คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง : เขื่อนลาวแตก ความมั่นใจใครรับผิดชอบ

ภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ในแขวงอัดตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เกิดจากสันเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยทรุดตัวและแตกทำให้มวลน้ำกว่า 5,000 ล้านตันทะลักไหลลงสู่เขตใต้เขื่อน ท่วมทำลายบ้านเรือนประชาชน ไร่นา ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของชาวลาวในแขวงอัดตะปือได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองสะหนามไซอันเป็นเมืองที่รับน้ำจากเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยหนักที่สุด เป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เกิดจากความผิดพลาดของสิ่งก่อสร้างจากมือมนุษย์

เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าที่สร้างโดยบริษัทเซเปียน-เซน้ำน้อย กั้นขวางลำน้ำเซเปียน ซึ่งมีต้นน้ำอยู่บนที่ราบสูงบอละเวนในตอนเหนือของแขวงอัดตะปือรอยต่อกับเมืองปากซอง แขวงจำปาสัก บริษัทที่สร้างเขื่อนเป็นการร่วมทุนกันระหว่างเกาหลีใต้ ไทย และลาว โดยบริษัทราชบุรีโฮลดิ้งส์ของไทยถือหุ้น 25% และไฟฟ้าที่ผลิตได้จากการสร้างเขื่อนจะขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทย 90% และใช้ในเขตใกล้เคียงของประเทศลาวอีก 10% มูลค่าโครงการรวม 1,020 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะเปิดทำการผลิตไฟฟ้าได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019

ภายหลังเกิดเหตุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของสปป.ลาว ได้กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า สาเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นจากการก่อสร้างเขื่อนดินย่อยกั้นลำน้ำที่ไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ เมื่อประกอบกับภาวะฝนตกหนักและปริมาณน้ำมหาศาล แรงดันน้ำที่กดเข้าสู่สันเขื่อนดินที่เพิ่งสร้างใหม่แล้วเสร็จไม่นานทำให้เขื่อนปริแตกจนพังทลายในที่สุด

อย่างไรก็ตาม รายงานจากบริษัทเกาหลีใต้ที่มีส่วนในการสร้างเขื่อนระบุว่า วิศวกรของเขื่อนพบความผิดปกติตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม จนกระทั่งพบรอยแตกร้าวในวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม แต่ว่าอุปกรณ์ซ่อมแซมนั้นไม่มี ต้องรอถึงบ่ายวันจันทร์ ซึ่งก็ไม่ทันต่อเหตุการณ์เสียแล้ว รวมถึงเมื่อแจ้งการแตกของเขื่อนต่อทางการ ก็ไม่สามารถกระจายข่าวสารให้ชาวบ้านในทางน้ำสามารถอพยพขนย้ายและหลบหนีได้อย่างทันท่วงที กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่

ภัยจากเขื่อนแตกครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2016 เคยเกิดเหตุเขื่อนผลิตไฟฟ้าเซกะหมาน 3 ในแขวงเซกองแตก ทำให้เกิดน้ำไหลหลากอย่างรุนแรง โดยครั้งนั้นผู้ก่อสร้างคือบริษัท Songda ของเวียดนาม และสร้างเสร็จผลิตไฟฟ้าใช้ได้แล้วตั้งแต่ปี 2014 แต่ก็พังทลายสร้างความเสียหายไม่น้อย และต่อมาคือ เขื่อนน้ำอ้าว แขวงเซียงขวาง ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง พังทลายในวันที่ 11 กันยายน 2017 น้ำจำนวนมหาศาลไหลท่วมเมืองท่าโทม แขวงไซสมบูน จำนวน 8 หมู่บ้าน

เหตุเขื่อนแตก 3 ครั้งใน 3 ปี โดยผู้ก่อสร้างเป็นบริษัทหลายสัญชาติแตกต่างกัน จึงควรตั้งคำถามว่า นอกจากความปล่อยปละละเลยของบริษัทผู้ก่อสร้างและดำเนินการเขื่อนแต่ละแห่งแล้ว อะไรเป็นปัจจัยที่ต้องค้นหาและรับผิดชอบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า เขื่อนกว่า 70 แห่งทั่วประเทศของลาว จะไม่ก่อหายนะเช่นเดียวกันนี้ขึ้นอีก โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่กั้นลำน้ำโขงที่กักน้ำมหาศาลในแม่น้ำนานาชาติที่ส่งผลต่อคนหลายเชื้อชาติจำนวนมาก

การตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้างเขื่อนของภาครัฐลาวจำเป็นต้องเข้มงวดขึ้น มิใช่เพียงการเข้มงวดในทางระบบใบอนุญาตราชการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าของเจ้าหน้าที่ แต่ต้องเป็นการตรวจความแข็งแรง โครงสร้าง และสภาพธรณีวิทยาอย่างจริงจัง

อีกทั้งต้องพัฒนาระบบเตือนภัยพื้นที่ปลายน้ำ เพราะแม้ว่าเขื่อนจะไม่เสียหาย แต่หากมีน้ำฝนน้ำป่าไหลหลากรุนแรง เขื่อนก็จำเป็นจะต้องปล่อยน้ำจำนวนมากลงสู่เขตที่ลุ่มรับน้ำก่อความเสียหายได้

ความรับผิดชอบจึงมิใช่อยู่เพียงเฉพาะบริษัทก่อสร้างและกลุ่มทุนที่สนับสนุน แต่ต้องแสวงหาความจริงเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ให้เกิดการปล่อยปละละเลยจนเป็นภัยพิบัติขึ้นอีกในอนาคต

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ประกันสังคมยุค 4.0 สมัครง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว
บทความถัดไปขนลุก! ฝูงกิ้งกือ-ตะเข็บ นับล้าน!! บุกบ้าน เกาะผนัง-พื้น ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก (คลิป)