คอลัมน์ โลกสองวัย : ยิ่งน้องหนูเริ่มโต พ่อแม่ยิ่งต้องใกล้ชิดกับลูก

เมื่อเด็กเริ่มโตอายุ 2 ขวบ เข้าโรงเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาล เด็กจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปอีกแบบหนึ่ง ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองโปรดสังเกต เด็กจะได้พบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน พบคุณครูที่ไม่เคยเจอะเจอมาก่อน มีพี่เลี้ยงช่วยดูแล หลังจากวันแรก ที่เด็กหลายคนร้องกระจองอแงไม่ยอมเข้าโรงเรียน กระทั่งเวลาผ่านไปสักสามสี่วัน จึงเริ่มคุ้นเคย

แต่ผู้ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยคือพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่ค่อยยอมห่างจากหน้าลูก ชอบไปคอยแอบดู ไปรับก่อนเวลามาก กว่าจะผละเด็กจากอกตัวเองได้ใช้เวลาเหมือนกันนะครับ แทนที่จะรีบกลับไปทำงานบ้าน

จนบ่ายคล้อย เด็กกลับบ้าน ไม่ว่าจะกลับกับรถโรงเรียน หรือพี่เลี้ยง แม่ไปรับกลับ ช่วงนี้แหละที่ลูกเริ่มช่างพูดคุย เพราะคุ้นเคยกับคุณครูที่ทุกวันนี้ครูอนุบาลคือผู้ร่ำเรียนมาทางนี้โดยตรง

วันนี้ หลักสูตรการเรียนการสอนเด็กเล็กและอนุบาลเข้าสู่หลักสากล คือเด็กไม่ต้องเรียน อ่าน เขียน ทั้งหนังสือและคณิตศาสตร์ หากเป็นการเรียนรู้การใช้สองมือให้สัมพันธ์กับสมอง รู้จักขีดเส้น รู้จักรูปลักษณ์ รู้จักการใช้สี การระบายสี เนื่องจากเด็กวัยนี้ไม่จำเป็นต้องท่องจำ เรียนรู้ตัวอักษร จนกว่าจะขึ้นอนุบาลสองสาม จึงจะเริ่มเรียนรู้เรื่องการอ่าน เมื่อขึ้นเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ครึ่งปีนั่นแหละ เด็กจึงเริ่มอ่านเขียน

ต่อจากนั้นเด็กจะอ่านเขียนคล่อง ใช้มือสัมพันธ์กับสมอง เริ่มคิดเลขเป็น

เมื่อนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องคอยตอบคำถามเด็กว่า ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนี้

โฮ้ย… ไม่รู้จบ

พัฒนาการของเด็กวัยนี้ผ่านไปตามอายุและชั้นเรียน ถึงกระนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองอย่าห่างจากเด็ก ต้องคอยใกล้ชิดถึงอารมณ์และความต้องการของเด็ก หมั่นดูว่าเด็กมีพัฒนาการเรียนรู้ถึงไหน แต่อย่าถึงขั้นเข้าไปยุ่งหรือจุ้นจ้านกับเด็กเกินกว่าเหตุ เว้นแต่เด็กบางคน เช่น เด็กผู้หญิง มักชอบเรียนรู้ในเรื่องของผู้หญิงเพิ่มขึ้น

เขาบอกว่า กว่าเด็กจะรู้เรื่องความแตกต่างทางเพศเมื่ออายุ 11 ขวบ ประมาณนั้น

ก่อนหน้านั้น เด็กจะเล่นร่วมกันไม่รู้ผู้หญิงผู้ชาย ปนๆ กันไป

ระหว่างนี้เด็กเริ่มให้ความสนใจ “น้อง” ยิ่งพ่อแม่มีน้องใหม่ไม่ต่างจากน้องหนูคนแรกสัก

เท่าไหร่ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องระวังเรื่องความใกล้ชิดให้ดี ต้องสอนว่าท้องของแม่ที่ใหญ่ขึ้น มีน้องอยู่ในนั้น เมื่อถึงวันหนึ่งน้องหนูจะออกมาให้หนูดูและช่วยแม่เลี้ยง

ช่วงที่แม่มีลูกคนใหม่ ปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอาจะมารุม “น้องใหม่” ขอได้โปรดเถิด อย่าทิ้งน้องหนูไม่ว่าหญิงหรือชาย พยายามให้น้องหนูคนพี่ได้มีส่วนร่วม เช่น ให้โอกาสได้อุ้มบ้างเมื่อเจ้าตัวน้อยเริ่มโตขึ้นมาน้อยหนึ่ง ให้น้องหนูคนแรกได้รับรู้ว่า น้องคนใหม่คือน้อง จะเป็นหญิงหรือขายก็เถอะ

อย่างนี้ รับรองว่าเมื่อทั้งสองคนเริ่มโตขึ้น ทั้งคู่จะให้ความสนิทสนมเป็นพี่น้องกันอย่างดี น้องจะติดพี่ พ่อแม่จึงต้องระวังคอยสอนคนพี่ให้รู้จักแบ่งปันให้น้อง และให้น้องอย่างอแงกับพี่หรือแย่งของเล่นของพี่

พูดง่าย และรับรองว่าทำไม่ยาก เพียงแต่ขอให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่เอาใจใส่ดูแลอย่าให้ผ่านตากับความรู้สึกของลูกทั้งสองคน ไม่อย่างนั้น ทั้งคู่จะเริ่มหมางเมิน ยิ่งพ่อกับแม่แสดงความรักกับน้องมากเกินไป

เริ่มเข้าสู่วัยเด็กโต พี่เรียนชั้นสูงขึ้น จะเป็นตัวอย่างที่ดีของน้องซึ่งเรียนไล่กันขึ้นมา อาจห่างชั้นกันสองสามปี ไม่ว่าเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง เช่น ของใช้ที่ทั้งคู่ใช้เหมือนกัน อาทิ กระเป๋าหนังสือ รองเท้า และยี่ห้อเสื้อผ้า กระทั่งเริ่มโตอีกเล็กน้อย ทั้งสองคนจะเริ่มเห็นความแตกต่างของเพศ

ดังนั้น ลูกชายควรให้อาบน้ำกับพ่อ และกับแม่ ส่วนลูกสาวอาจไม่จำเป็นต้องอาบน้ำกับพ่อก็ได้ แต่ควรอาบน้ำกับแม่ ที่แม่ลูกจะได้พูดคุยถึงความแตกต่างและที่เหมือนกันได้ง่าย

เด็กอาจเรียนรู้เรื่องความแตกต่างทางเพศ แต่ไม่จำเป็นต้องให้เรียนรู้ถึงเพศวิถี หรือความสัมพันธ์ทางเพศ ไม่ใช่เรื่องจำเป็น เมื่อเด็กเติบโตขึ้นมาอีก ยุคสมัยทางเทคโนโลยีมีให้เขาลักลอบเห็นเองพร้อมกับเพื่อน แต่แม่ควรชวนลูกทั้งชายหญิงพูดคุยบ้าง ไม่จำเป็นต้องตรงไปตรงมาก็ได้

บทความก่อนหน้านี้พาณิชย์สอบร้าน “กะเพราแพง” 99 บาท เคลียร์แล้ว! ที่แท้ 79 บาท แคชเชียร์คิดเงินผิด
บทความถัดไป‘กมธ.ทางด่วน’ ไฟเขียวต่อสัมปทาน ส่วนบีทีเอสส่อไม่ต่อสัมปทาน 30 ปี