‘อนุทิน’ปักธง ปั๊มผลงาน เสริมจุดแข็งรัฐบาล

‘อนุทิน’ปักธง
ปั๊มผลงาน เสริมจุดแข็งรัฐบาล

หมายเหตุนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฉายภาพการแก้ไขหนี้สินนอกระบบ และแผนการขับเคลื่อนนโยบายในปี 2567 พร้อมประเมินสถานการณ์ทางการเมืองว่ารัฐบาลยังมีเสถียรภาพที่มั่นคง

⦁ ประเมินผลงานในฐานะรองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ช่วง 3 เดือนกว่า เป็นอย่างไร

ในสามเดือนแรกอาจจะยากที่จะพูดถึงผลงานที่สำเร็จแล้ว เพราะส่วนใหญ่อาจยังไม่เสร็จสมบูรณ์ สิ่งที่ผมพึงพอใจจริงๆ คือ ‘การเริ่มต้นที่ดี’ มากกว่า ซึ่งหมายถึงทั้งการเริ่มต้นทำงานร่วมกันด้วยความเข้าใจว่าเราจะไปในทิศทางไหนด้วยกัน เราบอกว่าเราจะทำงานอย่าง ‘ทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที’ ผมก็เห็นว่าข้าราชการเขาทันท่วงทีจริงๆ ตอบสนองนโยบายเร็วมาก อย่างเรื่องการบรรเทาทุกข์ เรื่องค่าน้ำค่าไฟ เราเปลี่ยนเกณฑ์ในการตัดน้ำตัดไฟ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาตั้งหลักมากขึ้น เรียกว่าพูดแล้วเขาก็ทำให้ทันที เรื่องความทันสมัย เราก็มีการปรับปรุงบริการหลายอย่างโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย อย่างกรมที่ดิน มีการเปิดบริการออนไลน์ให้ประชาชนเข้าถึงบางฐานข้อมูลได้ตลอดเวลา หรือเรื่องใหญ่ๆ อย่างแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เราก็คิกออฟแล้ว เป็นการทำงานประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันนี้เราทำงานเป็นเหมือนทีมเดียวกันหลายเรื่อง ล่าสุดคือเรื่องการดูแลปัญหาจราจรช่วงปีใหม่ แล้วก็เรื่องผับบาร์ที่สนองนโยบายรัฐบาล กระตุ้นการท่องเที่ยว ให้เปิดในโซนนิ่งถึงตีสี่เฉพาะที่มีใบอนุญาต อันนี้เป็นนโยบายที่หลายคนกังวลว่าจะสร้างปัญหาหรือไม่ ปรากฏว่าพอเราจริงจัง แบ่งงานกันดูแลเป็นส่วนๆ ทุกอย่างเริ่มต้น
ได้อย่างราบรื่นมาก

Advertisement

ผมคิดว่าสิ่งที่น่าพอใจที่สุดคือการเริ่มต้นที่ดี การทำงานเป็นทีมที่ดี และหลายๆ นโยบายได้เริ่มดำเนินการไปอย่างราบรื่น ถ้าเราเชื่อว่าเริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง อีกสามเดือนข้างหน้าเราน่าจะมีผลงานหลายอย่างให้ได้พูดถึงกัน

⦁ ข้อมูลตัวเลขล่าสุดในการขึ้นทะเบียนแก้หนี้นอกระบบ และการต่อยอดแก้ปัญหาต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของกระทรวงมหาดไทย

ตามรายงานข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2566ถึง 4 มกราคม 2567 มีผู้ลงทะเบียน 117,583 ราย กระทรวงมหาดไทยมีกรอบความรับผิดชอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว ในนโยบายรัฐบาลเรื่องนี้มี 3 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง คือกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยนอกจากเรื่องการขึ้นทะเบียนแล้ว เราก็มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยให้เจ้าหนี้กับลูกหนี้ได้มาคุยกัน เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเราใช้จุดแข็งของเครือข่ายการปกครองส่วนท้องถิ่นและความใกล้ชิดชาวบ้านมาสนับสนุนงานในส่วนนี้ ส่วนเคสไหนตกลงกันไม่ได้ หากมีการละเมิด เราก็ประสานต่อให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเป็นคดีความกันไป

ส่วนในระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้สินที่เรื้อรังมันพ่วงอยู่กับปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ตามแผนที่วางไว้ ปัญหาหนี้สินก็จะลดลง ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยเราก็อาจใช้กรมพัฒนาชุมชนคอยรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับการบริหารการเงินในครัวเรือนต่อไป

⦁ คาดว่าในปี’67 จะแก้ปัญหาได้กี่เปอร์เซ็นต์ หรือจะพยายามแก้ทั้งหมดทันที

น่าจะตีเป็นเปอร์เซ็นต์ยาก เพราะการลงทะเบียนจะมีเติมเข้ามาตลอด งานนี้ไม่ใช่ one-off project ที่ทำครั้งเดียวแบบมีจุดจบ หรือแถลงผลงานเสร็จแล้วทิ้งเลย ต้องทำต่อเนื่อง แต่ในกรอบการทำงานเราจะมีการระบุช่วงเวลาของการจัดการต่อเคสไว้อยู่แล้ว ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะกำหนดโดยคณะกรรมการที่เพิ่งตั้งขึ้นต่อไป

⦁ ภายหลังที่ 4 กระทรวงของพรรค ภท.ได้เอ็มโอยูร่วมกันไปแล้ว ได้วางไทม์ไลน์การขับเคลื่อนนโยบายในช่วงปี’67 อย่างไร

เอ็มโอยูนั้น ไม่ใช่นโยบายทั้งหมด แต่เป็นการสร้างเป้าหมายตรงกันในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยให้ความสำคัญกับการปลูกฝังความรักชาติ ซึ่งเราคิดว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกอย่างที่เราจะสร้างต่อไป เมื่อคนเรารักชาติ ภูมิใจในชาติแล้ว ก็ย่อมอยากจะทำสิ่งดีๆ เพื่อประเทศชาติ เราจึงเน้นที่กลุ่มข้าราชการเข้าใหม่และเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในอนาคต โดยให้แต่ละกระทรวงไปออกแบบการปลูกฝังให้เป็นเนื้อเดียวกับภารกิจที่ทำอยู่แล้ว อย่างเรื่องการคัดเลือกข้าราชการของแต่ละกระทรวง ก็จะต้องมีการเช็กว่ามีสิ่งนี้เป็นเกณฑ์อยู่ด้วย ซึ่งบางส่วนก็มีอยู่แล้ว ตรงไหนขาดค่อยเติม

ส่วนการขับเคลื่อนนโยบายด้านต่างๆ ของแต่ละกระทรวงก็จะเป็นไปตามคำแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งเราเน้นการพัฒนาคน ในภาพรวมคือการสร้างคนต้องสอดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงาน อันนี้เราให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง อย่างกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็จะต้องมีการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงาน เพื่อคอยสนับสนุนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ด้วย และนวัตกรรมก็ควรสนับสนุนยุทธศาสตร์ภาพรวม เช่น ต้องมีการวิจัยและนวัตกรรมที่สนับสนุนการเกษตรสมัยใหม่ เป็นต้น

จริงๆ มีอีกหน่วยงานที่อยู่ในการกำกับดูแลของผม แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึง ก็คือ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. ซึ่งพันธกิจของหน่วยงานนี้จะเป็นอนาคตของการพัฒนาแรงงาน เราพยายามพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพให้เป็นดีกรี คนมากมายไม่มีโอกาสได้เรียนปริญญา แต่เขามีทักษะในสาขาอาชีพของตัวเอง ระบบคุณวุฒิวิชาชีพจะทำให้ทักษะเหล่านี้ถูกให้คุณค่าอย่างเป็นระบบ ส่งผลถึงค่าจ้างที่จะได้มากขึ้นตามความเหมาะสมกับทักษะที่มี ซึ่งเราก็มีความร่วมมือกับภาคเอกชนด้วย อย่าง SCG ก็มีความร่วมมือกันเพื่อพัฒนาแรงงานในส่วนที่องค์กรเขามีความแข็งแรงพร้อมที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ เช่น ด้านการก่อสร้างหรือโลจิสติกส์

งานภาครัฐต้องจำไว้เสมอว่าเราไม่สามารถและไม่ควรทำโดยลำพัง เพราะมันจะเหมือนทำงานจากหอคอยงาช้าง ต้อง stay in touch กับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเสมอ ร่วมมือกันเป็นภาคีต่างๆ เพื่อให้เราเข้าใจโจทย์ เข้าใจความต้องการของคนที่เราต้องรับใช้ ก็คือประชาชน

⦁ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีเสียงอันดับสอง มอง 314 เสียง ถือว่ามีเสถียรภาพมากกว่ารัฐบาลสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีปัจจัยใดที่ทำให้รัฐบาลบริหารได้จนครบวาระ

แน่นอนในแง่ตัวเลข 314 เสียงย่อมดูมีเสถียรภาพมากกว่า แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น คือช่วยให้ดำเนินงานในสภาง่ายขึ้น แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เสถียรภาพรัฐบาลที่แท้จริงอยู่ที่การดำเนินนโยบายและความซื่อสัตย์สุจริต ก็เหมือนกับคนทั่วไปเวลาไปทำงานที่ไหน อะไรคือสิ่งที่ทำให้นายจ้างอยากจ้างต่อ ก็ต้องเป็นความรู้ความสามารถที่จะทำให้งานมีประสิทธิภาพประสิทธิผล และต้องไม่ทุจริตคดโกงบริษัท ถ้าเป็นแบบนี้ก็อยู่ได้นาน นายจ้างอยากจ้าง รัฐบาลก็เช่นกัน นายจ้างของเราคือประชาชน

⦁ มองปัจจัยที่ ส.ว.จะครบวาระการทำหน้าที่ 5 ปี ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 จะส่งผลต่อทางการเมืองของรัฐบาลหรือไม่ อย่างไร

ไม่มีผลอะไร ส.ว.มาตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง เมื่อครบวาระไปก็มีการเลือกใหม่ตามกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ส.ว.ชุดใหม่จะมีอำนาจน้อยลงหนึ่งอย่าง คือไม่สามารถร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งนั่นหมายถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงไม่มีผลอะไรต่อรัฐบาลนี้

⦁ ประเมินการเมืองในปี’67 ไว้อย่างไร และจะมีปัจจัยใดมากระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ อย่างไร

ผมยังไม่ค่อยคิดถึงเรื่องนั้นตอนนี้นะ จริงอยู่ถ้าเป็นช่วงหาเสียงเลือกตั้งเราอาจมีการประเมินการเมืองกัน แต่ระหว่างอยู่ในเทอมแบบนี้ เราโฟกัสกับการทำงานมากกว่า เรื่องการวิเคราะห์ให้เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนไป อย่างที่บอก เสถียรภาพรัฐบาลอยู่ที่คุณภาพของการทำงาน ก็ทำไป พูดอะไรไปแล้วก็ทำให้ประชาชนเห็น มีปัญหาก็แก้ไป ยิ่งอยู่กระทรวงมหาดไทย มันมีคำว่าบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทุกข์ของประชาชนมันต้องแก้ตลอดเวลา บำรุงสุขมันก็ไม่มีเพดาน ถ้าทำดีแล้วก็ต้องหาวิธีปรับปรุงให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นไปอีก มันเป็นงานที่กว้างมาก แค่งานอย่างเดียวก็เกินเวลาแล้ว ไม่ค่อยมีเวลาคิดเรื่องการเมือง พรรคภูมิใจไทยโชคดีด้วยที่เรามีเอกภาพ พอในบ้านไม่มีปัญหา เราก็ลุยงานนอกพรรคเต็มที่ และด้วยความที่เรามีวัฒนธรรมการทำงานที่ค่อนข้างมีวินัยสูง
เวลาไปร่วมรัฐบาลกับใคร เราคือเพื่อนร่วมทีมที่ดี เราก็เลยไม่มีปัญหาระหว่างพรรคด้วย โฟกัสกับงานได้เต็มที่ครับ

สำหรับรัฐบาลในภาพรวม ผมมองว่ามีเสถียรภาพดี ท่านนายกฯก็มีผลงานมาอัพเดตให้ประชาชนรับทราบตลอด เรามีความเป็นทีมและเรารับฟังทุกเสียงสะท้อน อะไรยังไม่สมบูรณ์ก็ปรับปรุงให้เข้ารูปเข้ารอย ด้วยแนวทางแบบนี้ ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะมั่นคง เมื่อรัฐบาลมั่นคง เศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพไปด้วยส่งเสริมกัน

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image