คอลัมน์ ฟรีสไตล์เรื่องบ้าน-บ้าน : End User กับ Investor

โบรกเกอร์จีนรักเมืองไทย อ่านข่าวแล้วน้ำตาจิไหล

วงการอสังหาริมทรัพย์นี่ก็แปล๊ก แปลก เรามักเข้าใจว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่จริงๆ แล้วเรารู้เกี่ยวกับธุรกิจนี้น้อยมาก อะไรที่มองเห็นด้วยตาเปล่า บางทีก็เป็นภาพจริง แต่หลายครั้งก็เป็นภาพลวงตา (ฮา)

ก่อนหน้านี้สัก 2-3 เดือนที่แล้ว ได้มีโอกาสทอล์กกับยักษ์อสังหาริมทรัพย์เมืองไทย “คุณเต-ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” เอ็มดีคนรุ่นใหม่ค่ายศุภาลัย บริษัทนี้เขาทำบ้าน-คอนโดมิเนียมขายลูกค้าเรียลดีมานด์ หมายถึงลูกค้าที่ซื้อไปอยู่อาศัยจริง ซื้อไปอยู่อาศัยเอง

แต่ก็เถอะนะ ช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา มีกำลังซื้อระดับสึนามิก้อนเบ้อเริ่มซัดเข้าเมืองไทย มาจากลูกค้าจีน จีน และจีน

ศุภาลัยเองก็แอบเผลอปล่อยตัวปล่อยใจ ขายคอนโดเหมาฟลอร์ให้กับลูกค้าจีนบางแท่ง แต่ก็ยังไม่ถึงกับถลำลึกมากมาย เพราะไม่ได้ขายเยอะแยะเป็นล่ำเป็นสัน โครงการที่ขายก็มีนับนิ้วได้

แต่เบื้องลึกเบื้องหลังค่ายศุภาลัยก็ทำเซอร์เวย์โอกาสทางธุรกิจ โควต้าลูกค้าต่างชาติที่สามารถซื้อคอนโดได้ 49% ตามกฎหมายไทย นำไปสู่อะไรได้บ้าง

1.แน่นอนว่าจะเป็นโอกาสถ้าซื้อ-รับโอน-อยู่อาศัยอย่างสุภาพเรียบร้อย

2.แน่นอนว่าจะเป็นทุกขลาภถ้าซื้อ-แต่ไม่รับโอน (เพราะสารพัดเหตุผล เศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลจีนบล็อกไม่ให้ขนเงินออกมาเยอะๆ ฯลฯ) อันนี้เป็นทุกขลาภของผู้ประกอบการ เพราะต้องนำห้องชุดกลับมาขายซ้ำอีกรอบ

3.ในทางกลับกัน ลูกค้าต่างชาติอาจเป็นทุกขลาภของผู้บริโภค ถ้าซื้อ-รับโอน-และอยู่อาศัยเอง

แบบว่า…อืมม์ อธิบายยังไงดีล่ะ คนเราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน จริงไหมคะ แต่เท่าที่สอบถามผู้บริโภคคนไทยหลายคนคำตอบคือไม่รังเกียจเจ้าของห้องคนจีนนะ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเลือกได้ไม่อยากอยู่ห้องติดกัน เพราะพฤติกรรมการอยู่อาศัยคนละคัลเจอร์ (คนละวัฒนธรรม)

4.ลูกค้าต่างชาติจะเป็นทุกขลาภทันที 100% สำหรับผู้บริโภค ถ้าซื้อ-รับโอน-ไม่อยู่อาศัยเอง-ปล่อยเช่ารายวันอีกต่างหาก

คำยืนยันวันนี้ค่ายศุภาลัยบอกว่าในเมื่อยังขายดิบขายดีกับลูกค้าคนไทย ก็เลยมองไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องไปตามล่าลูกค้าคนจีนอย่างบ้าคลั่ง (สำนวนโอเวอร์ไปนิดหน่อย หมายถึงไม่ไปเน้นขายลูกค้าต่างชาติอ่ะค่ะ)

แต่คอมเมนต์ที่ทิ้งเชื้อให้คิดต่อก็คือ เวลาเราบอกว่าคนจีนชอบซื้ออสังหาฯเมืองไทย ไม่ได้หมายความว่ามีแต่ฝั่งลูกค้าที่เข้ามา แต่ยังหมายถึงฝั่งผู้ประกอบการก็ทะลักเข้ามาด้วยเช่นกัน

“คุณเต-ไตรเตชะ” บอกว่า สภาพเมืองไทยตอนนี้คนจีนเขาไม่ได้มาเล่นๆ แต่เข้ามาสร้างอาณาจักรธุรกิจเลยนะพี่

ฟังวันนั้นก็ตาโตไปทีนึงแล้ว พอกลับมานั่งที่ทำงาน บ๊ะแล่ว ข่าวส่งข่าวแจกสารพัดช่องทาง แต่ก่อนมาแบบเหนียมๆ ยืมปากคนไทยชื่อโน้น-ชื่อนี้พูดให้มั่ง ไรมั่ง

ตอนหลังชุบตัว เอ้ย ไม่ใช่ เปิดเผยตัวจริงเสียงจริง ออกมาตั้งโต๊ะแถลงเอง ขู่ฟ่อดฟ่อด ครึ่งปีแรกอสังหาฯ เมืองไทยลูกค้าจีนไม่มาแล้วนะ หนีไปญี่ปุ่น ฮ่องกง อเมริกากันหมดแล้ว เหตุผลเพราะทำเลในเมืองขายตารางเมตรละ 3 แสน

ฟังแล้วแปลกหูอยู่นะทั่น โบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์สารพัดยี่ห้อพูดอยู่ตลอดเวลาว่าคอนโดเมืองไทย โฟกัสตลาดมหานครกรุงเทพถูกกว่าเมืองหลวง-เมืองหลักในต่างประเทศ 5 เท่า 10 เท่า

บางคนบอกด้วยซ้ำไปว่าลูกค้าฮ่องกงเที่ยวโพนทะนาเงิน 2 ล้านบาท ซื้อได้แค่ที่จอดรถในบ้านเขา อะไรประมาณนี้

และมียี่ห้อผู้ประกอบการจีนเองก็ออกมาสื่อสารเป็นระยะๆ ว่าลูกค้าจีนซื้อคอนโดไทย เฉลี่ยราคา 1 ล้านหยวน หรือห้องละ 5 ล้านบาท ไม่เกินนี้ ราคา 3 ล้านขายดีเทน้ำเทท่า

ทอนออกมาเป็นบาท/ตารางเมตร คือไม่เกิน 1 แสน/ตารางเมตร ผิดตกยกเว้นยังไงไปโซ้ยกันเอาเองนะคะ ยืมคำพูดมาเล่าต่อเฉยๆ ค่ะ

หัวข้อชวนคุยวันนี้ จั่วหัวศัพท์เทคนิค 2 คำ มาจากคำแรก “ผู้บริโภคคนสุดท้าย-end user” ซึ่งก็คือผู้บริโภคตัวจริงนั่นแหละ เหตุผลที่เป็นตัวจริงเพราะซื้อสินค้ามาแล้วจบที่เขา เป็นผู้ใช้คนสุดท้าย ไม่ได้ส่งต่อสินค้าที่ซื้อมาให้คนอื่นช่วยใช้

ทีนี้ ก็มาดูกันสิว่าสินค้าที่ซื้อมาคืออะไร สินค้าบ้าน-คอนโดเป็นสินค้าที่อยู่อาศัย เรื่องนี้ไม่ต้องมาเถียงไม่ต้องมาแถ เสียเวลาเปล่าๆ เพราะฉะนั้น ลูกค้าที่ซื้อบ้าน-คอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง อยู่อาศัยจริง คุณคือ end user

ถัดมา ศัพท์เทคนิคอีกตัวคือ “นักลงทุน-investor” อันนี้เลยขอบเขตของการเป็นผู้บริโภครายสุดท้ายแล้ว เพราะไม่ได้ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัย แต่ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อปล่อยเช่า ผู้เช่าจึงเป็น end user หรือผู้บริโภครายสุดท้าย

เรื่องนี้เป็นปัญหารึเปล่าไม่ทราบ

ทราบแต่ว่าตอนนี้มีการตีปั่นพฤติกรรมบริโภคยุคใหม่ นำสินค้าที่อยู่อาศัยซึ่งควรขายให้ลูกค้า end user แต่พลิกโมเดลธุรกิจหันมาล่าหัวลูกค้านักลงทุนรายย่อยมากขึ้นๆ

จนกระทั่งบางโครงการหนักข้อถึงขนาดขายนักลงทุนรายย่อยแบบยกโครงการไปเลย

การซื้อห้องชุดเพื่อลงทุนปล่อยเช่าไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย รวมทั้งไม่ผิดศีลธรรม แต่การกระทำเข้าตามตรอกออกตามประตูเขามีกฎกติกาของเขาอยู่ นั่นคือ ปล่อยเช่ารายเดือน และเจ้าของห้องก็ไปแจ้งเสียภาษีไว้กับกรมสรรพากร จบข่าว

เหตุผลเพราะพฤติกรรมการอยู่อาศัย ถ้าเช่าแบบรายเดือนจะอยู่ใกล้เคียงกับการเป็นเจ้าของห้อง ไม่ทำตัวรุ่มร่าม มีมารยาท เกรงอกเกรงใจเพื่อนบ้านข้างเคียง เพราะต้องเจอหน้ากันเช้า-เย็น ซ่าส์มากไม่ดีเดี๋ยวโดนดักแพ่นกบาล

แต่การพักอาศัยแบบรายวัน (ปกติต้องเช่าโรงแรมหรืออพาร์ตเมนต์นะ) อย่าให้สาธยายเลย ตั้งแต่ฟังมายังไม่มีเรื่องดีๆ น่าชื่นใจ มีแต่เรื่องพฤติกรรมแย่ๆ ที่สำคัญผิดกฎหมายไทยอย่างน้อย 7 ฉบับ (เคยชวนคุยไปแล้วค่ะ)

บางคอนโดอาการหนักถึงขนาดมีนักท่องเที่ยวไป เมกเลิฟกันในสระว่ายน้ำตอนดึกสงัด คงคิดว่าชาตินี้ฉันจะมาพักที่นี่คืนเดียวครั้งเดียวในชีวิต

ดังนั้น ลูกค้า end user ซึ่งต้องการซื้อห้องชุดหรือบ้านจัดสรรก็ตาม เพื่ออยู่อาศัยอย่างสุขสงบ ปลอดภัย แถมถูกบังคับจ่ายค่าส่วนกลางเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แต่เจ้าของบ้านกลายเป็น investor ทำให้เพื่อนบ้านไม่เคยซ้ำหน้า มีพฤติกรรมอยู่อาศัยกลับหัวกลับหาง โอ๊ย ไม่อยากมโนอะไรอีกแล้ว เครียดง่ะ

ปมคาใจมีอยู่นิดเดียว นิดเดียวจิงจิง โบรกเกอร์อสังหาฯ จีนบอกว่ารัฐบาลไทย ถ้าไม่อยากเสียลูกค้าจีน แก้โน่น-แก้นี้ซะ อย่าลืมแก้กฎหมายให้นำคอนโดมาปล่อยเช่ารายวันด้วยล่ะ ลูกค้าจีนจะได้ไม่หนีไปซื้อคอนโดประเทศอื่น

รู้หรือยัง ทำไมฟังแล้วน้ำตาจิไหล บัย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อหิวาห์แอฟริกาหมูระบาดลาว ใกล้ไทยแค่ 170 กม. กรมปศุสัตว์สั่งแบนหมูลาว
บทความถัดไปนิติ มธ. รำลึก ‘ศ.ไพโรจน์ ชัยนาม’ ถอดบทเรียนเลือกตั้ง รธน.60 ชี้ ‘ท่าดีทีเหลว’ ไม่เป็นสากล