คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง : Gloria Bell ชีวิตหญิงวัยใกล้เกษียณ ใช้ชีวิตให้สนุก บางทีก็สุดเหวี่ยง!?

บางครั้งเราก็อาจเข้าสู่ชีวิตที่โดดเดี่ยวอย่างไม่ตั้งใจ ความกลัว ความเหงา การต้องประคับประคองจิตวิญญาณตัวเองในวัยใกล้เกษียณช่างต่างกับการต้องอยู่คนเดียวในช่วงวัยที่สาวกว่านี้ และไม่ใช่สิ่งที่รับมือได้ง่าย

ในภาพยนตร์เรื่อง “Gloria Bell” ที่แก่นหลักคือการเล่าเรื่อง ความรักความสัมพันธ์ของหญิงวัยใกล้เกษียณ ตัวเอกคือ “กลอเรีย” หญิงวัยใกล้หกสิบที่หย่าร้างมาหลายปี ลูกๆ เติบโตไปมีวิถีชีวิตของตัวเอง หญิงม่ายวัยที่ทำงานออฟฟิศได้อีกไม่กี่ปี มีเวลาเหลือเฟือมากพอราวกับสาวโสดไร้ภาระครอบครัว และแน่นอน “กลอเรีย” ก็ไม่เลือกใช้ชีวิตเงียบๆ เรียบๆ ทำงานกลับบ้านไปวันๆ แต่เธอเลือกขอสนุกกับจิตวิญญาณแบบสุดเหวี่ยงของตัวเองนั่นคือ การออกไปตามผับบาร์ยามค่ำคืน เต้นรำ และมีไลฟ์สไตล์แบบ “One Night Stand” ไม่ผูกมัดกับใคร

แต่แล้ววิถีชีวิตแบบนี้ก็กลายเป็นกิจกรรมแก้เหงาที่เริ่มจะกลายเป็นรูทีน นับวันเธอดูเหมือนมีชีวิตที่ไม่ได้ยึดโยงกับความสัมพันธ์ใดๆ กับใครทั้งสิ้น แม้แต่กับลูกๆ ของเธอเอง ถึง “กลอเรีย” จะเป็นห่วงแสนห่วงแค่ไหน แต่เมื่อพวกเขาเติบโตและมีทิศทางชีวิตที่เลือกเอง ก็ต้องเคารพและเว้นช่องว่างความสัมพันธ์ที่ไม่ไปจุกจิกวุ่นวายกับชีวิตลูกมากเกินไป แม้บางการตัดสินใจของลูกจะน่าห่วงสักเพียงไหนก็ตาม

เวลาผ่านไปก็มีเหตุการณ์มาท้าทายชีวิตสาวโสดวัยใกล้เกษียณ เมื่อคืนหนึ่งเธอได้พบกับ “อาร์โนลด์” ชายสูงวัยไล่เลี่ยกัน ที่มานั่งดื่มในบาร์เดียวกัน ทั้งคู่เริ่มทำความรู้จัก และมีความเหมือนกันบางอย่างที่ดึงดูดและยึดโยงทั้งสองให้เข้ากันได้โดยเร็วนั่นคือ “ความเหงา”

ในที่สุดความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็พัฒนาไปไกลกว่า One Night Stand ส่วนจะลงเอยอย่างไรต้องไปชมกันในภาพยนตร์

เล่ามาคร่าวๆ อาจคิดว่านี่คือภาพยนตร์ดราม่าชีวิตคนเหงา แต่เนื้อหนังของ “Gloria Bell” คือภาพยนตร์แนว “คอมเมดี้-ดราม่า-โรแมนซ์” ที่เรื่องราวชวนดราม่าก็จริง แต่คาแร็กเตอร์ตัวเอกอย่าง “กลอเรีย” จะทำให้เราอมยิ้ม นั่งหัวเราะขึ้นมาได้เป็นพักๆ ซึ่ง “จูลี่แอนน์ มัวร์” นักแสดงหญิงมากฝีมือยังไว้ใจได้เสมอกับการแสดงในทุกบทบาท

และสำหรับบท “กลอเรีย” สาววัยใกล้เกษียณสวมแว่นตลอดเวลา ในลุคที่บางครั้งก็ดูเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งก็ยังทำอะไรตามใจตัวเองแบบเด็กสาววัยรุ่น

คาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นของกลอเรียคือ ผู้หญิงที่ชอบเต้นรำ ขนาดที่พูดกับเพื่อนว่าหากจะต้องตายวันพรุ่งนี้ก็ต้องขอไปเต้นให้หนำใจก่อน เป็นบทที่ทั้งสนุกและมีเสน่ห์ ซึ่ง “จูลี่แอนน์ มัวร์” ถ่ายทอดบทบาท “กลอเรีย” ออกมาได้ดีมาก ผู้หญิงที่ผ่านการหย่าร้าง เป็นอดีตภรรยาของใครบางคน และกลับมาเป็นหญิงสาวโสด เป็นคุณแม่ลูกสอง เป็นสาวออฟฟิศทั่วไปที่ใกล้เกษียณ เป็นผู้หญิงที่ยังรักความสนุกสนาน จังหวะชีวิตที่มีทั้งตัดสินใจถูก ตัดสินใจผิด

หนังถ่ายทอดให้เห็นความธรรมดาทั่วไปผ่านความรู้สึกนึกคิด และวิธีแสดงออกของ “กลอเรีย” ออกมาได้อย่างงดงาม และนี่คือหนังที่ผู้ชายก็ดูได้เพื่อจะทำความรู้จักหญิงใกล้ตัวของตัวเองไม่ว่าจะเป็น “แม่” หรือ “ภรรยา”

ตัวผู้กำกับชาวชิลี “เซบาสเตียน เลลิโอ” ที่ผ่านการทำหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์และชีวิต “มนุษย์” ในหลายแง่มุม อาทิ “A Fantastic Woman”, “Disobedience” บอกว่า เขาอยากถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงวัยใกล้เกษียณ อยากเล่าถึงความพยายามจะใช้ชีวิตของพวกเธอที่ยังคงค้นหาตัวเอง ที่สำคัญคือเขาอยากพูดถึงความใส่ใจและเห็นใจผู้หญิงเหล่านี้

และอันที่จริงนี่คือการที่ “เลลิโอ” ได้มีโอกาสถึงสองครั้งในการพูดถึงหนังเรื่องนี้ เพราะ “Gloria Bell” หนังปี 2019 เป็นหนังฮอลลีวู้ดเวอร์ชั่นรีเมกจากต้นฉบับที่เป็นหนังชิลีเรื่องดังเมื่อปี 2013 ที่ใช้ชื่อว่า “Gloria”

เวอร์ชั่นอเมริกานั้นรีเมกแบบเหมือนเป๊ะกับต้นฉบับชิลี ทั้งบทภาพยนตร์และการถ่ายทำที่ใช้มุมกล้องจับจังหวะอารมณ์เดียวกัน เปลี่ยนเพียงนักแสดง ซึ่งเวอร์ชั่นดั้งเดิม “พอลลีน่า การ์เซีย” นักแสดงชาวชิลี แสดงไว้ได้อย่างสุดฝีมือจนคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมใน “เทศกาลหนังนานาชาติเบอร์ลิน” และเมื่อบทกลอเรียโยกย้ายสู่เวอร์ชั่นฮอลลีวู้ด โดย “จูลี่แอนน์ มัวร์” นักแสดงระดับออสการ์ก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดตัวละครนี้ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์น่าหลงใหลเช่นกัน

ถือเป็นความท้าทายของ “เลลิโอ” ที่มารีเมกหนังของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งเขาบอกว่า การได้กลับมากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเหมือนเขาได้เขย่าเรื่องราวของ “กลอเรีย” อีกครั้ง และยังเพิ่มพลังในการทำงานให้กับเขาด้วย

ในแง่ศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์เรื่องนี้หนังมีงานภาพที่ให้แสงสีตอนกลางคืนสวยงามเลยทีเดียว ผสมด้วยบางฉากที่มีการถ่ายทำเคลื่อนมุมกล้องแบบเล่นกับตัวละครเพื่อให้คนดูสัมผัสได้ถึงความรักอิสระที่เป็นตัวตนและธรรมชาติของกลอเรีย

ขณะที่จุดเด่นอีกอย่างที่ตีคู่มากับคาแร็กเตอร์นางเอกของเรื่องคือ “เพลงประกอบภาพยนตร์” ที่เลือกเพลงจากยุค 70, 80 มาใช้ ล้วนเป็นเพลงคุ้นหู บางเพลงน้ำเน่า ฟูมฟาย ดราม่า แต่เข้ากับเรื่องราวอย่างแนบสนิท ดูแล้วไม่เป็นละครเชยๆ

ภาพจาก Youtube/A24

เพลงประกอบที่หนังเลือกใช้หลายเพลงทำหน้าที่ดีระดับช่วยเล่าเรื่อง ส่งอารมณ์ตัวนางเอกที่วัยใกล้หกสิบแล้ว ให้เกิดอิมแพคมาถึงคนดูได้ว่า ผู้หญิงตรงหน้ากำลังจะแก่ด้วยตัวเลขอายุ แต่ภาพที่เห็นเธอยังสนุกกับชีวิต ยังมีชีวิตชีวา หาจุดที่เป็นตัวเองเจอ

เมื่อดนตรีขึ้นเธอยังร้องเพลงคลอตาม ยังลุกมาเต้นรำได้ ไม่ว่าจะเผชิญทุกข์แค่ไหน อายุจะผ่านเลยไปเร็วเหมือนดีดนิ้วแค่ไหน ตัวตนที่แท้จริงภายใน “จิตวิญญาณอิสระ” นั้นก็ยังอยู่คู่กับเธอตลอดไป

บทความก่อนหน้านี้กำลังขี่กลับจากส่งผู้โดยสาร วินมอ’ไซค์โชคร้าย เจอต้นไม้ล้มใส่เสียชีวิต
บทความถัดไปจี20 รุกออกกฎภาษีดิจิทัลปีหน้า รีดเงินจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี