สุนทรียะสไตล์ญี่ปุ่น คอลัมน์ แท็งก์ความคิด

วารสาร “จากญี่ปุ่น” บนโต๊ะทำงานพาดหัว “สุนทรียภาพในความงามแบบญี่ปุ่น” วางนิ่งๆ อยู่อย่างนั้นมาสักพัก

วารสารฉบับนี้ถ้าไม่พลิกอ่านจะไม่ทราบเลยว่า ข้างในมีสิ่งที่น่าสนใจบรรยายเอาไว้

โดยเฉพาะคำว่า “สุนทรียภาพ” ในความงาม “แบบญี่ปุ่น” นั้น

คนญี่ปุ่นมีมุมมองที่น่าสนใจ

พวกเขามองว่า “ความงดงามที่ไม่เที่ยงแท้” หรือ อนิจจังตามแนวพุทธศาสนาเนี่ยล่ะที่เป็นสุนทรียะ

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนถาวร

ธรรมชาติที่ปรับเปลี่ยน ฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ก่อให้เกิดสิ่งที่เปลี่ยนแปลง

ทุกสรรพสิ่งที่ผุพัง มีเน่าเปื่อย และมีการเกิดขึ้นมาใหม่

ความไม่จีรังเช่นนี้แหละ คือ สุนทรียะ

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมอง “ความเรียบง่าย” หรือสมถะ ว่าเป็นสุนทรียะอีกแบบหนึ่ง

ภาษาเขาเรียกว่า “วะบิ ซะบิ” มีต้นกำเนิดจากนิกายเซน

“วะบิ” มาจากคำว่า “วิบิซิอิ” แปลว่า ลำบาก ยากไร้ ซึ่งหมายรวมถึงความเรียบง่าย

ส่วน “ซะบิ” หมายถึง ความเสื่อมถอยไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป

หรือ หมายถึง ความเงียบเหงา เปล่าเปลี่ยว ไร้ผู้คน

รวมความแล้ว ความสงบนิ่งนี่แหละเป็นสุนทรียะ

วารสารฉบับดังกล่าวยังอธิบายถึงคำถัดมา นั่นคือคำว่า “ยูเก็น” หมายถึง ความลุ่มลึกที่ซับซ้อน

อธิบายเพิ่มเติมว่า ยูเก็นเป็นความงดงามที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาอย่างชัดเจน

แต่เราสามารถสัมผัสด้วยความรู้สึกภายในจิตใจ

เราสามารถซาบซึ้งความงามในสิ่งที่มองเห็นอยู่ตรงหน้า และซาบซึ้งความงามจากจินตนาการ

ยกตัวอย่างเช่น ดอกซากุระที่ผลิบาน หรือใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงาม

เมื่อก้อนเมฆหรือสายฝนบดบัง แม้จะไม่สามารถมองเห็นความงามได้โดยตรง แต่สุนทรียภาพก็เกิดขึ้นได้จากจินตนาการ

โอ้ ว้าว !

สุนทรียภาพของญี่ปุ่นยังเกิดขึ้นได้ด้วยการจัดดอกไม้ หรือเรียกว่า “อิเคะบะนะ”

“อิเคะบะนะ” บางครั้งก็ถูกเรียกว่า “คะโด” หมายถึง “วิถีแห่งดอกไม้”

เป็นรูปแบบการฝึกสมาธิ และไตร่ตรองถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ทั้งฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง และกาลเวลาที่เปลี่ยนไป

ความเปลี่ยนแปลงตามคำสอนชาวพุทธ ที่ประกอบด้วย การเกิด การเจริญเติบโต การดับสูญ และการเกิดใหม่

นอกจาก “วิถีแห่งดอกไม้” แล้ว ยังมี “วิธีแห่งชา”

ภาษาญี่ปุ่นเรียกชื่อ “ชะโด” หรือพิธีชงชา ซึ่งเป็นพิธีการเตรียมและเสิร์ฟชาที่ชงเสร็จแล้วให้แขกที่มาเยือน

ว่ากันว่า พิธีชงชาใช้เวลา 4 ชั่วโมง เริ่มจากเสิร์ฟอาหาร หรือเรียกว่า “ฉะไคเซะกิ” 

และการเสิร์ฟชา 2 ครั้ง คือ “โคอิฉะ” และ “อุซุฉะ” 

คนชงชาเป็นคนสำคัญในพิธีดังกล่าว เพราะเป็นคนที่ทำให้แขกที่มาเยือนสัมผัสกับสุนทรียภาพ

คนชงชาต้องศึกษาศาสตร์ต่างๆ มากมาย

ทั้งวิธีชงชา และศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งานฝีมือ บทกวี ศิลปะการเขียนอักษร หรือการจัดดอกไม้

การศึกษาศาสตร์เหล่านี้จนถึงขั้นซาบซึ้ง จำเป็นต้องใช้เวลานับสิบปี

ภาพวาดของญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนทางที่จะนำไปสู่สุนทรียะ

“อุคิโยะเอะ” ที่แปลว่า “ภาพของโลกของมนุษย์ปุถุชน” นั้น เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 เป็นภาพที่เล่าถึงชีวิตประจำวันในเมืองเกียวโต

ต่อมาถึงศตวรรษที่ 18 ในสมัยเอโดะ ญี่ปุ่นมีเทคนิคทำแม่พิมพ์ไม้ ทำให้ภาพวาดแพร่หลาย

การวาดภาพอุคิโยะเอะกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย

เรื่องภาพวาดกับสุนทรียภาพคงไม่ต้องอธิบายกันมากมาย เพราะหลายคนคงเคยได้ยินมาแล้ว

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของอาหาร 

ความงามของอาหารญี่ปุ่น หรือ “วะโชคุ” ไม่ได้มีรสชาติที่อร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างสรรค์ความงามให้เกิดแก่สายตา

องค์ประกอบสำคัญ คือ ภาชนะอาหารที่ทำจากวัสดุแตกต่างกัน เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบ เครื่องเขิน

พ่อครัวนอกจากจะคำนึงถึงอาหารแล้ว ยังต้องคำนึงถึงภาชนะที่ใส่อาหารด้วย

อาหารญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับฤดูกาล ภาชนะอาหารต้องเลือกวัสดุที่เข้ากับฤดูกาลนั้นๆ

ย้อนกลับไปที่แนวคิดสุนทรียภาพแบบญี่ปุ่น ที่เน้นธรรมชาติ มองเห็นความเปลี่ยนแปลง

และความสงบนิ่ง

ความโดดเด่นของอาหารญี่ปุ่น ทำให้ “วะโชคุ” ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เมื่อธันวาคม พ.ศ.2556

ตอกย้ำความงามของสุนทรียภาพ

ความงดงามของธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลทั้งสี่

ความงามในรูปแบบของญี่ปุ่นที่ชวนให้โลกสัมผัส

สุนทรียภาพแบบญี่ปุ่น

ขอขอบคุณวารสาร “จากญี่ปุ่น” ที่มอบความรู้และข้อคิดให้ไว้มากมาย

ขอบคุณทุกตัวอักษรที่ทำให้เข้าใจความหมายของ “ความงาม” 

ความงามของสุนทรียภาพในแบบของชาวอาทิตย์อุทัย….เจแปนนิสสไตล์

บทความก่อนหน้านี้ปรากฏการณ์ ‘อินเทลิเจนเซีย’ เปิดใจ บก.วัย 22 ผู้ยังไม่เคยเลือกตั้ง ‘สุรัตน์ สกุลคู’
บทความถัดไปเซ็งทั้งงาน! พ่อค้าเชิดเงิน 2 แสน เบี้ยวส่งเนื้อหมู เจ้าภาพงานบวชไม่มีอาหารเลี้ยงแขก