ชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านเชิงรุก ลุยการเมืองปี’67

หมายเหตุ – ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงการทำงานตรวจสอบรัฐบาลร่วมกับพรรคร่วมอื่นในปีใหม่ 2567  

⦁ พรรค ก.ก.ในฐานะแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประเมินผลงานในสมัยการประชุมที่ผ่านมานั้นเป็นอย่างไร

ในสมัยประชุมที่ผ่านมาเพิ่งเริ่มต้นไม่นาน ร่างกฎหมายก็ยังไม่มีการพิจารณาสักฉบับ งานสำคัญคือการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ต้องยอมรับว่าในสมัยที่ผ่านมาเรายังแสดงฝีมือได้ไม่เต็มที่ โดยตั้งเป้าว่า ในสมัยการประชุมนี้คงจะได้แสดงฝีมือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันร่างกฎหมายที่ ก.ก.ได้เสนอ การพิจารณากฎหมายสำคัญของรัฐบาล อย่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เพื่อนำไปดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

แต่สิ่งที่สำคัญและอยู่ในแผนอยู่แล้ว คือการตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 จะเป็นวาระที่ใหญ่ที่สุดในสมัยการประชุมนี้

Advertisement

ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ยังต้องรอหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อนที่จะสรุปเรื่องนี้ ภาพรวมในฐานะแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในการตรวจสอบถ่วงดุล เราก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ รักษาคุณภาพเดิม และยกระดับคุณภาพให้ดีกว่า ก.ก.ในการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว แต่หน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบ ถ่วงดุลอย่างเดียวคงไม่พอ เราได้พยายามใช้กลไกสภาที่มีอยู่

อย่างการเสนอกฎหมาย หรือการทำงานผ่านกลไกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดต่างๆ ในการผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และสอดคล้องกับนโยบายของพรรคร่วมด้วย รวมทั้งการทำงานในสภาและใช้กลไกในสภาเพื่อเชื่อมโยงกับประชาชนนอกสภา ในพื้นที่ต่างๆ ด้วย ซึ่งเป็นทิศทางที่เราจะให้น้ำหนักมากขึ้นจากสมัยที่แล้ว ที่โฟกัสกับงานในสภาเป็นหลัก

⦁ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน วางไทม์ไลน์ช่วงเปิดสมัยประชุมในการอภิปรายงบประมาณปี 2567 และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไว้อย่างไร

วาระใหญ่จะเป็นเรื่องการอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2567 จะพิจารณาในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม ขณะนี้ยังไม่เห็นไทม์ไลน์ที่ชัดเจนจากฝั่งรัฐบาล ว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณางบกี่วัน ซึ่งอาจจะเสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายนหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ส่วน พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2568 ก็จะเข้าที่ประชุมสภาต่อทันที คาดว่าจะเป็นการเปิดประชุมวิสามัญในช่วงเดือนพฤษภาคม

ดังนั้น เราต้องรอดูว่า พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเสร็จสิ้นเมื่อใดหากเรื่องนี้ชัดเจน จะสามารถกำหนดแผนงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ หากพรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าจะอภิปรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการอภิปรายแบบไม่ลงมติ เราก็จะได้จัดสรรเวลาถูก

แต่ทั้งนี้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการอภิปรายแบบไม่ลงมตินั้น เราต้องดูเนื้อหาและผลงานของรัฐบาลเป็นหลัก ว่ามีเนื้อหาที่เหมาะสม เพียงพอต่อการเปิดอภิปรายหรือไม่ ไม่ได้คิดว่าเราต้องจ้องจะอภิปรายให้ได้เพียงอย่างเดียว

⦁ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ประชาชนจะคาดหวังจากการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านได้อย่างไร

เราต้องทำให้เห็นชัดเจน เราต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ อย่างวาระสำคัญที่เราต้องตรวจสอบ อย่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2567 ว่าเราจะสามารถทำได้อย่างที่ประชาชนคาดหวังหรือไม่ เราจะได้พยายามพัฒนาคุณภาพ ส.ส.อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นทักษะองค์ความรู้ความเข้าใจ การพัฒนากระตุ้นให้ ส.ส.พรรค ก.ก.ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การตรวจสอบเท่านั้น แต่ควรใช้ทุกโอกาส ทุกกลไก ในการผลักดันวาระที่ก้าวหน้าให้กับสังคมด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านทั้งหมด แบกรับความคาดหวังจากประชาชนไว้

⦁เรื่องที่น่ากังวลและคำแนะนำต่อการดำเนินงานของรัฐบาลเศรษฐา

ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 3 เดือน ก็ไม่มีอะไรโดดเด่นชัดเจน เต็มไปด้วยความน่ากังวลว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรกันแน่ ไม่มีทิศทางในเชิงยุทธศาสตร์ที่เด่นชัด จะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ซึ่งหากชัดเจน มันจะปรากฏออกมาเป็นแผนงานที่เป็นรูปธรรม แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เห็น ก็เหมือนอย่างที่เราวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วในช่วงแถลงนโยบาย การทำงานของรัฐบาลยังคงสะเปะสะปะอยู่ หากยังทำงานกันแบบนี้จนส่งผลกระทบต่อประชาชน ฝ่ายค้านก็คงต้องเปิดการอภิปราย

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง ก็คงจะคาดหวังการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และความโปร่งใส ดังนั้น ฝ่ายค้านก็ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลทำงานมีประสิทธิภาพ หรือมีปัญหาการคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่ นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับฝ่ายค้าน

นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังถูกจับตา และถูกตั้งคำถามอย่างมากในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกมองว่าเป็นการปฏิบัติสองมาตรฐาน โดยเฉพาะในกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่านายทักษิณนั้นใช้สิทธิรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ เกือบครบ 120 วันแล้ว ตกลงว่านายทักษิณได้รับสิทธิพิเศษมากกว่านักโทษคนอื่นหรือไม่ กระบวนการพิจารณาการอนุญาตให้นายทักษิณ ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลนอกเรือนจำ มีความแตกต่างจากผู้ต้องขังคนอื่นหรือไม่

นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายค้านจับตามองเพียงอย่างเดียว แต่สังคมก็กำลังจับตาดูอยู่ และจะเกิดเป็นผลต่อเนื่องกันว่า หากเกิดปัญหากรณีเช่นนี้ และมีการออกกฎระเบียบราชทัณฑ์ฉบับใหม่ เพื่ออนุญาตให้ควบคุมตัวผู้ต้องขังนอกเรือนจำได้ จะยิ่งส่งผลให้สังคมตั้งคำถามว่า กฎระเบียบราชทัณฑ์ที่ออกมาในช่วงนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือนายทักษิณเป็นพิเศษหรือไม่

สำหรับพรรค ก.ก. โดยหลักการเราสนับสนุน ว่าควรจะมีกระบวนการพิจารณาควบคุมตัวผู้ต้องขังนอกเรือนจำให้มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหานักโทษล้นคุก ในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ใช้กระบวนการนี้ โดยหลักการเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ปัญหาอยู่ที่วิธีการ เนื่องจากกฎระเบียบที่เพิ่งออกมา มีความน่ากังวล เพราะไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจน ว่าใครบ้างที่เข้าข่ายได้รับการพิจารณาควบคุมตัวนอกเรือนจำ

แต่ดูเหมือนจะเป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ จนถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในการใช้ดุลพินิจ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้เกิดความน่ากังวล ว่าหากปล่อยให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน จะถูกนำไปใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ ให้ผู้มีเส้นสายทางการเมือง หรือผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจเหนือคนอื่นหรือไม่

กลายเป็นคุกที่มีไว้ขังคนจน แต่นักโทษวีไอพีต่างๆ จะได้รับการพิจารณาจากดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เกิดความไม่เท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม

⦁ประเมินการเมืองปี 2567 อย่างไร ที่มีปัจจัยและตัวแปรทั้ง ส.ว.ครบวาระ 5 ปี คดีความของพรรค ก.ก.จะกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองหรือไม่

ในส่วนของพรรคเรา ที่มีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาทั้งสองคดี คือคดีถือหุ้นไอทีวีของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และคดีล้มล้างการปกครอง จากนโยบายหาเสียงเลือกตั้งแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ให้เป็นไปตามหลักที่ควรจะเป็น

เรามั่นใจว่าเราไม่ได้กระทำผิดอย่างที่ถูกกล่าวหาแน่นอน แต่ก็ประมาทไม่ได้

ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาบทบาทขององค์กรอิสระถูกตั้งคำถามจากสาธารณะพอสมควร ว่า มีความเป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ หรืออย่างการพิจารณาคดีต่างๆ นั้น มีแรงจูงใจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่าเพิ่งด่วนสรุป แต่เราก็ไม่ประมาท

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต่อให้ผลการวินิจฉัยออกมาเป็นผลแย่ที่สุด ไม่เป็นผลดีต่อพรรคเลย แต่คงไปถึงขั้นยุบพรรคอย่างแน่นอน ก็ไม่ได้กังวลเท่าใด แต่ที่สำคัญไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การสร้างพรรคให้เข้มแข็งจากฐานรากเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อให้พรรคพร้อมเผชิญกับทุกสถานการณ์

ในส่วนของรัฐบาล ขณะนี้มีการประเมินกันพอสมควรว่า อาจจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรืออาจมีการปรับเปลี่ยนไปจนถึงนายกรัฐมนตรี อย่างน้อยคิดว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการปรับ ครม. จะด้วยเหตุผลทางการเมืองภายในรัฐบาลเอง หรือเป็นไปด้วยเงื่อนไขของพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรค หากเราดูลักษณะการจัดวางตำแหน่งรัฐมนตรี ในกระทรวงต่างๆ เราจะเห็นชัดว่า ไม่ได้เป็นการจัดวางตามความรู้ความสามารถ แต่เป็นการจัดวางคนเกือบทั้งหมดตามโควต้าทางการเมือง

ดังนั้น การจัดวางคนสลับตำแหน่งหมุนเวียนกัน เพื่อเป็นรัฐมนตรีในปีหน้า จึงมีความเป็นไปได้สูง

ส่วนจะไปถึงขั้นเปลี่ยนนายกฯ หรือไม่ ก็ต้องจับตามอง เพราะนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ก็ถูกร้องเรียนในหลายเรื่องผ่านองค์กรอิสระต่างๆ เช่น เรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนล่าสุด ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่หรือไม่ เพราะเป็นการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่ไม่ยึดการพิจารณาตามหลักความอาวุโส ประกอบกับความรู้ความสามารถ หรืออย่างการถูกร้องในเรื่องคุณสมบัตินายกฯ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทแสนสิริ ส่วนทางฝ่ายค้าน ก็อาจจะยื่นเรื่องตรวจสอบเพิ่มเติมในปีหน้าด้วยเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ดูเหมือนคนจะสนใจเส้นแบ่งในเดือนพฤษภาคม ที่ ส.ว.กำลังจะหมดอำนาจลง ทำให้ไม่มีอำนาจในการโหวตเลือกนายกฯ หากพรรคแกนนำรัฐบาล จะใช้โอกาสนี้ในการเขย่าขวดรัฐบาลกันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับ ครม. หรือการปรับองค์ประกอบพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม

ส่วนหากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเกิดขึ้น จากฝ่ายที่ไม่ต้องการให้พรรคแกนนำรัฐบาล มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ก็ต้องรีบดำเนินการให้เกิดขึ้นก่อนเดือนพฤษภาคม

ส่วนเรื่องหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ อย่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หลายคนอาจมองว่า น.ส.แพทองธาร จะขึ้นเป็นนายกฯคนใหม่แทนนายเศรษฐาหรือไม่ ไม่ว่านายเศรษฐาจะลงจากตำแหน่งนายกฯด้วยเงื่อนไขภายในพรรค พท. หรือประสบอุบัติเหตุทางการเมือง หรืออาจจะมีการทดลองให้ น.ส.แพทองธาร ขยับบทบาทเป็นรัฐมนตรีบางกระทรวง ก่อนจะก้าวขึ้นไปเป็นนายกฯ ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน

ส่วนเรื่องที่อาจจะเป็นเรื่องร้อนของรัฐบาล และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง ก็คงเป็นกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นในกระบวนการยุติธรรม หากเกิดปรากฏการณ์ที่ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกไม่พอใจ อาจจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวังอย่างมาก หรือหากไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นก็ดีไป สังคมก็คงต้องจับตานายทักษิณ หลังจากครบกำหนดรับโทษ ว่าจะมีบทบาททางการเมืองหรือไม่อย่างไร และส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างไร

อีกสองเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ในปี 2567 คือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่ารัฐบาลจะมีความมุ่งมั่น ในการผลักดันให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แค่ไหน จะมีการทำประชามติก่อนเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาหรือไม่ หากมีการทำประชามติและประชามติผ่าน ส.ส. จะถูกออกแบบโดยยึดโยงกับประชาชนจริงๆ หรือไม่ และเรื่องการนิรโทษกรรมทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดอง พรรค ก.ก.หวังว่าเราจะสร้างความเข้าใจ ที่ไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมือง แต่อีกหลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

เพื่อหาข้อยุติที่มีข้อรองรับร่วมกันได้ ก่อนจะพิจารณาร่างกฎหมายในสภา

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image