจได้เป็นแสนคน ทำงานได้ 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน อนาคตจะเป็นการใช้ข้อมูล และเทคโนโลยีขับเคลื่อน วิสัยทัศน์คือใช้กำลังน้อย งบน้อยที่สุด แล้วคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด ควบคุมอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ มี Social communication เป็นหน่วยสนับสนุนตั้งขึ้นเพื่อสื่อสารกับสังคมมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ผลงาน เกิดเชื่อมั่น ตอนนี้เพจกองปราบฯจากหลักพัน ขึ้นเป็นหลักล้านกว่าแล้ว หลักการ คือห้ามลงอะไรเกินความจริง จับจริง ไม่สร้างภาพ ลวงโลก

ส่วนความเป็นกลาง คือยุติธรรมให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ไม่เลือกรวยหรือจน ทำถูกให้เป็นถูก ทำผิดให้เป็นผิด โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ เช่น คนมาแจ้งความ ถ้าเขาอยู่ฝ่ายถูกก็ถูก ถ้าอยู่ผิดก็ผิด จะบิดเบี้ยว ไม่บิดข้อเท็จจริง เวลาทำ ทำอย่างมืออาชีพไม่ถูกหลอก ถ้ากรณีผู้บังคับบัญชาสั่งมา เขาไม่ผิดแต่จะให้ผิด ผมไม่ทำ ต้องเรียนผู้บังคับบัญชาไป ซึ่งผมทำอย่างนี้มาตั้งแต่เป็น ผกก.1 จนถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างคดี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ที่เป็นทั้งอดีตตำรวจ อดีตนักการเมือง พูดเก่ง มีเส้นสายมากมาย ก็ว่ากันตามข้อเท็จจริง ทุกอย่างอธิบายได้ สุดท้ายพิสูจน์ความจริงจนถึงชั้นศาลทั้งหมด 3 คดี และต่อมามีคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา ได้ทำอย่างมืออาชีพจริงใช้กำลังเป็นร้อยคน พยานหลักฐานถ่ายหนังได้เรื่องหนึ่งเลย

สำหรับเคียงข้างประชาชน พร้อมช่วยประชาชนทุกท่านแต่คดีต้องเข้าหลักเกณฑ์ พร้อมให้ความเป็นธรรมและทำให้อย่างมืออาชีพ

นอกจากนี้มีแนวทางที่จะทำ Digital transformation จาก paper based สู่ digital based เพื่อให้เป็นโครงการนำร่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนไปเป็น Digital transformation นำไปสู่การบริหารงานด้วยสถิติ เหตุเกิด การแจ้งความ การจับกุมได้ มีตัวชี้วัดเห็นชัดเจน ติดตามผล มีทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และการมอนิเตอร์ข้อมูลการขับเคลื่อนองค์กรทุกมิติ ผมจะเริ่มทำกองปราบฯให้เป็นดิจิทัลก่อน ถ้าเวิร์กจะนำโมเดลนี้ใช้อีก 12 กองบังคับการ และมีการรับแจ้งเหตุออนไลน์ นโยบาย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ผมรับมาทำ มีแนวคิดว่าให้ร้อยเวรสืบสวนทุก บก.ไปนั่งรวมในที่เดียว จะทำให้เสร็จทันต้นปีหน้า ลดภาระการเดินทางประชาชน

เรื่องทีมเวิร์ก ผมได้คิดไว้ ไม่อยากให้การทำงานภายใต้ บช.ก.นั้นแยกกัน อาจมีเจ้าภาพแต่ละเรื่อง แต่เรื่องที่ต้องมาทำงานร่วมกัน อยากให้แชร์คน แชร์ของ ภายใต้แบรนด์ บช.ก. ส่วนแชร์ของ แต่ละ บก.ไม่ใช่ต่างคนต่างซื้อ รถราม้าใช้ต่างๆ บก.ไหนครอบครอง แบ่งกันใช้ได้ โดรนไม่ใช่ต้องมีทุก บก. แชร์กัน ใช้ร่วมกัน ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ

สำหรับโรงเรียนสืบสวนกองปราบฯ ทำไป 4 รุ่น แล้ว เกิดจากการพัฒนาบุคลากร จนเชื่อว่ามีความรู้ความสามารถได้งานสืบสวนสูงในระดับประเทศ

ในอดีตเป็นทีมใครทีมมันต้องแข่งขัน แต่สำหรับผมเห็นว่าต้องช่วยกัน เพราะแต่ละคนแต่ละหน่วยมีความสามารถแตกต่างกัน เช่น ตำรวจโรงพักเก่งข้อมูลท้องถิ่น กองปราบฯหรือ บช.ก.มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีเครื่องมือที่ทันสมัย มีคอนเน็กชั่นใช้ในงานสืบสวนได้มากกว่าตำรวจท้องที่ จึงควรประกอบกำลังกันในการทำงานให้งานสำเร็จ

ผมได้ดูแลสวัสดิการต่างๆ ซึ่งรับนโยบาย ผบ.ตร.เรื่องแก้หนี้สิน ดูแลทุนการศึกษาบุตร และทำโครงการร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจ คือ โครงการปั้นดาว จะสนับสนุนบุตรธิดาตำรวจที่มีความรู้ความสามารถพิเศษ

เป้าหมายผมอยากปราบผู้อิทธิพลทั้งหมด ผู้มีอิทธิพล คือพวกที่รังแกชาวบ้าน เช่น ประมูลงาน ใครประมูลแข่งก็ไปข่มขู่ การทำตัวเป็นมาเฟียต่างๆ ผมว่าหมดยุคแล้ว สมัยนี้มาเฟียทหาร มาเฟียนักการเมืองน้อยลง มีชื่อที่ดังๆ อยู่บ้าง แต่พฤติการณ์น้อยลง เราจะไม่ไปยุ่ง แต่ถ้าคุณยิงใครตายเราตามจับได้แน่นอน มั่นใจมีความสามารถพอ และไม่เกรงกลัวอิทธิพล ซึ่งผมทำมาเรื่อยตั้งแต่เป็น ผกก.1 บก.ป. เช่น หลงจู๊สมชาย, บรรยิน, โกลัก กรณีหลงจู๊ โลกโซเชียลบอกว่าสร้างภาพจับ ไม่ได้จับจริง แต่เราได้ทำให้เห็นว่าจับจริง ไม่ใช่จับธรรมดา ดำเนินคดีทุกคดีทั้งฟอกเงิน คดีฆ่า ซึ่งจะจัดฉากไม่ได้

สำหรับ บช.ก.มี 13 บก. แต่ละ บก.มีหน้างานแตกต่างกันไป ผมได้เน้นแต่ละ บก.เน้นงานในหน้าที่ตัวเอง เช่น บก.ปราบปรามการค้ามนุษย์ ผมให้นโยบายไปว่า ทำงานให้ตรงหน้างาน และมีความเป็นมืออาชีพ เป้าหมายคือทำให้การจัดอันดับ “เทียร์” ของประเทศไทยดีขึ้น เช่น คดีโกลัก เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาค้ามนุษย์ที่หนีไปแล้วจับกุมได้

หลักของผมคือค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ให้ดูผลงาน ไม่อยากให้ดูที่คำพูด เพราะพูดจะให้ดี ให้เก่ง อย่างไรก็ได้ แต่เอาผลงานมาจับจะได้เห็นชัดว่าทำอะไรลงไปบ้าง ที่เป็นประโยชน์ประเทศชาติประชาชนบ้าง ส่วนเกณฑ์คัดสรรบุคลากรนั้นใช้สูตร เก่ง ดี ขยัน และงานจิตอาสา ได้ทำมาตลอด

  • วันแรกนั่ง ผบช.ก.ได้แถลงค้น 126 จุดทั่วประเทศ กวาดล้างปืนเถื่อนพันกว่ากระบอก ส่งสัญญาณอะไร

อยากปราบผู้มีอิทธิพล ตัดวงจรการเกิดอาชญากรรม พวกมาเฟียอาวุธเถื่อน ตั้งใจจะกวาดล้างให้หมด เพราะไม่เกิดเหตุ ดีกว่าเกิดเหตุแล้วจับได้ การจับป้องปรามไปในตัว อย่างโลก
โซเชียลมีอะไรผิดกฎหมายมากมายต้องเข้าไปควบคุม ปราบปราม ต้องตรวจสอบจับกุมอย่างต่อเนื่อง

  • คติในการทำงานคืออะไร

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน และทำงานให้มีความสุข ผมอยากให้ทีมงานมีความสุขกับการทำงาน เหนื่อยแต่สนุกไปด้วย ผมชอบอย่างนี้ ที่ผ่านมาก็ขอขอบคุณทีมงานทุกๆ ด้านได้พัฒนาหน่วยมากขึ้น ฝ่าฟันไปด้วยกันช่วยกันทำมา สุดท้ายแล้วผลประโยชน์ตกที่ประชาชนและประเทศชาติ ทีมงานผมเป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถ ตั้งใจทุ่มเทเต็มที่ ไม่เคยท้อถอยสู้ขาดใจ

  • คดีไหนที่ทำแล้วชอบมาก

ผมชอบคดี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ วันแรกที่พี่สาวคุณชูวงศ์ แซ่ตั้ง มาแจ้งความ แกบอกว่าน้องฉันตายไม่ปกติ ผมไม่ปักใจเชื่อ เห็นข่าว คุณชูวงศ์กับ พ.ต.ท.บรรยินเป็นเพื่อนกันขับรถชนต้นไม้แล้วเพื่อนตาย แต่ต่อมาได้ตรวจสอบพบความไม่ปกติขึ้นเรื่อยๆ จากพริตตี้ และโบรกเกอร์ แล้วสอบการโอนหุ้น พบผิดปกติจำนวนมากพยานหลักฐานแน่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วไปดูคดีอุบัติเหตุที่คุณชูวงศ์เสียชีวิต พบพิรุธมาก ผมพูดตลกๆ ว่าสภาพชนต้นไม้แล้วตายแบบนี้ ผมคงตายไปหลายรอบแล้ว

แต่คดีท้าทายตรงที่จะเอาหลักฐานอะไรมามัด ไม่รู้ว่าเขาฆ่าที่ไหน ฆ่าอย่างไร ฆ่ากับใคร ทีมงานบอกผมว่า เอาประมาทแล้วทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตดีกว่า อย่างน้อย กำขี้ดีกว่ากำตด ผมบอก เฮ้ย จากการทำคดีทุกคนเชื่อว่าเป็นฆาตกรรม เราก็ต้องบรรยายฟ้องให้เห็น เพราะที่เชื่อไม่ได้นึกเอาเอง มีพยานหลักฐาน นิติวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นต้องบรรยายสิ่งที่เราคิดในหัวให้เป็นสำนวนการสอบสวนให้ได้ ผมบอกว่าแพ้ก็แพ้ไม่เป็นไร เราสืบมาเราเชื่อแบบนี้ ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว จนสุดท้ายศาลชั้นต้นลงว่าประหารชีวิต พ.ต.ท.บรรยิน

ตอนนั้นเราสู้จากคดีอุบัติเหตุจนเป็นคดีฆาตกรรม เราก็เหมือนคนบ้า ค่อยๆ แกะ ทีมงานทำกันเหนื่อย ถือว่าคลาสสิก เป็นคดีฆาตกรรมอำพราง เพราะอำพรางทำให้คนเชื่อได้หมด แล้ว พ.ต.ท.บรรยินพูดเก่ง ลำบากมากต้องสู้กับเขา ต้องเอาข้อเท็จจริงไปสู้ จากเดิมคนเชื่อเป็นคดีอุบัติเหตุ 80% ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนมาสุดท้ายคนเริ่มเชื่อเรา จนทนายเขาพูดกับลูกน้องผมว่า ถ้าพวกพี่ทำสำนวนอย่างนี้ผมจะสู้ได้อย่างไร เป็นคดีที่ผมภูมิใจ มันท้าทาย สู้กับคนฉลาดแล้วมีเพาเวอร์ เขาวิ่งเต้นหลายที่ อย่างการไปอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา คนธรรมดาคิดไม่ได้

  • อายุราชการยังเหลืออีกยาว ต้องประคองตัว รักษาตัวหรือไม่

เข้าใจคำว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว เรียนว่าไม่ต้องการเป็นอะไรมากมาย คือแผนไม่ได้คิดจะขึ้นเร็ว อยากพัฒนาหน่วยให้ดีก่อน คิดแค่ว่าทำ บช.ก.ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนสร้างบ้าน สร้างทีมฟุตบอล ทำให้ดีที่สุด ประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ต้องห่วงว่าผมอยากขึ้นไปโน่นนี่นั้น ผมไม่ได้คิดตรงนั้น คิดว่าตรงนี้เป็นความท้าทาย

ถ้าทำให้เป็นที่พึ่งประชาชน เป็นที่ยอมรับได้ของประชาชน ผมจะมีความสุขกับตรงนี้ที่สุด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ฮือฮา! ลูกผู้ใหญ่บ้าน ขี่ม้าไปสมัคร ส.อบต. หวังพัฒนาบ้านเกิด เด็ก ผู้ใหญ่ ขอถ่ายภาพคึกคัก (คลิป)
บทความถัดไปสกลนคร พร้อมรับมือพายุ ‘คมปาซุ’